Skip to content
Get App

Lesson 4

บทเรียนภาษาอังกฤษเรื่องคำกริยา (verb) โดยครูหวาน อธิบายความหมาย ประเภท และการใช้กริยาช่วยอย่างละเอียด

Key Takeaways

  • คำกริยา (verb) เป็นคำที่บอกการกระทำ สภาพ หรือการมีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
  • กริยาช่วย (auxiliary verbs) เช่น am, have ทำหน้าที่เสริมความหมายเวลา ไม่ได้แปลความหมายตรงตัว
  • การเลือกใช้รูปแบบกริยาที่ถูกต้องมีผลต่อความหมายและเวลาในประโยค
  • คำกริยามี 3 ประเภทหลัก ได้แก่ main verbs, auxiliary verbs, และ helping verbs
  • ความเข้าใจคำกริยาเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้และสื่อสารภาษาอังกฤษ

What the video covers

  • แนะนำความหมายของคำกริยา (verb) ว่าเป็นคำที่บอกการกระทำ สภาพ หรือการมีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
  • ยกตัวอย่างประโยคเพื่อแสดงการใช้คำกริยา เช่น I eat breakfast everyday
  • อธิบายความแตกต่างของกริยาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น กริยาช่องที่ 1, กริยาช่องที่ 3, และกริยาช่องที่มี ing
  • แนะนำกริยาช่วย (auxiliary verbs) เช่น am, have ที่ทำหน้าที่เสริมความหมายเวลาในประโยค
  • ชี้ให้เห็นความสำคัญของการเลือกใช้กริยาและกริยาช่วยที่ถูกต้องเพื่อสื่อความหมายที่แตกต่างกันตามเวลา
  • อธิบายประเภทของคำกริยา 3 ประเภทหลัก ได้แก่ main verbs, auxiliary verbs, และ helping verbs
  • ยกตัวอย่างการใช้คำกริยาในประโยคเพื่อบอกการกระทำ สภาพ และการมี
  • เน้นว่า am และ have ในประโยคไม่ได้แปลความหมายตรงตัว แต่ทำหน้าที่เป็นกริยาช่วยเพื่อบอกเวลาและสถานะของเหตุการณ์
  • สรุปว่า verb คือหัวใจสำคัญของการสื่อสารภาษาอังกฤษที่ต้องเข้าใจรูปแบบและการใช้อย่างถูกต้อง
  • เตรียมพร้อมสำหรับบทเรียนต่อไปเกี่ยวกับการใช้คำกริยาในรูปแบบต่าง ๆ

Answers

Questions about this video

คำกริยา (verb) คืออะไร?

คำกริยาเป็นคำที่บอกการกระทำ สภาพ หรือการมีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น กิน วิ่ง เป็น หรือมี

กริยาช่วย (auxiliary verbs) มีหน้าที่อะไร?

กริยาช่วย เช่น am, have ทำหน้าที่เสริมความหมายเวลาในประโยค ไม่ได้แปลความหมายตรงตัว แต่ช่วยบอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อไร

ทำไมต้องใช้รูปแบบกริยาที่แตกต่างกัน เช่น I eat, I am eating, I have eaten?

การใช้รูปแบบกริยาที่แตกต่างกันช่วยบอกเวลาและสถานะของเหตุการณ์ เช่น กำลังทำอยู่แล้ว หรือทำเสร็จแล้ว ทำให้ความหมายของประโยคชัดเจนขึ้น

