Skip to content
Get App

“มีน เกวลิน” เพราะการเป็น #นักแปล ต้องเข้าใจมากกว่าแค่ภาษา | Turning Point EP.13

คุยกับมีน เกวริน นักแปล ถึงจุดเริ่มต้นการอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก ประสบการณ์การแปล และแนวคิดว่านักแปลที่ดีควรมีตัวตนและไม่มีตัวตนในเวลาเดียวกัน

Key Takeaways

  • การอ่านหนังสือตั้งแต่เด็กเป็นรากฐานสำคัญของการเป็นนักแปล
  • นักแปลที่ดีต้องถ่ายทอดทั้งเนื้อหาและอารมณ์ของต้นฉบับ แม้ผู้อ่านจะไม่รู้สึกถึงตัวตนของนักแปล
  • งานแปลเป็นเส้นทางที่ต้องมีตัวตนและไม่มีตัวตนในเวลาเดียวกัน
  • ภาษาและวิธีการแปลของนักแปลพัฒนาไปตามประสบการณ์ที่สะสม

What the video covers

  • มีน เกวริน นักแปลรับเชิญในรายการ Turning Point ของ Story BOWL Society พูดคุยเรื่องการเป็นนักแปล
  • วัยเด็กไม่มีของเล่น ใช้การอ่านหนังสือเป็นของเล่นหลัก เริ่มจากหนังสือภาพและ ABC ภาษาอังกฤษ
  • ได้ของเล่นชิ้นแรกตอนประมาณ 7-8 ขวบ คือตุ๊กตาบาร์บี้และม้าบาร์บี้ที่คุณพ่อซื้อจากอเมริกา
  • เริ่มเป็นนักอ่านจากนิยายแปลอย่างเชอร์ล็อกโฮมส์และอกาธา คริสตี้ รวมถึงนิยายไทยอย่างแมงมุมเพื่อนรัก
  • เข้าห้องสมุดและอ่านหนังสือจริงจังมากขึ้นเมื่ออ่านหนังสือนอกเวลาเรียนหมด
  • เข้าร่วม Workshop ของ Japan Foundation กับนักแปลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหารือบทบาทของนักแปลที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง
  • แนวคิดของนักแปลคือถ่ายทอดความหมายและอารมณ์ของต้นฉบับให้มากที่สุด โดยตัวตนของนักแปลอาจไม่ปรากฏ 100%
  • เล่าประสบการณ์การแปลตั้งแต่เพลงแรกจนถึงปัจจุบัน ภาษาและวิธีเลือกคำเปลี่ยนไปตามประสบการณ์
  • ผลงานแปลกว่า 20 เล่ม รวมนิยาย สารคดี การ์ตูนความรู้ และกราฟิกโนเวล เล่มที่ 21 กำลังแปลอยู่
  • เล่มไม่เชื่องแล้วไปไหน (สำนักพิมพ์อีกา) เป็นเล่มแรกที่สำนักพิมพ์ติดต่อโดยตรง ได้รับการคัดเลือกจาก Japan Foundation และนำไปสู่ความสัมพันธ์กับอาจารย์มัสดะ อาโอโกะ

Answers

Questions about this video

มีน เกวรินเริ่มรักการอ่านได้อย่างไร?

เพราะบ้านไม่มีของเล่น คุณพ่อจึงซื้อหนังสือให้แทนเมื่อเธอขอซื้อหนังหรือของเล่น ทำให้หนังสือกลายเป็นของเล่นชิ้นหลักของเธอในวัยเด็ก

นักแปลที่ดีตามความเห็นของมีน เกวรินเป็นอย่างไร?

เธอมองว่านักแปลที่ดีควรสื่อสารทั้งเนื้อหาและอารมณ์ของต้นฉบับให้ผู้อ่านเข้าใจอย่างเต็มที่ แม้ผู้อ่านจะไม่รู้สึกถึงตัวตนของนักแปลก็ตาม

เล่มไม่เชื่องแล้วไปไหนมีความสำคัญอย่างไรกับเส้นทางการแปลของเธอ?

เป็นเล่มแรกที่สำนักพิมพ์อีกาติดต่อมาโดยตรง และได้รับเลือกจาก Japan Foundation ให้เป็นหนังสือแปลญี่ปุ่นที่ดีที่สุดในปีนั้น นำไปสู่การพบและสนิทกับอาจารย์มัสดะ อาโอโกะ

