บทเรียนภาษาอังกฤษเรื่อง adverb โดยครูหวาน อธิบายการใช้ adverb ขยายคำกริยา คุณศัพท์ และ adverb อื่นๆ พร้อมตัวอย่างและตำแหน่งวางคำ
Key Takeaways
- adverb ใช้ขยายคำกริยาเพื่อบอกวิธีการทำกริยา
- adverb สามารถขยายคำคุณศัพท์และ adverb ตัวอื่นได้
- ตำแหน่งของ adverb ในประโยคมีความสำคัญและแตกต่างกันตามประเภท
- ไม่ใช่ adverb ทุกคำจะลงท้ายด้วย -ly เช่น fast และ late
- adverb of frequency มักวางหน้าคำกริยาแท้เพื่อบอกความถี่
What the video covers
- แนะนำเรื่อง adverb หรือกริยาวิเศษณ์ในภาษาอังกฤษ
- ทบทวนความหมายและหน้าที่ของ verb และ verb ช่วย
- อธิบายว่า adverb คือคำที่ใช้ขยายคำกริยา เพื่อบอกว่าทำอย่างไร
- ยกตัวอย่างคำ adverb เช่น carefully, never, every day พร้อมคำแปลและความหมาย
- ขยายความว่า adverb สามารถขยายคำคุณศัพท์ เช่น very beautiful
- adverb ยังสามารถขยาย adverb ตัวอื่น เช่น very carefully, too fast
- อธิบายตำแหน่งการวาง adverb ในประโยค เช่น หลัง verb, หน้า adjective, หน้า adverb
- ยกตัวอย่างคำ adverb ที่ไม่ลงท้ายด้วย -ly เช่น fast, late
- แนะนำการใช้ adverb of frequency เช่น always, rarely, never
- สรุปการใช้ adverb ในการขยายคำกริยา คุณศัพท์ และ adverb อื่นๆ พร้อมตัวอย่างประกอบ
Full Transcript — Download SRT & Markdown
Speaker A
Lesson ที่ 5 มาแล้วนะคะ วันนี้เราจะมาดูเรื่องของ adverb กันดีกว่า นี่ adverb เนี่ยมันเป็นยังไง จากบทที่แล้วนะคะ เราพูดถึงเรื่องของ verb verb ก็คือคำกริยาใช่มั้ยคะ คำกริยามันเอาไว้ทำไมนะ คำกริยาเอาไว้ใช้บอกการกระทำ บอกสภาพใช่มั้ยคะ ซึ่งคำกริยาที่เราได้เรียนกันไปเนี่ย ก็จะมีทั้งที่มันเป็นกริยาแท้ เป็นกริยาหลัก แล้วก็จะมีเป็นกริยาช่วย หน้าที่ของมันคืออะไรนะคะ กริยาช่วย กริยาช่วยหน้าที่ของเขาก็คือมาช่วยกริยาแท้ ซึ่งที่เราเรียนกันไปเนี่ย เราก็จะแบ่งกริยาช่วยเป็นทั้งหมด 4 แบบ ใช่มั้ยคะ verb to be verb to do verb to have แล้วก็เป็น modal verb ซึ่งหน้าที่ของนักเรียนคือเอาไปปรับใช้ แล้วก็ลองไปฝึกทำแบบข้อทดสอบเยอะๆ นะคะ ทีนี้เรามาดูซิว่าอื แล้ว adverb
Speaker A
เนี่ยมันคืออะไร แต่ก่อนที่เราจะมาสู่เนื้อหากันนะคะ ครูหวานอยากจะขอให้เราลองช่วยครูหวานคิดตามหน่อย อ่ะคิดตามครูหวาน คิดตามครูหวานไปให้ลองดูจากภาพนี้ก่อน ภาพเนี้ยบอกว่า He drives a car แปลว่า เขาขับรถนี่ He drives a car ก็คือเขาขับรถถูกมั้ยคะ แล้วยังไงอ่ะ นักเรียนลองลองลองลองคิดในใจสิ เออครูหวานเค้าขับรถแล้ว ครูหวานจะบอกอะไร [เสียงหัวเราะ] เห็นป่ะ เราก็ไม่รู้เนาะ เราได้ข้อมูลอย่างเดียวก็คือเขาขับรถ แต่เราไม่ได้มีข้อมูลมากไปกว่านั้นละ ทีนี้ต่อไปค่ะ ครูหวานเปลี่ยนใหม่ ครูเพิ่มคำเข้าไป ครูบอกว่า He drives a car แปลว่าอะไร เขาขับรถอ่ะนี่ค่ะ ครูหวานเพิ่มคำว่า carefully เข้ามา ซึ่งคำว่า carefully แปลว่าอะไร แปลว่าอย่างระวัง อ้าเป็นยังไงคะ นักเรียนก็เริ่มจะเห็นภาพมากยิ่งขึ้นเนาะ ว่าเค้าขับรถแบบไหน เมื่อกี้คือเค้าขับรถเฉยๆ ก็ไม่รู้ว่าขับเร็ว ขับช้า ขับยังไง ขับดีไม่ดี แต่พอมาใช้เป็นคำว่า He drives the car carefully
Speaker A