Full Transcript — Download SRT & Markdown

00:00
Speaker A
Turning point วันนี้ครับ เราไม่ได้พูดคุยกับนักเขียน ครับ แต่เราจะมาพูดคุยกับนักแปล ซึ่งถือได้ว่าเป็นคนที่เชื่อมโลกนึงมาสู่อีกโลกนึงด้วยสะพานคำแปล นี่ผมใช้คำนี้ถูกหรือเปล่าก็ไม่รู้ วันนี้อยู่กับคุณมีนเกวรินนักแปลครับ
01:21
Speaker A
ผมสวัสดีครับ ผมใช้คำนี้ถูกมั้ย
02:20
Speaker A
เป็นสะพานเชื่อมโดยใช้เหมือนภาษาเป็นตัวเชื่อมใช่ไหมคะ
03:48
Speaker A
ใช่ ก็บอกไงครับ สะพานเชื่อมความสัมพันธ์ มันก็ประมาณนั้น
05:06
Speaker A
แต่เราอาจจะเป็นแค่แบบว่าวัสดุก่อสะพาน ใช้คำว่าพวกวัสดุเฉยๆ ไม่ขนาดนั้น
06:26
Speaker A
คำถามแรกเลย ทำไมถึงได้ชอบการแปลครับ เริ่มต้นมาจากอะไรตอนเด็กๆ เนี่ย
07:41
Speaker A
อ่านแต่หนังสือค่ะ คือบ้านไม่มีของเล่นเลยค่ะ เพราะว่าคุณพ่อไม่ซื้อให้ สมมุติไปห้าง ไปเดินตามร้านค้า บอกพ่อว่าพ่ออยากได้หนัง อยากได้ของเล่น เขาก็จะบอกว่า เอาไว้ก่อนก็ได้ พอเราเดินบอกเขาว่าพ่ออยากได้หนังสือ เขาซื้อให้เลย
09:08
Speaker A
ตอนนั้นอายุเท่าไหร่ครับ
10:24
Speaker A
เด็กค่ะ เด็กแบบประถมต้นๆ อยากเล่นของเล่น อุ๊ย ตั้งแต่เด็กไม่มีของเล่น เอากระดาษ A4 ของคุณพ่อมาพับแล้วก็เล่นเป็นขนมปังปิ้งอะไรเงี้ย เด็กเจนนั้นต้องเล่นตุ๊กตากระดาษกันนะ ไม่มี แล้วเราเล่นก็มีลูกพี่ลูกน้องในบ้าน คนจีนใช่มั้ยคะ ก็จะใหญ่ๆ ลูกพี่ลูกน้องคนอื่นเขาก็จะมีของเล่นครับ เราก็จะไปแอบเล่นของเขา แต่พอกลับขึ้นมาในห้องเรามันก็ไม่มีอะไรแหละ
11:33
Speaker A
ของเล่นเราจริงๆ ก็คือหนังสือ คุณพ่อซื้อหนังสือให้ตอนนั้น แสดงว่าเราอ่านหนังสือได้แล้ว
13:00
Speaker A
อ่านได้มั้ยนะ มันอ่านไม่ได้หรอก มันเปิดดูเอาค่ะ มันเป็นหนังสือภาพ คุณจำได้ว่าหนังสือชุดแรกที่พ่อซื้อให้ ทุกวันนี้ส่งต่อให้น้องชายไปแล้ว คือเป็นหนังสือทรงแบบ A4 เนี่ยแหละ แนวนอน ปกแข็ง แล้วก็ A B C D E ถึง Z ค่ะ แล้วเปิดออกมาก็จะมีรูปมดรูปอะไรอย่างเงี้ยค่ะ แต่ละเล่ม หนังสือยอดนิยมของเด็กๆ ก็ต้องมีหนังสือ A B C แบบนั้น
14:28
Speaker A
ใช่ มีแค่อันนั้นน่ะค่ะ แล้วก็มีเซตนึง และอีกเซตนึงก็จะเป็นแบบเดียวกัน แต่เริ่มเป็นสตอรี่ เป็นรูปวาด มีเรื่องราว แต่เป็นภาษาอังกฤษหมดเลยนะคะ อ่านไม่ได้หรอก ก็เปิดดูรูป
15:34
Speaker A
ใช่ เล่นหนังสืออยู่นานเท่าไหร่ครับ
16:38
Speaker A
อืม ถ้ามีของเล่นจริงๆ ก็มีตุ๊กตาเน่าตัวเดียว แล้วถ้าของเล่นจริงๆ ที่ได้คือตอนประมาณ 7-8 ขวบแล้วค่ะ คุณพ่อไปทำงานที่อเมริกา แล้วก็เหมือนเพื่อนร่วมงานที่อเมริกาเขาก็ซื้อมาฝากลูกสาว เป็นตุ๊กตาบาร์บี้กับม้าบาร์บี้ที่เดินได้ด้วย
17:57
Speaker A
ใช่แบบนั้น ตุ๊กตาบาร์บี้กับม้าบาร์บี้ นึกออกครับ ม้าบาร์บี้นึกหน้าไม่ออก
19:13
Speaker A
ม้ามันจะเป็นม้าพลาสติก แล้วข้างในเป็นเครื่องเลยค่ะ เปิดออกมาใส่ถ่านไป เขาก็จะเดินได้
20:19
Speaker A
ข้ามจากหนังสือมาอันนี้เลย
21:40
Speaker A
ใช่ แต่หนังสือก็ยังมีอยู่
22:57
Speaker A
ใช่ค่ะ มีอยู่ คุณพ่อซื้อให้ แต่หนังสือไม่ได้ซื้ออย่างอื่นให้
24:08
Speaker A
งั้นแสดงว่าก็เริ่มเป็นนักอ่านก่อน
25:31
Speaker A
ใช่ เป็นนักอ่านก่อน อ่านหนังสืออะไรครับตอนนั้นที่เริ่มอ่านได้แล้ว
26:52
Speaker A
ตอนเด็กๆ เริ่มจากนิยายแปล สมัยนั้นก็จะเป็นแบบเชอร์ล็อกโฮมส์ เป็นอกาธา คริสตี้ คือตอนเด็กๆ แต่จริงๆ ถ้าจะเริ่มอ่านนิยายเลย มันก็จะเป็นแค่เหมือนแบบหนังสือสมัยนี้ นักเรียนเขายังมีกันอยู่มั้ย หนังสืออ่านนอกเวลาแบบ คนอยู่วัดอะไรอย่างเงี้ย เมื่อก่อน
28:08
Speaker A
คนอยู่วัด เอ๊ะ เราอ่านแมงมุมเพื่อนรัก เราอ่านแมงมุมคนอยู่วัด
29:32
Speaker A
ใช่แล้ว ชอบมาก แล้วรู้สึกว่า เฮ้ย มีคนเขียนแบบนี้ด้วย เป็นเรื่องราว คือเล่มมันบางๆ น้ำพุอะไรอย่างเงี้ยค่ะ น้ำพุเหมือนกัน เมื่อก่อนๆ
30:47
Speaker A
หนังสือนอกเวลา ต้องอธิบายก่อน หนังสือนอกเวลาคือหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือในเวลาเรียน คือหนังสือเรียนในเวลาเรียน เราก็จะอ่านหนังสือเรียน และจะมีช่วงเวลาให้อ่านหนังสือนอกเวลา ก็จะเป็นอย่างเรื่องที่บอก น้ำพุ แมงมุมเพื่อนรัก
32:03
Speaker A
อือ คนอยู่วัด อยู่กับก๋ง ต้องเป็นฟิฟนั้น ก็อ่านกันแบบนั้น อ่านแล้วก็ไม่มีอะไรให้อ่านแล้ว ก็เลยเข้าห้องสมุด มีอะไรก็ไปเปิดอ่านเอาอะไรเงี้ยค่ะ
33:22
Speaker A
ครับ เข้าห้องสมุดมันก็จะเจอแต่พวกหนังสือที่เขียนกันจริงจัง
34:48
Speaker A
ใช่ แวะไว้แวะแป๊บนึงครับ
36:06
Speaker A
แวะค่ะ อกาธา คริสตี้ อันนี้เด็กควรอ่านใช่มั้ย
37:26
Speaker A
ก็อ่านเชอร์ล็อกโฮมส์มาแล้วแป๊บนึง แล้วก็เพื่อนคุณพ่อที่เป็นหนอนหนังสือค่ะ
38:38
Speaker A
ครับ แกจะเห็นเราถือหนังสือตลอดเวลา แกก็บอกแกมีเยอะ เอาไปเลย แกก็ให้มาเป็นเซต ได้มาเป็นอกาธา คริสตี้เซตนึง แล้วก็เป็น เอ่อ เชอร์ล็อก โฮมส์ เซตนึงค่ะ
40:00
Speaker A
อกาธา คริสตี้ มันฆาตกรรมเหมือนทั้งนั้นนะครับ ฆาตกรรมบนรถไฟ ฆาตกรรมบนนู่นนี่นั่น เอ เราอ่านแล้วก็ ตอนนั้นอ่านแล้วเราจินตนาการมั้ย หรือว่าจินตนาการมั้ย
41:37
Speaker A
อาจจะไม่ได้แบบจินตนาการเป็นภาพ แต่เราเห็นเราอ่านตามเรื่องราวของมันนะคะว่า อ๋อ เดี๋ยวคนนี้ไปตรงนี้ เดี๋ยวคนนี้ไปตรงนี้
43:03
Speaker A
ครับ แล้วภาษาที่เขาเขียนมันก็ไม่ได้ง่ายนะสำหรับเด็ก
44:23
Speaker A
ใช่ เราจำได้เลยว่าเชอร์ล็อกโฮมส์เล่มแรกๆ ที่อ่าน คนแปลยังไม่ใช้คำว่า "ฉัน" ไม่ใช้คำว่า "ผม" แต่ใช้คำว่า "กัน" โอ้โห เก่ามาก เป็นฉบับแรกๆ เพราะว่าเป็นของเพื่อนคุณพ่อ อีกทีนึงมันก็แบบเก่า เราก็ใช้แบบนี้กัน
45:36
Speaker A
คือภาษาที่ผู้ชายคุยกันอย่างงี้ เฮ้ย กัน นาย กับ กัน กันกับเรา อะไรอย่างเงี้ย ก็จะคุยกัน กันกับเกลอ แล้วเราก็สงสัยว่า "กว๋ย" นิ้วอ่ะนะ เก่ามาก เก่ามาก ก็แบบของตกทอด เราไม่ได้บางไม่ใช่บางเล่ม คุณพ่อจะซื้อแบบหนังสือความรู้หนังสืออะไรอย่างเงี้ย แต่ว่าแบบพวกนิยายอะไรเงี้ยก็ได้เพื่อนคุณพ่
47:11
Speaker A
แต่มันอาจจะไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ที่เยอะขนาด นั้นเท่านั้นเอง ถ้าอย่างงั้น นักแปลที่ดี อื้อหือยากเลย นักแปลที่ดีครับมันอาจจะเป็นคำถามยากแต่ ว่าผมเชื่อว่าหลายคนสงสัยนักแปลที่ดี ต้องใส่ตัวเองเข้าไปในเรื่องที่เราแปลแค่ ไหน อื ก็อืมนักแปลที่ดีสำหรับอันิโคจินทกิหมาย ถึงส่วนตัวแล้วกันนะคะ เรารู้สึกว่าการแปลแล้วสื่อสารให้ คนอ่าน เข้าใจทั้งในแง่แง่ของเนื้อหาแล้วก็ อารมณ์ความรู้สึกในเล่มอ่ะค่ะในสตอี่ใน เรื่องราวให้ได้มากที่สุดจะเป็นนักแปลที่ ดีก็ได้แม้แม้ว่าคนอ่านจะไม่รู้สึกเลยว่า แบบมีตัวตนอยู่ในนั้นอะไรเงี้ยค่ะ อืฟังดูมันเป็นมันเป็นโอ้โหก็พูดยากนะมัน เป็นเส้นทางที่ต้องต้องทั้งมีตัวตนและไม่ มีตัวตนในเวลาเดียวกัน เราถึงบอกเมื่อตอนต้นที่เราคุยกันว่าแบบ เอ่อเป็นสะพานน่ะที่มินบอกว่าเอ้จริงๆเรา อาจจะเป็นแค่วัสดุบนสะพานก็ได้นะเพราะว่า ทุกคนที่อ่านหนังสือแปลอ่ะค่ะจะจำชื่อนัก เขียนได้จะจำเรื่องราวได้ อื จำสะพานได้อ่ะเพราะสะพานคือภาษาตัวตนของ นักแปลมันอาจจะเป็นแค่วัสดุของสะพานที่ ที่สร้างขึ้นมาเฉยๆก็ได้อ่ะค่ะ อือครับ อือมันก็เลยมันก็เลยคนไม่ได้มารู้ว่า สะพานนี้สะพานเหล็กหรือสะพานไม้หรือสร้าง ด้วยอิฐ เออเออจริง หรือว่าต่อก่อร่างสร้างมายังไงแต่มันออก มาเป็นภาษาแล้วอ่ะมันเห็นตัวสะพานแล้ว พอดีเมื่อปีที่แล้วอ่ะค่ะมีโอกาสทาง Japan
48:52
Speaker A
Foundation เชิญไปร่วม Workshop กับนักแปรในเอเชีย เซาทอ East เอเชีย ครับ มีทั้งเวียดนามพม่าเอ่ออินโดนีเซีย 2 ท่านแล้วก็แล้วก็มีมีเราเป็นคนไทยไปก็มี บรรณาธิการสำนักพิมพ์ทั้งในไทยแล้วก็ในใน เซอเอเชียอะไรเงี้ยค่ะเอ่อมีเessัของการ คุยกันของนักแปลแล้วก็ดำเนินเessโดยนัก แปลเหมือนกันคือคุณฟุกุโตมิโชเป็นนักแปล ภาษาเป็นคนญี่ปุ่นที่แปลภาษาไทยนะคะเอ่อ ก็มีการคุยกันว่าเออพวกเราเป็นคนที่ทำงาน แบบเค้าเรียกว่าไงอ่ะคาเกโนากะทำงานอยู่ ในเงาทำงานอยู่ใต้เงาของใครต่อใครอะไร อย่างเงี้ยค่ะแล้วเรามีสิทธิ์หรือมีเสียง ที่จะพูดได้มากแค่ไหนอะไรอย่างเงี้ยค่ะมี มีคุยตรงนั้นเหมือนกันแล้วงานแปลที่ดี หรือคนแปลที่ดีอ่ะเราควรจะเป็นแบบไหนอะไร เงี้ยค่ะก็มีการคุยกันแล้วทุกคนน่ะไม่มี ใครมีคำตอบเดียวเราในฐานะนักแปลเราจะแปล ให้ต้นฉบับคงความหมายเดิมให้ได้มากที่สุด มันก็เลยเหมือนกับว่ามันไม่ได้มีตัวตนของ เราอยู่ในนั้น 100% ครับ อยู่แล้ว ทีนี้เอ่อคุณมีนณตั้งแต่เริ่มแปลแปลเอง ครั้งแรกแปลเพลง ค่ะ กับคุณมีนณตอนนี้คิดว่าตัวเองเดินทางมา ไกลแค่ไหน ไกลมากนะอยากจะเอาอยากจะเอาที่แบบเคยแปล เพลงออกมาแปลออกมานั่งดูแล้วคงนั่ง หัวเราะตัวเองเหมือนกันเพราะว่าเราเรารู้ สึกว่าเราทำงานมาหลายอย่างมากอ่ะค่ะแล้ว