นักเรียนก็รู้ทันที หมายถึงว่ามีข้อมูลเข้ามาทันทีว่า อ่าเค้าไม่ได้ขับเร็วนะแต่เขาขับอย่างระวังนะคะ อ่ะอีกสัก 1 ตัวอย่างแล้วกันค่ะ He never drives a car เขาไม่เคยขับรถเลย ครูอ่านเพิ่มคำว่า never เข้ามา ซึ่ง never แปลว่าไม่เคย เขาไม่เคยขับรถ อันนี้พอใส่ข้อมูลแบบนี้เข้ามาปุ๊บ ในหัวของเราก็ปิ๊ง มีข้อมูลเพิ่มเติมเข้ามาใช่มั้ยคะ ว่าเอ้ยคนเนี้ยฉันคงจะไม่กล้านั่งกับเขาไปด้วยนะ เพราะว่าเขาไม่เคยขับรถมาก่อนเลย อย่างเงี้ย ก็แสดงว่า never ตัวนี้ที่แปลว่าไม่เคย ก็มาขยายอะไรคะ มาขยายคำว่าขับใช่มั้ย เพื่อบอกว่าไม่เคยเลย ไม่เคยขับ อย่างข้อเมื่อสักครู่นี้ อย่างคำว่า carefully ที่แปลว่าอย่างระวัง อย่างระวังนี่ขยายอะไร นักเรียน ขยายเค้าหรือว่าขยายขับ ขยายเค้าหรือขยายขับ ต้องขยายคำว่าขับใช่มั้ย ว่าขับยังไง ขับอย่างระวัง ขับอย่างเร็ว ขับอย่างช้า ขับอย่างกากเลย ขับไม่ดีมากเลย มันก็จะมาขยาย carefully ขยายคำกริยา มันจะไม่ได้ขยายคำว่า he นั่นจำได้มั้ยว่า he มันเป็นคำสรรพนาม ถ้าเราจะเอาคำที่มาขยายคำสรรพนาม หรือว่าคำนามเนี่ย มันต้องเป็นคำคุณศัพท์ถูกมั้ยคะ แต่
Speaker A
อันเนี้ยคำว่าอย่างระวังเนี่ยมาขยายวิธีการขับรถของเค้าหรือว่าอย่างตรงนี้ที่บอกว่าเขาไม่เคยขับรถมาก่อนเลย never ตัวนี้ก็มาขยายคำว่าขับ เพื่อบอกให้นักเรียนเข้าใจมากยิ่งขึ้นว่าเออเขาไม่เคยขับรถถูกมั้ยคะ อ่ะอีกสักตัวอย่างนึงค่ะ He drives a car every day เขาขับรถทุกวัน คำว่า every day ที่แปลว่าทุกวัน ตัวนี้ขยายอะไรคะ เออลองคิดในใจก็ได้ ขยายคำว่าขับรถถูกมั้ย เพื่อบอกให้รู้ว่าการกระทำของเค้าที่เค้าขับรถเนี่ย เค้าขับบ่อยแค่ไหน เค้าขับถี่แค่ไหน ออเขับทุกวันเลยเนี่ยแหละค่ะนักเรียน เพราะฉะนั้นคำที่เราได้เรียนกันไป ไม่ว่าจะเป็นคำว่า carefully ที่แปลว่าอย่างระวัง never ที่แปลว่าไม่เคย แล้วก็คำว่า every day ที่แปลว่าทุกวันเนี่ย ที่เราพูดกันไปจริงๆ แล้ว 3 คำนี้มันมาขยาย มันมาให้ข้อมูล ให้ข้อมูลของคำว่า drive เพื่อให้รู้ว่าอ๋อขับอย่างระวัง โอไม่เคยขับเลยนะ แล้วก็ขับทุกวันใช่มั้ยคะ เพราะฉะนั้นคำที่เราใช้ขยายคำกริยาตัวนี้แหละ เราเรียกเค้าว่า adverb หรือว่าถ้าเป็น
Speaker A
ภาษาไทยเราเรียกเค้าว่ากริยาวิเศษคำ กริยาวิเศษเอาไว้ขยายกริยาเพื่อบอกว่าทำกริยานั้นแบบไหน จริงๆ แล้วมันก็คือการให้ข้อมูล adjective ให้ข้อมูลคำนาม แต่ว่า adverb ให้ข้อมูลคำกริยา เออเห็นมั้ย และบทเรียนของวันนี้ล่ะค่ะนักเรียน เราก็จะมาพูดถึงเรื่องของ adverb กัน ทีนี้มาดูนิยามของเค้านะคะ คำกริยาวิเศษเนี่ยเราจะเอาเขาไว้ขยายคำกริยาว่าคำกริยานั้นเป็นยังไง อ๊ะๆ ไม่ได้มีเท่านี้นะ เพราะเราเอาไว้ใช้ขยายคำคุณศัพท์ได้ด้วย คำคุณศัพท์ เช่นสวย พอเราบอกว่าสวยมาก very beautiful คำว่า very หรือว่าคำว่ามากเนี่ย จริงๆ แล้วเนี่ยมันเรียกว่า adverb นะคะ มันมาขยายมาขยายคำคุณศัพท์ให้ความหมายมันลึก ความหมายมันชัดไปมากกว่าเดิม แล้วก็นอกจากนั้น adverb นี่โอ้โหมันปังมันเลิศมันปังปุริเย่มาก มันมาขยายคำกริยาวิเศษตัวอื่นก็ได้ เมื่อสักครู่เนี่ยคำว่า carefully แปลว่าอย่างระวัง นักเรียนสามารถใส่คำว่า very เข้าไปได้อีก very แปลว่ามาก อันเนี้ยคำว่ามากๆ เนี่ยเป็นตัวเอ่อเป็น adverb เหมือนกัน แล้วนักเรียนก็ใส่
Speaker A
adverb เข้าไปเห็นมั้ย adverb อันนี้ก็ adverb มันขยายตัวมันเองได้ ปกติปกติบอกว่า drive carefully แปลว่าขับรถอย่างระวัง แต่พอนักเรียนต้องการจะเน้นย้ำว่า โอ้โหเขาไม่ได้แค่แบบขับรถธรรมดา เอ่อเขาไม่ได้แค่ขับรถระวังธรรมดานะ เขาขับรถระวังมากๆ ก็บอกไปเลยว่า He drives very carefully เห็นมั้ย เพราะฉะนั้นแล้วสรุปแบบนี้นะคะ adverb มันสามารถขยายคำกริยาทั่วไปได้ ขยายคำคุณศัพท์ได้ แล้วก็ขยายคำกริยาวิเศษอื่นๆ ได้เหมือนกัน อ่ะลองดูตัวอย่าง อ่ะมาๆๆ She speaks clearly หล่อนพูดอย่างชัดเจน คำว่า clearly แปลว่าชัดเจน เพราะฉะนั้น clearly ตัวนี้ขยายอะไรคะ ขยายว่าหล่อนเป็นคนชัดเจน หรือว่าขยายการพูดของหล่อนกันแน่ ขยายอะไรคะ ขยายการพูดใช่มั้ย ว่าหล่อนพูดเนี่ยหล่อนพูดอย่างชัดเจน He is very tall เขาสูงมาก ซึ่งถ้าเกิดไม่ใส่ very เนี่ยมันจะเป็น He is