50:37
Speaker A
งานทุกอย่างเราได้เรามีประสบการณ์ทับซ้อน มาเรื่อยๆๆๆจนมาเป็นทุกวันเนี้ยวันที่เรา แปลวันแรกในวันที่ยังไม่มีประสบการณ์กับ วันที่เรามีประสบการณ์แล้วอ่ะวิธีการแปล เลือกใช้คำหรือวิธีการสื่อสารมันก็จะ เปลี่ยนไปอยู่แล้วอ่ะค่ะ ครับ ใช่แล้วเราก็คิดว่าเราในวันเนี้ยผ่านไป อีกสัก 5 ปีหรือผ่านไปอีกแค่ปีเดียวเราก็ อาจจะเปลี่ยนไปแล้วด้วยเหมือนกัน แสดงว่าภาษาของนักแปลมันก็จะเติบโตไปตาม ประสบการณ์แล้วหนังสือที่เราแปลมาเรื่อยๆ ใช่ค่ะเอาภาษาของนักเขียนก็เป็นมั้ยบางที เออๆก็จริงนะ บางคนบางคนช่วงนักเขียนบางท่านบอกบางทีดู อะไรนะดูละครไทยมากไปหน่อยช่วงนึงกลับมา เขียนงานตัวเองรู้สึกภาษาเหมือนละคร เออเออๆก็จริงก็จริงนักแปลก็คล้ายๆกัน คล้ายๆกัน เป็นค่ะเป็นมันมันมีอยู่แล้วล่ะค่ะ ใน 21 เล่ม 20 เล่มหรือ 21 นะครับ 20 20 ค่ะเล่มที่ 21 กำลังแปลอยู่ โอ้กำลังแปลอยู่ แอบบอกได้มั้ยว่าเรื่องอะไรบ้าง ใช่เอ่ออันนี้เป็นแบบเหมือนการ์ตูนความ รู้อ่ะค่ะคือจริงๆมีแปลnonฟิกชั นิยายแล้วก็มีมีกราฟฟิกด้วยเป็นกเออลืม นับไปเล่มนึงเนาะยังไม่ออกอีกเล่มนึงเอ่อ
51:53
Speaker A
เป็นเหมือนกราฟฟิก novel แล้วอันนี้เป็น ล่าสุดเป็นการ์ตูนความรู้อะไรเงี้ยก็มี แล้วก็เป็นนิยายหนักๆก็มีเรื่องสั้นค่ะ เป็นนิยายอ ตั้งแต่แปลมาเนี่ยครับมีเรื่องไหนที่รู้ สึกว่านี่แหละฮะฉันแปลได้มันที่สุดสนุก สุดชอบที่สุด มันที่สุดสนุกที่สุดเอ่อจริงๆไม่เชื่อง แล้วไปไหนเป็นเล่มที่แปลแล้วรู้สึกตัวเอง ชอบตัวเองในตอนแปลมากเหมือนแบบเหมือนเรา รู้สึกว่ามันเป็นตัวเราจังเลยอะไรอย่าง เงี้ยประมาณนึงค่ะอันนั้น นั่นคือแปลแปลช่วง แปลช่วงจริงๆไม่เชื่องแล้วไปไหนนี่ประมาณ เมื่อ 2 ปีที่แล้วถ้าจำไม่ผิดค่ะ ไม่เชื่องแล้วไปไหน ใช่ค่ะของสำนักพิมพ์อีกาซึ่งอันเนี้ยต้อง บอกว่าเป็น เป็นเล่มแรกที่มีสำนักพิมพ์ติดต่อมาโดย ตรงกับตัวเราเองคือก่อนหน้าเมันจะเป็นการ ที่สำนักพิมพ์บอกว่ามีเล่มนี้แปลมเล่มนี้ แปลมมีเล่มนี้แปลมแล้วก็เป็นคนไม่ทิ้งซัก โอกาสแปลหมด ไม่ทิ้งซั้งโอกาส ใช่แปลหมดเขาบอกมี 3 เล่มอ่ะค่ะคุณมีนจะ เลือกมยบอกว่าถ้า 3 เล่มนี้แปลต่อเนื่อง กันได้ก็ได้หมดเลยค่ะอะไรอย่างเงี้ยก็จะ เป็นแบบนั้นแต่ว่าเล่มนี้เป็นเล่มที่มา เหมือนoffเฟอร์ว่าแบบอยากให้อยากให้เรา เป็นคนพิจารณาเองว่าอยากแปลมยอะไรอย่าง เงี้ยค่ะ ออ
53:11
Speaker A
แล้วพอเราอ่านเรื่องย่อเราอ่านอ่อเราอ่าน แล้วเรารู้สึกแบบเออมันทำไมเค้าเขียนได้ เหมือนสิ่งที่เราอยากจะพูดเลยอะไรอย่าง เงี้ยค่ะ แอบบอกได้มั้ว่าเรื่องมันเกี่ยวกับอะไร ครับ เอ่อไม่เชื่องแล้วไปไหนเนี่ยจะเป็นเรื่อง สั้นต่อๆกันหลายเรื่องค่ะที่มีแกนอยู่แกน นึงเป็นแกนเดียวกันเป็นสตอี่หลักอ่ะค่ะ เอ่อแต่ละเรื่องเนี่ยจะเขียนขึ้นมาจาก ตำนานพูดผีเอ่อหรือว่าอะไรต่างๆที่แบบดู ลึกลับของญี่ปุ่น หนังตัวหนังสืออ่ะค่ะจะเขาแต่มัสดะเซนเซ คืออาจารย์มัสดะที่เป็นคนเขียนอ่ะเขาก็ บอกตรงๆว่ามันเป็นแฟมินิสมันเป็นหนังสือ แฟมินิสต์นะ ครับ เป็นการเอาผีในตำนานญี่ปุ่นที่เป็นผีผู้ หญิงอ่ะค่ะมาเล่า ผีคอยาวผีอะไรพวกนี้ ผีแบบผีนับจานอะไรอย่างเงี้ยค่ะผี เหมือนญี่ปุ่นก็มีแม่นาค ผีนับจาน ผีนับจานนับไปเรื่อยๆค่ะ ใบที่ 1 ใบที่ 2 อ้าใบที่ 3 อย่างงี้เหรอ ครับคือเ้าเป็นคนเเป็นคนเเป็นคนรับใช้เ เป็นคนรับใช้คือในตำนาน่ะเเป็นคนเหมือน เป็นเหมือนเด็กรับใช้ในบ้าน ครับ แล้วเขาโดนแกล้งเป็นผู้หญิงเขาไม่เปฏิเสธ เขาปฏิเสธผู้ชายในบ้านอ่ะค่ะที่แบบเป็น เจ้านายอะไรอย่างเงี้ยแล้วเขาก็โดนแกล้ง เอาจานใบนึงไปซ่อน แล้วเขาก็นับจานแล้วจานมันไม่ครบอ่ะพอจาน
54:32
Speaker A
มันไม่ครบมันก็เท่ากับเขามีความผิดแล้ว เขาก็เลยโดน สังหารซะ ใช่ใช่แล้วก็หลังจากที่เขาตายไปแล้วอ่ะ เขาก็เลยเหมือนแบบลุกขึ้นมานับจานน่ะแล้ว ก็หาจานใบสุดท้ายไม่เจอไปเรื่อยๆ เ้าไม่ค่อยคิดจะไปที่อื่นหรอครับไป นั่นสิ ก็กลับมานับจาน แต่แต่พออาจารย์มัสดะเอามาเขียนในไม่ เชื่องแล้วไปไหนอ่ะค่ะมันจะเป็นอีกฟิลนึง เลยมันจะเป็นฟิลที่แบบอ๋อจริงๆแล้วมันมี มันมีอีกมุมนึงด้วยอะไรเงี้ยค่ะหรือแม้ กระทั่งเอ่อปีศาจจิ้งจอก อ่า ในญี่ปุ่น คนไทยจะคุ้นคนไทยจะคุ้น ใช่ปีศาจิ้งจอกในญี่ปุ่นเขาจะแบบมองว่า เจ้าเล่ห์มีแบบความเก่งกาดหลอกลวงนู่นนี่ นั่นใดๆเป็นผู้หญิงเป็นอะไรอย่างเงี้ยค่ะ ก็เอามาปรับมุมปรับอะไรอย่างเงี้ยค่ะแล้ว มันทำให้เราเห็นว่าเฮ้ยจริงๆแล้วอ่ะผีมัน เป็นวัฒนธรรมร่วมกันนะคะในในวงเราก็คือผี ในแต่ละประเทศส่วนใหญ่เป็นผีผู้หญิงเยอะๆ เออนั่นน่ะสิ แล้วเป็นผีที่โดนกระทำด้วย ใช่เออใช่ เป็นผีที่ต้องถูกทำอะไรสักอย่างมาก่อนน่ะ แล้วก็กลายมาเป็นผีอ่ะ เออผีผู้ชายไปไหน อ่า นี่ไงได้ได้ได้หนังสือแล้วเล่มนึงผีผู้ ชาย เอผีผู้ชายไปไหนไม่งั้นเราจะได้เห็นพ่อ มากล้วงเก็บมะนาว ใช่ เออ เค้าก็เลยแบบเหมือนแบบว่าเออมันมีมันมี จุดร่วมตรงนี้อยู่ทำไมผู้หญิงถึงถูกกระทำ แล้วทำไมผู้หญิงจะลุกขึ้นมาทำอะไรบ้างไม่
55:54
Speaker A
ได้ นับจานซะเลยนะ ในในลักษณะของแบบเออมีความเก่งกดตัวเอง อ่านครับ น่าอ่านทีเดียวเชียว แล้วแต่ว่าเล่มเนี้ยค่ะพอมันเป็นออฟเฟอร์ ที่ออฟเฟอร์มาเรา เรียกหาเราเองนะเรารู้สึก แล้วยิ่งเป็นคนที่ไม่ปล่อยโอกาสให้หนีไป ไหนถูกมั้ยครับ ตกลงเร็วมากเลยอ่ะ สอยซะเลยสอยซะเลย ตกลงเร็วมากใช่ค่ะแล้วมันเปิดโลกมากเพราะ ว่าพอเล่มนี้ตีพิมพ์อ่ะค่ะทาง Japan Foundation เขาเลือกให้เป็นหนังสือแปล ญี่ปุ่นเล่มนึงที่ที่ดีที่ดีมากในปีนั้น คือด้วยเนื้อหาด้วยแหละมิ้นว่า แล้วเขาก็เชิญมัสดะอาวุโกะ อาจารย์มัสดาโอโกะมาที่ไทย เพื่อมาเพื่อมาแบบมาร่วมเสวนามากันทั้ง ที่มหาวิทยาลัยแล้วก็ที่งานหนังสือ ซึ่งเราก็ได้คุยกับเ ใช่ก็เลยสนิทกับสนิทกับเซนเซไปแล้ว จริงป่ะครับ ใช่ก็ทุกวันนี้ไปญี่ปุ่นก็จะแบบเซนเซอยู่ ญี่ปุ่นแล้วก็แบบมาไปกินข้าวกันอะไรเงี้ เฮ้ยโอ้โหเท่เลย ใช่ เท่เลยคือก็เป็นเล่มที่แบบแล้วพอเป็น มาสดาเซนเซก็จะแบบพาไปเจอคน นู้นคนนั้นคนนี้ โยงไปเรื่อยๆ โอ้ถือว่าเป็นคนสนิท ก็เล่มเล่มนี้จะเป็นเล่มที่เรารู้สึกเรา แปลแล้วเราแบบได้ได้อรรถรสมากเราได้ลองทำ อะไรใหม่ๆด้วยอะไรเงี้ย ค่ะโอ้จุดเปลี่ยนที่รู้สึกว่าทำให้ตัวเอง เป็นนักแปลจริงๆนะครับมันคือคิดว่าเป็น
57:17
Speaker A
ตรงไหน แต่จริงๆตอนที่ได้แปลเล่มแรกที่เป็นนิยาย อ่ะค่ะก็รู้สึกว่าเออเราเราเป็นนักแปล แล้วน้อแล้วพอคือเล่มแรกอาจจะยังไม่รู้ สึกเพราะเราอกว่าเราเคยได้แปลหนังสือแล้ว มันหายไปนานมากแล้วเราก็ไม่ได้แปลอีกเลย พอเป็นเล่มแรกเราก็แบบพยายามเต็มที่แล้ว พอมันมีเล่มต่อๆมาแล้วมันต่อเนื่องมา เรื่อยๆอ่ะค่ะมันมันอาจจะไม่ใช่ Turning Point ที่แบบดีดนิ้วคลิกแล้วไปเลยแต่ว่า มันเป็นมันเป็นสิ่งที่ค่อยๆเปลี่ยนอ๋อ โอเคเราเราเรียกตัวเองว่านักแปลได้แล้ว เหมือนกันนะ คุณบินคิดว่าเราจะเป็นนักแปลไปจนถึงขนาด ไหน นั่นสิ จนกว่าจะไม่มีหนังสือให้แปล เพราะว่าเพราะว่าระหว่างทางคุณมีก็ตรงนี้ ก็ไปได้ตรงนี้ก็ไปได้โอกาสนี้มาเราก็ทำ โอกาสนี้มาเราก็ทำมัน ทำ คว้าทุกโอกาสทำหมดเลยไม่ปล่อยโอกาสให้หนี ไปไหนแล้วพอเป็นนักแปลเนี่ยครับเราถึงถาม ว่าเราจะเป็นนักแปลเพียงถึงตอนไหนในความ คิดเรา จริงๆถ้าแบบเค้าเรียกว่า Ultimate Deam เนาะแบบความใฝ่ฝันจริงๆเลยที่แบบไม่รู้ มันจะเป็นได้มยคือแบบอยู่บ้านแปลหนังสือ เขียนหนังสือไปเรื่อยๆโดยที่ไม่ต้องกังวล ถึงค่าใช้จ่าย โอหอันนั้นคือดีที่สุดในโลกแล้วที่สุดใน โลกแล้วเราก็อยากทำแบบนั้นไปเรื่อยๆอ่ะ ค่ะ ไปแต่ว่าแต่ว่าทุกวันนี้ก็คือตอนกลางวัน ทำงานอีเวน์บ้างอะไรบ้างแล้วก็แบบกลางคืน ก็แปลหนังสือ
58:43
Speaker A
อ้านี่ก็ยังทำงานอื่นไม่ใช่ ยังไม่ใช่นักแปลแบบเต็มเวลา 100% เต็ม เวลาคือเราพยายามแบ่ง 50 50 หรือว่า 60 40 ในเมื่อในเมื่อค่าแปลเรื่องนึงก็ 480,000 แล้วก็ อื้อหืออยากได้มากเลยอ่ะเรื่องไหนอ่ะ ถ้าสมมุติว่าเราแปลจนจนเราสามารถอย่างที่ บอกอ่ะอยู่แปลอย่างเดียวก็อยู่ได้แล้วอัน นี้ถือว่าเป็นจุดสูงสุด ก็จะมีความสุขที่สุดแต่ว่าเป็นคนเคยชิน กับการต้องทำอะไรหลายๆอย่างในเวลาเดียว กันแล้วด้วยมั้งคะก็เลยก็เลยแต่งานที่ทำ ทุกอย่างเรารู้สึกว่ามันcomplลนกันและกัน มากๆหมายถึงว่าเราทำงานแปลเราแล้วเราไป เจอคนอย่างเราไปทำงาน Event Planning Management Coordinator อะไรเงี้ยค่ะ มันก็จะเป็นอีกแบบนึงมันทำให้เราได้สลับ สวิตช์ตัวเองด้วยมันทำให้เราไม่ได้ไม่ได้ อยู่กับที่แล้วเรียนรู้สิ่งเดียวแต่เรา ได้เรายังได้เจอคนเรายังไม่ได้รู้คนอีก แล้วก็กลับมาแปล มันก็มันเหมือน compliment กันและกันงาน แปลของเรามันก็กลายเป็นหัวข้อในการที่เรา ไปเฮ้ยคุยเล่นกับลูกค้าได้ด้วยเหมือนกัน อะไรเงี้ยค่ะ งั้นทุกวันนี้เราสามารถพูดกับคนอื่นได้