Speaker A
tall เฉยๆ ก็แปลว่าเขาสูง แต่พอเราใส่คำว่า very เข้าไปมันก็มาขยาย adjective เห็นมั้ยคะว่าไม่ได้สูงธรรมดานะแต่สูงมาก ต่อไปค่ะ The meeting ended too late การประชุมเนี่ยนะมันเสร็จสิ้นดึกเกินไป เรทเกินไป จริงๆ แล้วอ่ะคะนักเรียน ended แปลว่าเสร็จสิ้นมันเป็นคำกริยาใช่มั้ย แล้ว too ตัวเนี้ยเป็น adverb too ตัวเนี้ย มันมาขยายคำว่าเสร็จสิ้นเพื่อบอกให้รู้ว่าเสร็จสิ้นเร็วหรือว่าเสร็จสิ้นช้า แสดงว่าเสร็จสิ้นอย่างช้า แล้วพอเราใส่คำว่า too เข้าไป too แปลว่ามากเกินไป เป็น adverb อันนี้ก็เป็น adverb ขยาย adverb นะคะ ต่อไปค่ะ Unfortunately we missed the flight โฮยโชคไม่ดีเลยอ่ะ โชคร้ายมากเลย อ่ะพวกเราตกเครื่องนะพวกเราไปไม่ทัน Miss แปลว่าผิดพลาด แล้วก็ The flight เนี่ย แปลว่าเครื่องบิน แต่ว่า miss ก็แปลว่าไปไม่ทันได้เหมือนกันนะคะ เพราะฉะนั้น โชคไม่ดีเลย โชคไม่ดีตัวเนี้ยเห็นมั้ย มันลงท้าย มันเป็น adverb มันขยายทั้งประโยค ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่มันเกิดขึ้นน่ะเราโชคไม่ดีเลย เพราะว่าเราตกเครื่องไปไม่ทัน เออนะนี่คือ adverb ต่อไปครูหวานจะเรียกว่า adverb adverb verb noun เอ่อ pronoun adjective verb อันนี้ก็จะเป็น adverb แล้วจะเอามันไปวางตรงไหนมาดูกันค่ะ ตำแหน่งของการวางอันดับแรกนะนักเรียนสามารถเอา adverb verb ตัวนี้มาวางหลัง verb ได้เลย บอกว่าทำกริยาแบบนั้นบอกว่าทำ verb แบบนั้นน่ะยังไง เช่น อูย She
Speaker A
runs quickly โอ๊ยหล่อนวิ่งอย่างไวเลย เนี่ย She runs quickly คำว่า quickly นะคะแปลว่าอย่างเร็ว หรือว่าอย่างไว เห็นมั้ย มันก็จะโดนเอ่อมันก็จะเอาวางไว้หลังคำกริยา อันนี้เป็น verb อันนี้ก็เป็น adverb นะคะ จริงๆ นักเรียนมันจะมีอีกอันนึงที่แปลว่าอย่างเร็ว คือคำคำว่า fast เอ่อไอ้เจ้า adverb เนี่ยมันไม่จำเป็นจะต้องลงท้ายด้วยอย่างเดียวนะคะ จริงๆ อ่ะส่วนใหญ่มันจะลงท้ายด้วยคำว่าลี่ แปลว่าอย่าง แต่มันจะมีหลายคำมากที่ไม่ต้องใส่ลี่ อย่างเช่นคำว่า fast อย่างเร็วเนี่ยคือคำว่า fast เฉยๆ run fast eat fast ไม่ใช่ fastly fastly ไม่มีคำนี้อยู่ในภาษาอังกฤษ มาสาย ประชุมสายมาเรทนะเราใช้แค่คำว่า late พอนะคะ ไม่ใช่ lately เพราะเมื่อไหร่ก็ตามนักเรียนเติมลี่เข้าไปปุ๊บ ความหมายเปลี่ยนปั๊บ ลี่ก็คือระยะหลังๆ มานี้นะคะ ไม่ใช่ไม่ใช่นะ ต่อไปค่ะ อันดับที่ 1 เราวาง adverb ไว้หลัง verb แบบนี้ใช่มั้ย เพราะว่ามันมาขยาย มันมาขยาย verb ตำแหน่งที่ 2 ต่อไป ตำแหน่งที่ 2 นักเรียนสามารถเอาเจ้าอะไรนะ adverb เนี่ยไปวางไว้หน้า adjective ก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น He is very tired เฮ้ยเขาเหนื่อยมากเลย เห็นมั้ย นักเรียนจะเห็นเลยค่ะว่า very เป็น adverb แล้ว tired ที่เป็นที่แปลว่าเหนื่อย เหนื่อยเป็นความรู้สึกใช่ไหม เรียนกันไปแล้วในเรื่อง adjective ใช่ไหมคะ มันเป็น adjective เห็นมั้ยเราก็เอา adverb มาวางไว้หน้า
Speaker A
adjective ตำแหน่งจะต้องวางไว้หน้า adjective เท่านั้น เอาไปไว้หลังไม่ได้เลย เราจะบอกว่า He is tired very She is beautiful very ไม่ได้นักเรียนจะต้องเอาวางไว้ข้างหน้า โอเคนะคะ ทีนี้ต่อไปค่ะ นักเรียนสามารถเอาเจ้า adverb เนี่ยมาวางไว้หน้า adverb ตัวอื่นก็ได้ เวลาวางไปแล้วเนี่ยมันจะเป็นการเพิ่มทำให้คำนั้นน่ะมันมีความหมายเยอะมากกว่าเดิม ยกตัวอย่างเช่น She speaks too fast หล่อนพูดเร็วเกินไป ถ้านักเรียนไม่ใส่ too มันจะเหลือ She speaks fast ก็ยังคงแปลว่าหล่อนพูดเร็ว เห็นมั้ยคะ Fast ตัวนี้เป็น adverb มาขยายคำว่าพูดใช่มั้ย ว่าบอกเพื่อบอกให้รู้ว่าพูดประมาณไหน แต่ทีนี้ถ้าสมมติว่าหล่อนพูดไวมากเลย แล้วหล่อนก็แบบอยากพูดๆๆ พูดเยอะมาก คือไม่รู้ว่าพูดอะไรออกมา เอ้าเฮ้ยหล่อนพูดเร็วเกินไป เพราะฉะนั้นคำว่าเกินไปเนี่ยนะคะ นักเรียนก็สามารถเอาคำว่า too มาอยู่ข้างหน้าคำว่า fast ได้ มันก็เป็น adverb เหมือนกัน นี่ไงตำแหน่งเค้าแบบนี้ เวลานักไปทำข้อสอบโทอินะคะ โทอิหรือว่าข้อส
Speaker A
นะต่อไปค่ะอันดับที่ 1 เราวาง adverb ไว้ หลัง verb แบบนี้ใช่มยเพราะว่ามันมาขยาย มันมาขยาย verb ตำแหน่งที่ 2 ต่อไป ตำแหน่งที่ 2 นักเรียนสามารถเอาเิ่มไอ้ เจ้าอะไรนะ adverb เนี่ยไปวางไว้หน้า adjective ก็ได้ยกตัวอย่างเช่น he is very tired เฮ้ยเาเหนื่อยมากเลยเห็นมนักเรียนจะเห็น เลยค่ะว่า very เป็น adverb แล้ว tired ที่เป็นที่แปลว่าเหนื่อยเหนื่อยเป็นความ รู้สึกใช่ไหมเรียนกันไปแล้วในเรื่อง adjective ใช่ไหมคะมันเป็น adjective เห็นมยเราก็เอา adverb มาวางไว้หน้า
Speaker A
adjective ตำแหน่งจะต้องวางไว้หน้า adjective เท่านั้นเอาไปไว้หลังไม่ได้ เลยเราจะบอกว่า he is tired very she is beautiful very ไม่ได้นักเรียนจะ ต้องเอาว่างไว้ข้างหน้าโอเคนะคะทีนี้ต่อ ไปค่ะนักเรียนสามารถเอาไอ้เจ้า adverb เนี่ยมาวางไว้หน้า adverb ตัวอื่นก็ได้ เวลาวางไปแล้วเนี่ยมันจะเป็นการเพิ่มทำ ให้คำนั้นน่ะมันมีความหมายเยอะมากกว่า เดิมยกตัวอย่างเช่น she speaks too fast หล่อนพูดเร็วเกินไปถ้านักเรียนไม่ ใส่ to มันจะเหลือ she speaks fast ก็ ยังคงแปลว่าหล่อนพูดเร็วเห็นมั้คะ Fast ตัวนี้เป็น adverb มาขยายคำว่าพูดใช่มว่า
Speaker A
ให้บอกเพื่อบอกให้รู้ว่าพูดประมาณไหนแต่ ทีเนี้ยถ้าสมมติว่าหล่อนพูดไว้มากเลยแล้ว หล่อนก็แบบอยากพูดๆๆพูดเยอะมากคือไม่รู้ ว่าพูดอะไรออกมะ เอ้าเฮ้ยหล่อนพูดเกพูดไวเกินไปเพราะ ฉะนั้นคำว่าเกินไปเนี่ยนะคะนักเรียนก็ สามารถเอาคำว่า true มาอยู่ข้างหน้าคำว่า fast ได้มันก็เป็น adverb เหมือนกันนี่ ไงตำแหน่งเค้าแบบนี้เวลานักไปทำข้อสอบโทิ นะคะโทอิหรือว่าข้อสอบของท้องถิ่นข้อสอบ กพ.บางทีเขาจะถามนางตำแหน่งด้วยเพราะ ฉะนั้นตำแหน่งที่เราได้พูดถึงกันไปในวัน นี้อันดับแรกเนี่ยนี่เลยค่ะ adverb จะวาง อยู่หลัง verb อันที่ 2 นะคะ adverb อยู่ หน้า adjective แล้วก็ adverb บวก adverb แบบนี้ได้โอเคนะเมื่อสักครู่นี้เราบอกว่า เราเอา adverb ที่มันลงท้ายลี่ๆๆทั้งหลาย แหล่เนี่ยนะคะไปวางไว้ต้นประโยคก็ได้เวลา ที่นจะพูดถึงเอ่อประโยคนั้นโดยภาพรวมหรือ ต้องการแสดงความคิดเห็นหรืออยากจะบอกเวลา
Speaker A
นักเรียนเวลา yesterday tomorrow สถาน ที่ here there over there อะไรพวก นั้นน่ะมันเรียกว่าเป็น adverb นะเพราะ ว่าเวลากับสถานที่อ่ะมันเอาไว้ขยายการ กระทำสมมุติครูหวานบอกว่านักเรียนเราจะไป เจอกันที่ไหนดีเนี่ยนักก็บอกว่างั้นงั้น ไปเจอที่ไปเจอที่ห้างมั้ยล่ะคำว่าเจอเป็น verb ใช่มั้ยแล้วที่ห้างขยายอะไรขยาย ขยายเจอไงว่าจะให้ไปเจอที่ไหนเอองั้นเจอ กันพรุ่งนี้เด้อพรุ่งนี้ขยายคำว่าเจอ เพื่อบอกว่าจะเจอกันวันไหนเวลาไหนมัน เรียกว่าเป็น adverb เหมือนกันอ่ะลองดู ตัวอย่างนะคะ Unfortunately we missed the flight โฮ้ยโชคไม่ดีเลยพวกเราตก เครื่องเห็นมั้ยคะอันต่อไปค่ะ Yesterday I went to Bangkok เมื่อวานฉันไป กรุงเทพฯนั่นหมายความว่า unfortunately