59:52
Speaker A
เลยว่าฉันคือนักแปลเวลาก็ถามว่าอาชีพอะไร ครับ หลักๆเป็นนักแปลค่ะแล้วก็ทำ แล้วก็จะยาว มีสร้อยมีสร้อยนึกว่าเป็นหลักๆคือนักแปร ค่ะแค่นี้ หลักๆเป็นนักแปลค่ะแต่ว่าส้อย เราก็ต้องขายงานอื่นของตัวเองด้วย ก็คือจ้างได้นะคะ จ้างได้นะคะ คือจ้างได้นะคะ จ้างได้นะคะ ใช้ชื่อในการแปลว่าอะไรครับ ใช้เป็นชื่อจริงนามสกุลจริงเลยค่ะ มาตั้งแต่แรก ใช่ค่ะตั้งแต่แรก ไม่มีนามปากกาบางคนนักแปลมีนามปากกา เหมือนนักเขียน ไม่มีค่ะ จุ๊บกระดุ๋ยผู้แปล ไม่มี ตาติงโหน่งแปลนะจ้าอะไรเงี้ ใช้ชื่อจริงนามสกุลตั้งแต่แรกตั้งแต่เล่ม แรกเลยค่ะ โหมันถือว่าเป็นความภูมิใจเหมือนกันนะ ก็ดีนะคะคือ ข้อดีคือเห็นปุ๊บอ๋อคนนี้คือคนแปล ใช่ใช่ข้อเสียคือถ้าเกิดแปลไม่ดีก็คือแบบ รู้เลยยายนี่นะยายนี่นี่เอง ก็เลยต้องอันนี้แอบถามแอบถามนอกคำถามอื่น เคยมีคนเขียนบ่นนักแปลมั้ย เราไม่เคยโดนณตอนนี้นะคะณตอนนี้ยังไม่เคย โดนแต่ว่าเวลาทำงานกับบก.อะไรเงี้ยค่ะ เวลาเขาอ่านมาที่ต้องแก้ตัวแดงเถือกอะไร เงี้ก็ก็ยังมีเหมือนกัน แก้ตัวแดงเถือก ก็คือเขาก็จะแบบว่าสลับอืสลับคำนี้คำนี้ แล้วก็จะติดคอมเมนต์มานะคะเวลาเวลาที่อ่ะ เราแปลเล่มนึงเสร็จแล้วใช่มั้คะก็จะต้อง มีบรรณาธิการที่อ่าน
61:11
Speaker A
ที่เราแปลก่อน ครับ แล้วจะเป็นบรรณาธิการเทียบอ่ะค่ะก็คือ เทียบกับภาษาญี่ปุ่น อือๆ ด้วย โห แล้วก็ก็ต้องมานั่งคุยกันอะไรเงี้ยค่ะอัน นั้นก็แต่ว่าดีนะคะหมายถึงการทำงานกับบก. ดีแต่ว่าเอิ่มคนที่อ่านแล้วเขียนมา คอมเมนต์ยังไม่เคยยังไม่เคยเจอค่ะ ยังไม่เคยเจอ ยังไม่เคยเจอ แล้วก็ไม่อยากจะเจอด้วย ไม่รู้ไม่รู้ว่ามาแบบไหนอยากเจอหรือไม่ อยากเจอเพราะว่านักแบรนดหลายๆคนก็โดนนะ โดนแบบยิ่งถ้าออนไลน์เดี๋ยวเนี้ยโหคน คอมเมนต์ฉ่ำ อืเพราะเราไม่มีใครรู้จักเราหรือเปล่า เออก็แหมก็คนรู้จักก็มีอยู่นะครับเล่มที่ แปลยากที่สุดเอออย่างงี้ดีกว่า เล่มที่แปลกที่สุดคือเล่มล่าสุดที่แปล เพิ่งเสร็จไปค่ะเดี๋เอ่อเนี่ยค่ะหอคอย เห็นใจแห่งกรุงโตเกียว ชื่ออะไรนะครับอีกทีนะ หอคอยเห็นใจแห่งกรุงโตเกียวค่ะ ญี่ปุนญี่ปุ่นชื่อญี่ปุ่นมากๆอันนี้ชื่อ เราต้องแปลด้วยมั้ยอันนี้อันนี้ชื่อนี้ จริงๆแล้วแต่สำนักพิมพ์นะคะแต่ว่าอันนี้ เป็นชื่อที่มินแปลไปแล้วก็มันเาก็ให้ให้ ใช้อะไรเงี้ยค่ะ ชื่อญี่ปุ่นก็ก็คือความหมายนี้เลย ชื่อญี่ปุ่นมันจะเป็น Sympathy Towกียว เป็นชื่อภาษาอังกฤษแล้วก็ภาษาญี่ปุ่นมัน ก็จะเป็นชื่อเดียวกันน่ะค่ะมันเป็นความ หมายนี้มันมัน อ๋อมันบิดไปไหนไม่ได้ชื่ออันนี้คือ แล้วมันเป็นแล้วมันเป็นสถานที่สำคัญเป็น
62:37
Speaker A
สถานที่ที่เป็นแกนหลักในเรื่อง อันนี้คือแปลยาก ยากที่สุดเลยตั้งแต่ที่ทำมา เพราะอะไรครับสำนวนหรือว่า เอ่อจริงๆเล่มนี้ต้องขอบคุณบก.มากๆด้วย ค่ะบก.ภาษาญี่ปุ่นที่ที่ช่วยดูกันมาเพราะ ว่าเกิดตัวพี่บก.เองเขาก็บอกว่ายากที่สุด ตั้งแต่ที่เขาเป็นบก.มาเหมือนกันคือด้วย ความที่ตัวเรื่องอ่ะค่ะมันต้องมานั่ง อธิบายว่าภาษาญี่ปุ่นมี 3 ตัวอักษรมี ฮิรังมีคาตกะแล้วก็มีคันจี คันจี ใช่เอ่อเรื่องราวมันเกี่ยวกับการสร้างหอ คอยหอคอยนึงค่ะที่เรียกว่าไอ้หอคอยเห็นใจ เนี่ยแหละ เป็นหอคอยที่จะสร้างขึ้นใจกลางโตเกียว อ แต่ไม่ได้ให้คนปกติเข้าไปอยู่ให้อาชญากร เข้าไปอยู่แล้วในเรื่องอ่ะค่ะมันจะพูดถึง การใช้ภาษาว่าภาษาจะตกกล่อมเกลาหรือทำ อะไรกับสังคมบ้างคำที่ใช้ มันจะทำให้มันจะส่งผลกระทบอะไรกับความคิด ของคนหรือว่าหรือว่าสังคมบ้างอะไรเงี้ย ค่ะแบบ ค่อนข้างละเอียดอ่อนแล้วก็แล้วก็ในส่วน ที่บอกว่าจะต้องอธิบายว่ามีฮิราคณะมีคาต คณะมีคันจิก็เพราะว่าเอ่อตัวเอกของเรื่อง อ่ะค่ะไม่ชอบภาษาอังไม่ชอบภาษาญี่ปุ่นทัพ ศัพท์ไม่ชอบตัวอักษรคาตาคะ ไม่ชอบคาตาคณเออเพราะคาตาคณคือทัพศัพท์ ภาษาอังกฤษ เป็นใช่ค่ะเเป็นเเป็นสถาปนิกแล้วเขาก็ เกลียดเกลียดตัวอักษรคาตคณาเขาบอกมันไม่ เห็นสวยตรงไหนเลยทำไมไม่ใช้คันจิทำไมไม่ ใช้คำญี่ปุ่นทำไมคนเดี๋ยวนี้ถึงจะต้องใช้ คำจากภาษาต่างประเทศอะไรเงี้ ออเนาะ เพราะฉะนั้นเนี่ยมันมันก็เลยมีความ
64:15
Speaker A