Speaker A
กับคำว่า Yesterday อันเนี้ยมาเป็นตัวบ่ง บอกนะคะว่าเหตุการณ์มันเกิดอะไรขึ้นมันมี การกระทำอะไรอ่ะเมื่อวานไปไหนอ่ะเมื่อวาน ไปกรุงเทพฯอ่ะเมื่อวานไปกรุงเทพฯแสดงว่า เมื่อวานเนี่ยขยายว่านักเรียนทำอันเนี้ย อยู่เมื่อเวลาไหนก็คือเมื่อวานนะคะเอาวาง ไว้ประโยคก็ได้และ adverb นักเรียนสามารถ เอาวางไว้ท้ายประโยคได้เช่นกันเพื่อเป็น การแสดงความเห็นหรือพูดถึงเวลาสถานที่ยก ตัวอย่างเช่น He called me back actually เอ่อเค้าโทรกลับหาฉันนะจริงๆ แล้วเห็นมยคำว่า actually แปลว่าจริงๆ แล้วเวลานักเรียนเอาคำว่า actually มาวาง ไว้ท้ายประโยคเนี่ยเราต้องการจะพูดเพื่อ ค้านอะไรบางอย่างสมมุติครูหวานบอกว่านัก เรียนแฟนเก่าของนักเรียนน่ะไม่เคยโทรหา นักเรียนเลยใช่มยอ่ะครูหวานพูดไปแบบนี้ นักเรียนก็บอกว่าครูหวานไม่ใช่ไม่ใช่จริง ๆอ่ะแฟนเก่าหนูอ่ะโทรกลับมาหาหนูนะจริงๆ แล้วอ่ะเห็นมั้ยนักเรียนค้านครูหวานอยู่ แล้วก็สามารถใช้คำว่า actually ไว้ท้าย สุดประโยคก็ได้เธอทำไมเธอเป็นคนที่กิน เยอะขนาดนี้อ่ะนักเรียนก็บอกว่าอ๊อครู หวานเดี๋ยวนะหนูไม่ได้กินเยอะนะจริงๆแล้ว อ่ะนักเรียนก็บอกไปแล้วว่า Well, I
Speaker A
don't eat a lot actually ครูบอกว่า เธอจอห์นเขาเป็นคนที่ไม่ดีก็บอกว่าอ๊อะ ครูหวาน John is a good person actually อย่างเงี้ยเห็นมั้คะเราใส่ไป ด้านหลังตรงนี้เพื่อแสดงความให้มันตรง ข้ามขัดขานน่ะนะก็คือเป็น adverb หรือ we should get going now get going ใช้กันแปลว่าไปเอ้ยมาพวกเราทุกคนต้องไป ได้แล้วนั้นน่ะตอนนี้คำว่า now ที่แปลว่า ตอนนี้เนี่ยมันก็มาขยายคำว่า get going เป็นการบอกว่าอ้าวจะให้ไปเมื่อไหร่อ่ะก็ ให้ไปตอนนี้เลยนะคะโอเคทีนี้เราจะมาดูตรง นี้เพิ่มเติมกันดีกว่านักเรียนเราพอจะ เข้าใจแล้วว่า adverb มันต้องวางตรงไหน มันทำหน้าที่อะไรครูหวานก็จะมาพูดถึง
Speaker A
ประเภทของ adverb ให้นักเรียนดูก่อนแล้วะ กันนะคะอันดับแรกมันเรียกว่าเป็น adverb of manner เป็นคำกริยาวิเศษเพื่อบอก ลักษณะการกระทำว่าทำสิ่งนั้นยังไงอย่างดี อย่างเลวอย่างช้าอย่างระวังอย่างรวดเร็ว อย่างครุคะอะไรอย่างเงี้ยนะฮะซึ่งปกติ แล้วนะคะมันมักจะลงท้ายได้ลี่ยกตัวอย่าง เช่น Slowly แปลว่าอะไรคะ Slowly อ่ะจดนะ จดนะอย่างช้า Carefully อย่างระวัง Fluently อย่างคล่องแคล่อัน นี้เราก็เอาไว้ใช้พูดกับอ่าในเรื่องของ ภาษานะหรือว่าทำอะไรแบบพูดภาษาอย่างคล่อง แคล่ก็ speak English fluently สังเกต นะคะว่าลงท้าย daily หมดเลย So for example she drives carefully หล่อนอ่ะแปลตรงตัวเลยค่ะหล่อนขับรถอย่าง ระวัง
Speaker A
เธอขับรถอย่างระมัดระวัง โอเคต่อไปค่ะเรียกว่าเป็น adverb of time adverb เอาไว้บอกเวลาว่าทำสิ่ง นั้นเมื่อไหร่หรือว่านานแค่ไหนเช่น now โอ้ยลืมเปลี่ยนนะ Now ก็คือตอนนี้ soon เร็วๆนี้แล้วก็ already แปลว่าแล้วเห็น มั้คะอย่างคำว่าสุเอ่ออย่างคำว่าแล้วก็ คือเป็นการบ่งบอกถึงอดีตใช่มยอ่ะลองดูนะ I saw him yesterday ฉันเนี่ยเจอเขา เมื่อวานแสดงว่าคำว่าเมื่อวานมาบอกว่า เห็นเมื่อไหร่มาบอกเวลาที่ไปเจอเขาอ่ะอัน นี้ก็เรียกว่าเป็น adverb ต่อไปค่ะ adverb of place บอกสถานที่บอกตำแหน่งเช่น here ก็คือตอนนี้ใช่มั้ยคะเอ้ย[เสียงหัวเราะ] ที่นี่แล้วก็ there ที่นั่น Everywhere ทุกที่ inside ด้านในอ่าทำ
Speaker A
กริยานั้นด้านใน abroad ก็คือต่างประเทศ เห็นมั้ยคะเนี่ยถ้าดูจากตรงนี้แล้วอ่ะ เป็นการบอกสถานที่บอกตำแหน่งหมดเลยยกตัว อย่างเช่น Please wait here กรุณารอที่ นี่แสดงว่าเกียมันมาบอกว่าจะให้รอตรงไหน เห็นมั้คะมันเป็นการบอกสถาน[เสียงกระแอม] ที่เรียกว่า adverb นะ Next is very important actually อันนี้สำคัญค่ะมัน คือ adverb of frequency frequency แปลว่าความถี่เวลาเราทำ กิจกรรมทำ roine ทำกิจวัตรเนี่ยเราทำบ่อย แค่ไหนเราทำถี่แค่ไหนยกตัวอย่างเช่น always โอ๊ยทำกริยานั้นเนี่ยตลอดเลยนะคะ Usually ทำกริยานั้นประจำอืภาษาไทยของ ครูหวานนี่มีปัญหานะเนี่ย often อุ๊ยทำ บ่อยๆ Sometimes ทำกริยานั้นทำ verb
Speaker A
rarely โอ๊ยแทบจะไม่ทำ verb นั้นเลย Never ไม่เคยทำ verb นั้นเลยปกติแล้วนะ คะ adverb of frequency เวลาวางเนี่ย เรามักจะเอาวางฟังไว้หน้าคำกริยาแท้ยกตัว อย่างเช่น She always comes on time หล่อนนะเห็นมยมักจะมาตรงเวลา On time แปลว่าตรงเวลาหล่อนมักจะมาตรงเวลาเสมอ ตลอดเลยนักเรียนเห็นมั้คะว่า always มัน เป็น adverb ใช่มยแล้ว comes ที่แปลว่ามา เป็น verb อันนี้แหละน่าสนใจเพราะว่ากฎ ที่ครูหวานบอกเมื่อกี้ก็คือว่าเราจะเอา เอิ่ม adverb เนี่ยเนี่ยวางไว้ข้างหลัง ซึ่งมันก็ถูกแต่ว่าถ้าเป็น adverb of
Speaker A
frequency ความถี่เราจะเอามันวางไว้หน้า verb แบบนี้นะคะนักเรียนใส่ adverb ไป 2 อันก็ยังได้นะเช่น she always runs quickly แล้วมันก็จะมีเหมือนกันนะที่บาง ทีอ่ะเอาเ่ออะไรนะเอา adverb มาวางไว้ ข้างหน้า she quickly runs ก็ได้แต่มัน ไม่ได้แปลว่าเอ้ยอันเนี้ยมันจะวางหน้า หรือหลังก็ได้เพราะบางทีอ่ะค่ะนักเรียนคำ ที่มันลง Daily เนี่ยมันอาจจะวางได้แค่ ด้านหลังอย่างเดียวหรืออาจจะวางไว้หน้า verb หรือหลัง verb ก็ได้หรืออาจจะเอา วางไว้หลัง verb อย่างเดียวทีนี้การจะที่ เราจะรู้แบบนี้นักเรียนมันเกิดจากการที่ เราต้องใช้ภาษาบ่อยๆดูหนังฟังเพลงให้มัน เยอะๆแล้วเราก็จะแบบนักเรียนนักเคยเกิด ความรู้สึกนี้มั้คะเอ้ยฉันไปทำข้อสอบฉัน ว่าข้อนี้มันต้องถูกแ่ๆเลยเพราะฉันรู้สึก ว่ามันน่าจะถูกนะอ่ะจริงๆเหล่านี้เนี่ย
Speaker A
นักเรียนไม่ได้คิดขึ้นมาเองมันมาจากการ ที่สมองเราซึมซับเวลาไปดูหนังฟังเพลงหรือ ว่าเสพสื่อสื่อฝรั่งมันจะเข้ามาเองโดย อัตโนมัตินะคะอ่ะโอเค อันต่อไปเรียกว่าเป็น adverb of degree degree คือระดับความเข้มเข้มแค่ไหนมาก น้อยแค่ไหนแค่ไหนมากน้อยเอยมากน้อยแค่ไหน นะคะไม่ใช่แค่ไหนมากน้อยมากน้อยแค่ไหนขอ อภัยค่ะอ่ะเช่น very อันนี้ก็บอกความเข้ม นะว่าเข้มมากๆอ่ามากๆ very quite ก็คือ ค่อนข้างอันนี้คือเข้มน้อยกว่าคำว่ามาก to โอ๊ยเกินไปอันนี้คือเข้มเกินระดับไปเลยนะ คะ Enough ก็คือเพียงพอพอใช้ได้มันไม่ได้ แบบอะไรขนาดนั้น Almost เกือบจะแล้วก็คำ ว่า completely แปลว่าทั้งหมดก็ได้นะคะ นักเรียนลองดูตัวอย่างค่ะ He is very tired เเหนื่อยมากคือจริงๆถ้าเราไม่ใส่ คำว่า very เนี่ยจะเหลือแค่เขาเหนื่อย
Speaker A
ซึ่งเราก็ไม่รู้เนาะว่าเขาเหนื่อยเยอะ หรือว่าเหนื่อยน้อยพอเราใส่verี่เข้ามา เราเพิ่มความเข้มเลยว่าโอเหนื่อยมาก เหนื่อยแบบคือแบบว่าหัวถึงหมอนก็คือหลับ ไปเลยอ่ะอันเนี้ยแหละเรียกว่าเป็น adverb of degree next adverb of possibility possible แปลว่าเป็นไปได้ possibility แปลว่าเอ่อความเป็นไปได้เอาไว้บอกว่าอื อาจจะนะชัวร์ๆเลยไม่ชัวร์มั้งน่าจะอย่าง เงี้ยมันเป็นเรื่องของการบอกว่ามันมีความ เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนยกตัวอย่างเช่น probably ออกเสียงตามครูหวานค่ะ probably อันนี้แปลว่าอาจจะนะคะ Certainly อย่างแน่นอนเอออย่างแน่นอน Maybe อาจจะ แล้วก็ possibly ก็คือเป็นไปได้ส่วนคำนี้ อ่านว่า definitely แปลแปลว่าอย่างแน่นอน อ้านะคะเนี่ยก็ไม่ชัวร์บางอันก็ชัวร์บาง อันก็ไม่ชัวร์บางอันก็แน่นอนอย่างเงี้ย ลองดูตัวอย่างค่ะ He will probably arrive soon