ละเอียดตรงนี้ด้วยแล้วก็จริงๆเล่มนี้เป็น เล่มที่ได้รางวัลอากุตาคามาเป็นนักเขียน หญิงด้วยค่ะซึ่งมันยากทั้งหมดเลยแล้วแต่ ว่าเป็นพอได้ทำงานกับทีมบรรณาธิการนะ่ะ ค่ะก็รู้สึกว่าเราโชคดีแล้วเราก็รู้สึก ว่าเออเรายังไม่เก่งเลยเราอยากเก่งกว่า นี้อีกนะเพราะเรารู้สึกว่าเอ้ยเขายังแก้ มาเยอะขนาดนี้แสดงว่าเรายังต้องเรายังมี ทางไปได้อีกเรายังโตได้อีกเรายังเก่งได้ อีกอะไรเงี้ยแต่แบบยากยากมากแต่แปลเสร็จ แล้วรู้สึกโล่งรู้สึกโล่งอีกเล่มที่ยากจะ เป็นตัดขาดอันนั้นจะเป็นเรื่องสั้น ของนักเขียนรวมเรื่องสั้นของนักเขียน ทั่วเอเชียเลยค่ะในธีมเดียวกันคือคำว่า ตัดขาดเป็นเรื่องสั้นที่เอ่อรวบรวมโดย โชกักกังอ่ะค่ะสำนักพิมพ์โชกักกังของ ญี่ปุ่นเอ่อเค้าเอย่างที่บอกก่อนหน้า เนี้ยเทำเทำการ์ตูนมาเยอะมาก แต่ว่าเาทำมังหงะเทำอะไรมาเยอะมากเาอยาก จะผลักดันวรรณกรรมอ่ะค่ะแล้วเขาก็เลยทำ นิตยสารวรรณกรรมขึ้นมาแล้วก็มีนักเขียน เกาหลีที่เขาสนิทสนมกันเขาก็บอกว่าทำไม เราไม่มารวมนักเขียนในเอเชียขึ้นมาทำ หนังสือสักเล่มนึงแล้วก็มีธีมเดียวกันให้ เขียนเรื่องเดียวกัน ให้เขียนธีมเดียวกันแล้วก็มีก็เลยรวมเป็น เล่มเล่มนี้ขึ้นมาอะไรเงี้ยค่ะซึ่ง มันตอนแรกก่อนที่จะมาแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น ก็มาเป็นภาษาของแต่ละประเทศเนาะมี สิงคโปร์ครับ มีเวียดนาม เนปาล เนปาล ใช่ค่ะถ้าจำไม่ผิดเป็นเนปาลมีจีนมี ไต้หวันหรืออะไรเงี้ยค่ะแล้วก็เกาหลีแล้ว ทุกเรื่องก็แล้วมีของไทยด้วยค่ะมีนัก เขียนไทยด้วยคนนึงในนั้น แล้วก็มารวมเป็นเล่มเดียวกันเลยแปลเป็น ภาษาญี่ปุ่นแล้วมีนแปลจากทั้งหมดเนี่ย เป็นภาษาไทย
66:11
Speaker A
โอ้โห ยากตรงที่ เดี๋ยวนะมันมีภาษาอื่นใดๆอย่างี้แสดงว่า สกิลภาษาเรา แต่เคแปลเแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นมาแล้วอ่ะค่ะ อ๋อนึกว่าเราต้องเติมสกิลภาษาเพิ่มอะไร เงี้ย เราต้องเติมสกิลวัฒนธรรมเพิ่มค่ะ แสดงว่าคุณวีนก็ยังก็ต้องต้องศึกษา วัฒนธรรมเพิ่มจีนเกาหลีญี่ปุ่นอะไรอย่าง เงี้ย เพราะว่าเราไม่รู้เลยว่าอย่างมีอยู่ เรื่องนึงแปลแปลเวียดนามอย่างเงี้ยค่ะ แล้วในฉากจำได้ว่าในบทเนี่ยมีเรื่องของ งานศพด้วยนิดนึงเวียดนามอยู่ใกล้เรามาก เลยมิไม่เคยรู้เลยว่าเค้าจัดงานศพกันยัง ไงนะ เออเนอะเพราะปกติเราพอพูดถึงเวียดนาม ด๋อยกระป๋อยจ๋อยหอยอะไรก็ว่าไปเเราก็รู้ แค่นี้ไงเป็นภาษานึกออกใช่มั้ยเราก็ไม่ รู้ไงเราไม่รู้เลยว่าเฮ้ยเจัดงานศพยังไง นะเช่นในอย่างในคำที่เขาแปลมาเป็นภาษา ญี่ปุ่นแล้วอ่ะค่ะมันก็จะมีอย่างเล่มนึง ที่เป็นสิงคโปร์นักเขียนสิงคโปร์ เอ่อก็มีการพูดเกี่ยวกับภาษามาเลกับภาษา มาลายูอ่ะค่ะ อื ในนัยยะของมันก็แตกต่างกันแล้วอ่ะ ครับ นี่ก็เลยโทรหาน้องที่เป็นคนไทยเนี่ยแหละ ค่ะที่ได้ภาษามลายูม กาเซะสอนถามว่าปกติคำนี้ถ้าคนไทยอ่านแล้ว จะเข้าใจเลยอ่ะอ่าครับ มันจะต้องเป็นแบบไหน เออ อะไรแบบเยค่ะแล้วก็ถามเรื่องวัฒนธรรมกับ เาตอนแปลเวียดนามก็คือหาเพื่อนใครมีใครมี เพื่อนคนเวียดนามบ้างอยากหา โออยากดูยากจังเลยอ่ะ ใช่แบบหาเพื่อนไต้หวันคนไหนว่างมั้ยขอถาม
67:35
Speaker A
หน่อยอะไรอย่างเงี้ยค่ะ นั้นแสดงว่านอกจากวัฒนธรรมแล้วเนี่ยภาษา เราก็ต้องรู้เพิ่มเติม หมายถึงภาษารู้ภาษาญี่ปุ่นแล้วก็ไปอืม วัฒนธรรมก็ต้องแน่นด้วยเหมือนกัน แล้วตัวเราต้องเรียนภาษาอะไรเพิ่มเติม มั้ยแบบนี้ ตอนนี้ยังไม่ได้เรียนค่ะมีเรียนภาษาจีน กับภาษาเกาหลีเพิ่ม เพิ่มอีก 2 ภาษา ใช่ค่ะ ไม่ตีกันเละเทะ ก็มันก็ช่วยกันได้บ้างมันก็ตีกันบ้างก็ ปล่อยให้มันตีกันไปค่ะเราก็จะได้เอง ฟังดูก็เป็นนักแปลนี่ก็ไม่ได้มาเพราะโชค ช่วยเพราะมันเหนื่อยอยู่เหมือนกันนะครับ เหนื่อยทุกงานทุกงานมีความยากของมันค่ะ แต่ละเล่มก็จะยากของแต่ละเล่มด้วยอย่าง อย่างที่บอกอย่างเ่อหอคอยเห็นใจที่มันยาก ก็เพราะว่ามันมีwordดingแปลกๆ มีคำแปลกแปลกหรือมีบรรยากาศของเรื่องที่ ค่อนข้างเฉพาะ อือ อย่างเล่มตัดขาดที่ยากเพราะมันมีวัฒนธรรม อื่นด้วย ครับ เล่มไม่เชื่องแล้วไปไหนก็มีความยากของมัน ตรงที่เออทำยังไงให้ให้มันใช่ อือๆ อะไรอย่างเงี้ยค่ะ อครับตั้งแต่คุยมาทำให้รู้สึกว่านักแปล มันโอ้มันยากเนาะต้องประคบคำต้องดูแล เรื่องราวที่เค้าที่ต้นฉบับเเขียนมาให้ มันออกมาเป็นเรื่องอีกโลกหนึ่งไปสู่อีก โลกอีกภาษาหนึ่งส่งไปสู่คนอ่านอีกภาษา หนึ่งซึ่งเอาจริงๆโอ้โหมันไม่ใช่เรื่อง ง่ายใครที่คิดว่านักแปลเป็นเรื่องง่าย เข้าใจใหม่นะจ๊ะ