Speaker A
เขาเนี่ยนะอาจจะมาถึงเร็วๆนี้จะว่าไปแล้ว เนี่ยประโยคนี้เนี่ยนักเรียนเห็นมั้คะว่า มันจะมี adverb 2 ตัวมีอะไรบ้างนะมีเอ่อ มี adverb 2 ตัวมีอะไรบ้าง 1 probably ที่แปลว่าอาจจะ 2 มีคำว่าที่แปลว่าเร็วๆ นี้เป็นตัวบ่งบอกเวลาใช่มยว่ากริยาตัว เนี้ยกริยาตัวเนี้ยเขาจะมาถึงกี่โมงอัน นี้แหละเรียกว่าเป็น adverb of อันนี้ เป็น adverb of possibility อันนี้เป็น เรื่องของ time นะคะอันต่อไปค่ะ adverb of comment comment คือการแบบว่าแสดง ความคิดเห็นอารมณ์ของผู้พูดนะคะว่าคือ อันเนี้ยจะมีอารมณ์อยู่ข้างในมันมีความ รู้สึกรู้สึกอยู่ข้างในด้วยเช่น Fortunately เฮ้โชคดีนะโชคดีนะอันนี้ เห็นมั้คะมีอารมณ์อยู่ด้วยนอย่างโชคดีเลย
Speaker A
อย่างนี้ก็ได้อย่างโชคดีที่โชคดี Sadly ยังเศร้า Honestly อย่างจริงใจเลยนะอย่างจริงจัง อย่างจริงใจอย่างซื่อสัตย์นะ Frankly ก็ คืออย่างจริงใจอย่างตรงๆนะคะอย่างซื่อ สัตย์เลยนะ Surprisingly อู้อย่างน่า ประหลาดใจประหลาดใจเออแล้วคำพวกเนี้ยมัน เป็นคำที่แสดงอารมณ์หมดเลยเวลาเราใช้ปกติ เนี่ยมักจะใช้อยู่หน้าสุดประโยคหรือว่า อยู่หลังสุดประโยคก็ได้หรือบางทีก็สามารถ เอาวางไว้หน้าคำกริยาอะไรแบบนี้ก็ได้ เหมือนกันนะคะเช่น[เสียงหายใจอ้าปากค้าง] Honestly I don't care เออพูดตรงๆเลย นะพูดจริงใจเลยนะฉันไม่ care หรอก honestly หรือว่า sadly he couldn't อออย่างเศร้าเลยอ่ะเขามาไม่ได้ Actually I like him เออจริงๆแล้วฉันก็ชอบเขานะ เห็นมั้คะ Honestly sadly หรือว่า
Speaker A
actually พวกนี้เนี่ยถ้าเราเอาวางไว้ หน้าประโยคเนี่ยก็จะเป็นการบอกนะบอก feeling ว่าแบบประโยคที่เหลือเนี่ยน่าจะ มีความรู้สึกหรือมีเหตุการณ์อะไรที่มัน สอดคล้องไปกับการใช้ adverb ตรงนี้นะคะ โอเคนะได้นะทั้งหมดนี้ที่ครูหวานอธิบาย อยู่นะคะเป็นประเภทของ adverb เป็นสิ่ง ที่นักเรียนจะได้เจอแน่ๆเวลาไปใช้ใน สถานการณ์จริงคือจริงๆอ่ะอย่างพวก adverb ในเรื่องของสถานที่เวลาอะไรพวกเนี้ยเราก็ น่าจะใช้กันอย่างเป็นธรรมชาติอยู่ละแต่พอ ครูหวานมาลงรายละเอียดแบบเนี้ยนักเรียนก็ จะเห็นภาพมากยิ่งขึ้นว่าอ๋อเวลาเราเอาไป ใช้จริงๆอ่ะหรือไปเห็นจริงๆอ่ะมันเรียก ว่าเป็นคำประเภทไหนกันแน่แล้วต่อไปถ้าเรา อยากจะไปแต่งประโยคเพิ่มเติมเราจะได้รู้ ด้วยว่าแล้วคำเหล่านี้เนี่ยเราควรจะไปวาง มันไว้ตำแหน่งไหนบ้างโอเคนะคะมาเรามาทำ แบบฝึกหัดกันต่อนะคะข้อที่ 1 ข้อที่ 1 บอกว่าอะไร She completed the report คำว่า completed แปลว่าทำให้เสร็จสิ้นอ่า หล่อนเนี่ยนะก็จะทำรายงานให้เสร็จ carefully อย่างระมัดระวังอย่างละเอียด
Speaker A
รอบคอบคำว่า carefully ตัวนี้มันจะมาทำ หน้าที่ขยายคำว่า complete ที่แปลว่าทำ ให้มันเสร็จสิ้นนั่นเองนะคะข้อที่ 2 ค่ะ The manager will arrive แปลว่าผู้ จัดการจะมาถึงช้าคำว่าช้าอย่างช้าคือคำ ว่า late ถูกมั้ยคะเพราะคำนี้เราจะไม่เอา เขามาเติมลี่ไม่งั้นความหมายจะเปลี่ยนถูก มยต่อไปค่ะ He speaks English เขาพูด ภาษาอังกฤษแบบไหน fluently ก็คือพูดภาษา อังกฤษ อย่างคล่องแคล่คำว่าอย่างคล่องแคล่วตัว นี้เป็น adverb ใช่ไหมคะขยาย verb คือคำ ว่า speak the new policy will นโยบายใหม่
Speaker A
policy แปลว่านโยบายนโยบายใหม่เนี่ยมัน จะ affect เอออ่านว่า effect ขอโทษค่ะ effect แปลว่ากระทบมันจะกระทบ employees จะกระทบ พนักงานทุกคนทีนี้คำว่าคำว่ากระทบในที่ นี้เนี่ยมันเป็น verb เพราะฉะนั้นสิ่งที่ จะเอามาวางไว้หน้า verb เนี่ยคือ adverb ใช่ไหมคะคำตอบคือข้อ a นะ probably แปล ว่าอาจจะเป็น adverb แต่ว่า careful เป็น adjective quiet เป็น adjective ใช่มั้ คะแล้วก็ show แบบ I'm sure อะไรพวกนี้
Speaker A
เนี่ยเรามักจะใช้ในเชิงของการเป็น adjective จริงๆถ้ามันใส่เนี่ย showly นะคะก็อาจจะเป็น adverb ได้แต่มันไม่ได้ ใส่ตอบข้อ a นะแปลว่าอาจจะกระทบ The new product จุดๆ accepted by customers สินค้าใหม่อ่า มัน accepted ยอมรับมันถูกยอมรับโดยลูก ค้า accepted เป็นเอ่อเป็น verb ค่ะเป็น verb เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยู่หน้า verb ก็ต้องเป็น adverb ถูกมยตอบข้อ bly accepted คำว่า white มันแปลว่ากว้าง white เฉยๆแบบนี้เป็น adjective while
Speaker A
เป็น adverb with เป็นคำนามนะคะแล้วก็ widen เป็น verb นะจริงๆแล้วเนี่ยอ่ะ เพราะฉะนั้นก็ต้องตอบ b นะ widely widely accepted ก็คือได้รับการยอมรับอย่าง กว้างขวางข้อต่อไปค่ะ The manager spoke ผู้จัดการพูดแบบอื้อหือหนักแน่นหาคำว่า หนักแน่นค่ะผู้จัดการพูดหนักแน่นในช่วง การประชุม during the meeting ก็คือใน ช่วงการประชุมเพราะฉะนั้นพูดอย่างหนัก แน่นต้องเป็น firmly แปลว่าอย่างหนักแน่น นะคะมาอันต่อไปค่ะหาคำผิดเกี่ยวกับ adverb แล้วก็แก้ไขให้ถูกต้อง She speaks English very good อืพูดภาษาอังกฤษ เก่งพูดภาษาอังกฤษดี good ตัวนี้มันเป็น
Speaker A
adjective นะคะมันไม่ได้เป็น adverb นัก เรียนต้องเปลี่ยนให้มันเป็น well ไม่ใช่ goodly นะคะอันนี้เป็นคำพิเศษถ้าจะบอก ว่าพูดอย่างดีทำอย่างดีต้องเป็น well ไม่ ใช่ good So she speaks English very well หล่อนพูดภาษาอังกฤษได้ดีข้อ 2 ล่ะ คะ He wrote report carefully เขาเนี่ยเขียนรายงานอย่าง ระมัดระวัง Carefully ขยาย Report ใช่มย Well ขยาย speak นั่นเองข้อ 3 ล่ะคะ
Speaker A
Fortunate โชคดีมากเลย No one was injured No one แปลว่าไม่มีใครไม่มี ใครที่ได้รับบาดเจ็บเพราะฉะนั้นนั้น ถ้าเราอยากจะพูดเป็น adverb of comment เนี่ยมันเป็น fortunately แบบนี้ต้องใส่ เข้าไปด้วยนะคะแล้วก็อันนี้ทั้งหมดเนี่ย จะเป็นบทเรียนเรื่องของ adverb ค่ะ [เสียงเชียร์] อ่ะเห็นมยเราดูเรื่องของคำนามดู pronoun ดู adjective ดู verb แล้วก็ดู adverb ไป แล้วนะคะหลังจากนี้เหมือนเดิมเอาความรู้ ที่เราได้ดูกันวันนี้ไปรีฟleกก่อนไปทบทวน ก่อนที่จะไปเรื่องต่อไปเพราะว่าเดี๋ เรื่องต่อไปเนี่ยครูหวานจะพูดถึง preposition กับ conjunction นะคะพอดี อันนี้ไม่ได้เขียนเต็มๆเพราะว่าพื้นที่
Speaker A
มันไม่พอขอโทษด้วยแต่ว่าเดี๋ยวในนี้เนี่ย ครูหวานจะมีการอธิบายเพิ่มเติมเนาะถ้ายัง ไงเราก็คลิปหน้าเดี๋ยวเราเจอกันอย่าลืมนะ คะเอา adverb ไปทบทวนก่อนว่า adverb เนี่ยมันวางอยู่ตำแหน่งไหนอ่าจะวางอยู่ หน้า verb หลัง verb ยังไงแล้วไปดูประเภท ของเค้ามาแล้วก็เวลาเราไปอ่านเวลาไปอ่าน ไปพูดไปฝึกทำข้อสอบให้ลอง analyze ลอง วิเคราะห์ดูว่าอ้อคำนี้มันต้องเป็น adverb แน่เลยครูหวานสอนไว้แล้วมันทำหน้าที่ขยาย อะไรโอเคมั้คะคลิปหน้าเรากลับมาเจอกันอ่ะ
Topics:adverbกริยาวิเศษณ์ภาษาอังกฤษคำกริยาคำคุณศัพท์verbตำแหน่ง adverbadverb of frequencyครูหวานEnglish On Air






![อาจารย์ยอด : ลูกบ้า [กรรม] — Transcript](https://i.ytimg.com/vi/5ESC68mbqiQ/maxresdefault.jpg)