69:00
Speaker A
ยืนยันโดยนักแปลตัวจริงที่นั่งอยู่กับเรา แอบถามอีกอันนึงคิดยังไงกับการที่ทุกวัน นี้มีคนใช้ AI ในการแปล อันเนี้ย อันนี้นักแปลด้วยกันก็คุยกันเองเยอะนะคะ หมายถึงตอนที่เคยไปอยู่กับเอ่อนักแปล ญี่ปุ่นในหลายหลายประเทศอะไรเงี้ยค่ะก็ เรารู้สึกว่าในอีกไม่นานไม่นานเลยแหละ เพราะว่า AI มันเร็วมากตอนนี้ค่ะเรารู้ สึกว่าอีกไม่นานการแปลในลักษณะของเอกสาร ที่เป็นdocumนที่แบบไม่มีอะไรซับซ้อนอ่ะ อาจจะเป็นหน้าที่ของ AI เยอะขึ้นแล้วก็มี คนคอยตบให้มันถูกกาลเทศะ ถูกอ ถูกวัฒนธรรมของการเขียนในแต่ละประเทศแต่ ว่าในบริบทการแปลของ นิยายเรื่องสั้นหนังสือแม้จะเป็นหนังสือ nonฟิกชอะไรเงี้ยค่ะมันมีสำเนียงของคน เขียนอยู่ในนั้นด้วยแล้วเรายังรู้สึกว่า AI ยังไม่สามารถแปลสำเนียงน้ำเสียงของคน เขียนออกมาได้ขนาดนั้น อือๆครับ เพราะฉะนั้นในฐานะนักแปลที่ยังอยากแปล นิยายหรือแปลเรื่องราวอยู่อ่ะค่ะคิดว่า ยังจะรอดยังพอจะรอดจาก AI อยู่บ้างแต่การ มี AI มันก็ช่วยเรามากในเรื่องของการรวบ รวมข้อมูล อื ในเรื่องของแบบเอ่อการหาเพราะว่าบางทีเรา
70:27
Speaker A
แปลอ่ะค่ะมันจะมีมันจะมีคำที่เราแบบหึ ฉันจะแปลว่ายังไงนะ ครับ หรือว่าคำที่เราแบบเคยเจอมาก่อนแต่ไม่เคย เจอในบริบทนี้อะไรอย่างเงี้ยค่ะหรือว่า เป็นข้อมูลอะไรที่อยู่ในเรื่องราวที่เรา ที่เราไม่ต้องหาหลายรอบก็อาจจะมีให้ AI สรุปมา อื แล้วก็เข้าไปดูซอceของมันว่ามาจากไหนแล้ว ก็มันก็จะง่ายขึ้นในส่วนของการทำงาน แต่ก็ต้องมีสติในการใช้ AI ใช่ค่ะ ไม่ใช่ให้ AI แบบ อื ทุกวันนี้ มีเพื่อนเป็นบก.พอแล้วเจอคนใช้ AI แปลมา แล้วเพื่อนก็บอกว่าแก้ใหม่ทั้งหมดเพราะ ว่ามันไม่ได้เลย นั่นไง มันมันไม่ได้อ่ะค่ะยังไงมันก็ไม่ได้ ครับ ใช่ก็ก็สักวันนึงมันอาจจะได้ก็ได้แต่ว่าณ ณตอนที่มันยังไม่ได้เราก็รู้สึกว่าเราก็ อยากรักษาสำเนียงน้ำเสียงของคนเขียนไว้ใน ฐานะนักแปลก็ ไม่อยากให้ไม่อยากให้อะไรมันหายไปเพราะ AI อื ขนาดนั้นอะไรเงี้ยค่ะช่วยให้มันช่วยเราดี กว่าอย่าให้มันทำงานแทนเราเลย คำถามสุดท้ายครับตามธรรมเนียมของรายการ เรา I learn I like I wish สิ่งที่
71:41
Speaker A
เราเรียนรู้จากการเป็นนักแปล อืมสิ่งที่เราเรียนรู้จากการเป็นนักแปล คือโลกของ story อ่ะค่ะของเรื่องราวมัน กว้างมากแล้วก็โลกของภาษามันลึกมาก อือ เพราะว่าเรื่องราวมันมาแล้วภาษาที่เราจะ ใช้วัฒนธรรมของภาษาที่เราจะต้องแปลมันออก มาด้วยมันไม่ได้แปลแค่คำมันแปลวัฒนธรรม มันแปลผู้คนมันแปลวิธีการพูดมันแปลทุก อย่างของของ ภาษานั้นให้ออกมาด้วย แล้วเรารู้สึกว่าอันเนี้ยเป็นสิ่งที่เรา เรียนรู้มาเรื่อยๆแล้วเราคิดว่าเราไม่น่า จะไม่น่าจะเรียนจบเพราะเราคงจะต้องเรียน ต่อไปเรื่อยๆภาษามันเปลี่ยนแทบจะทุก วินาทีอยู่แล้วอะไรเงี้ยค่ะ ก็อาจจะต้องเรียนไปเรื่อยๆซึ่งซึสนุก สนุกแบบแล้วสิ่งที่ชอบในการเป็นนักแปล สิ่งที่ชอบในการเป็นนักแปลอาจจะเป็นการ แปลเป็นการถ่ายทอดอย่างหนึ่งอ่ะค่ะส่วน ตัวแล้วอ่ะมินเราเป็นคนที่รู้สึกว่าเรา ชอบการถ่ายทอด ครับ ไม่ว่าจะเป็นแบบผ่านการเขียนผ่านการเล่า แล้วการแปลมันก็เป็นการถ่ายทอดแบบนึง อ ในแบบของมันอะไรอย่างเงี้ยค่ะเราก็เลยชอบ ที่ได้ถ่ายทอด ชอบที่ได้เห็นคนได้รู้เรื่องที่ไม่เคยเคย รู้หรือว่ามันน่าสนใจนะอะไรอย่างเงี้ยค่ะ ในอีกโลกนึงในอีกประเทศนึงในอีกภาษานึง I wish สิ่งที่เราหวังไว้ อืสิ่งที่เราหวังไว้อยากแปลอยากแปล หนังสือดีๆอีกเยอะแล้วก็อยากแปล หนังสือที่ อาจจะไม่ใช่หนังสือกระแสหลักแต่เป็น
73:22
Speaker A
หนังสือที่น่าอ่านอยากให้คนได้อ่านนัก เขียนที่อาจจะไม่ได้ดังบ้าง แล้วจะได้รู้ว่าจริงๆแล้วมัน มันมีโลกของนักเขียนเหล่านี้อยู่ด้วยมัน มีโลกที่เขาสร้างขึ้นมาแล้วมันน่าสนใจ อยู่ด้วยค่ะ และนี่คือทั้งหมดของ Turning Point ต้อง ขอบคุณนักแปลสุดยอดนักแปลสาวุ ยังไม่สุดยอดค่ะเกวครับขอบคุณ ขอบคุณค่ะ จุดเปลี่ยนเียนนี้
Topics:นักแปลมีน เกวรินTurning Pointการอ่านวรรณกรรมแปลญี่ปุ่นไม่เชื่องแล้วไปไหนJapan Foundationการแปลหนังสือนักอ่าน

Get More with the SozAI App

Transcribe recordings, audio files, and YouTube videos — with AI summaries and speaker detection. 30 minutes free.

Or transcribe another YouTube video here →