Full Transcript — Download SRT & Markdown

00:01
Speaker A
มาต่อเลสสันที่ 4 กันค่ะ บทนี้เนี่ยเราจะมาพูดถึงเรื่องของ verb
00:59
Speaker A
verb คืออะไรนะคะ นักเรียน verb ก็คือคำกริยา
01:42
Speaker A
ครูอ่านกล้าพูดเลย คำกริยาเนี่ยมันเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ เพราะว่าเวลาเราจะแต่งประโยคอยู่ดีๆ
02:26
Speaker A
พูดมา a woman a woman a man แล้วก็จบไปแบบนี้เนี่ย บางทีคือเราก็ไม่รู้ว่าแล้วเขาทำกริยาอะไรล่ะ
03:24
Speaker A
ดังนั้นวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของคำกริยากันนะคะ
04:34
Speaker A
แต่ก่อนที่จะไปเริ่มต้นเรื่องของคำกริยาเนี่ย ครูหวานอยากจะขอให้ลองดูตัวอย่างประโยคนี้ก่อนแล้วกัน
05:31
Speaker A
อ่ะลองดูนะ ถ้าจะบอกว่าฉันเนี่ยกินอาหารเช้าทุกวัน เราก็จะแต่งประโยคแบบนี้ใช่มั้ยคะ I eat breakfast everyday
06:30
Speaker A
ฉันทานอาหารเช้าทุกวัน ซึ่งเราใช้คำไหนคะที่เป็นคำกริยา
07:22
Speaker A
อ่ะลองหาให้ครูหวานหน่อยเร็ว คำกริยาคือคำว่า eat ที่แปลว่ากิน ตัวนี้ถูกมั้ยคะ
08:15
Speaker A
แสดงว่ามันเป็นคำกริยา I eat breakfast everyday ง่ายๆ
09:12
Speaker A
simple ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย เราใช้เป็นกริยาแบบนี้เป็นกริยาช่องที่ 1 มันเป็นกริยาช่องที่ 1 ถูกมั้ยคะ I eat breakfast everyday
10:12
Speaker A
ทีนี้คำถามต่อไปค่ะ เรารู้แล้วว่า eat เนี่ยมันเป็นคำกริยาไหน งั้นขอลองมาดูตัวอย่างประโยคต่อไปดีกว่า
11:03
Speaker A
เมื่อสักครู่บอกว่า I eat breakfast everyday ฉันเนี่ยกินอาหารเช้าทุกวัน
11:50
Speaker A
เมื่อกี้เราใช้คำว่า eat ถูกมั้ยคะ ซึ่งคำว่า eat ในที่นี้เนี่ยก็ถือว่าเป็นกริยาช่องที่ 1 ทั่วไป
12:42
Speaker A
แต่ลองดูตัวอย่างประโยคที่ 2 กับประโยคที่ 3 กันค่ะ
13:39
Speaker A
ประโยคที่ 2 บอกว่า I am eating breakfast right now
14:15
Speaker A
กับอันที่ 3 อันที่ 3 เนี่ยบอกว่า I have eaten breakfast already
14:54
Speaker A
ทั้ง 3 ประโยคเนี้ยนักเรียนใช้แล้วเพื่อแปลว่ากินเหมือนกัน
15:50
Speaker A
ความต่างก็คือว่าข้อที่ 1 บอกว่าฉันเนี่ยกินอาหารเช้าทุกวัน
16:55
Speaker A
อันที่ 2 บอกว่าฉันกำลังกินอาหารเช้าตอนนี้
17:45
Speaker A
แล้วก็อันที่ 3 คือฉันกินอาหารเช้าไปแล้ว เพราะว่า already แปลว่าแล้ว
19:06
Speaker A
ถ้าสังเกตดูดีๆ นะคะ จะเห็นได้เลยว่าประโยคที่ 2 กับประโยคที่ 3 เนี่ยมันมี am เข้ามา
19:26
Speaker A
แล้วมันก็มี have เข้ามาก่อนที่เราจะใส่คำว่ากินเข้าไป
20:03
Speaker A
แล้วพอใส่ไปแล้วเนี่ย สังเกตว่า eat ตัวเนี้ยมันดันใส่ ing แถมมาให้
20:40
Speaker A
ส่วน have ตัวเนี้ยปกติคำว่าเอ้า กลายเป็นกริยาช่องที่ 3 ไปซะงั้น
21:17
Speaker A
เพราะฉะนั้นนสังเกตดูนะคะว่าคำว่า am แล้วก็คำว่ามันเป็นอะไรมันเป็นส่วนเสริมเข้ามา
21:54
Speaker A
แล้วทำไมไม่ใช้ eat ให้มันจบไปเลย
22:30
Speaker A
ทำไมจะต้องใส่เป็น I am eating หรือว่าต้องใส่เป็น I have eaten breakfast already
23:08
Speaker A
เพราะถ้านักเรียนเลือกใช้คำกริยาที่มันหน้าตาไม่เหมือนกัน
24:06
Speaker A
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันก็จะไม่เหมือนกัน
24:46
Speaker A
นี่แหละคือหัวใสนี่คือเสน่ห์นี่คือความสำคัญของภาษาอังกฤษนะคะ
25:19
Speaker A
ถ้าเลือกใช้คำกริยาที่มันต่างรูปกันออกไป มีส่วนเสริมมีอะไหล่
25:56
Speaker A
แสดงว่าเหตุการณ์ที่เกิดเนี่ยมันก็จะเกิดกันขึ้นคนละเวลา
26:28
Speaker A
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นบทนี้เราจะไม่ได้มาพูดถึงเรื่องของ t
26:58
Speaker A
ครูหวานแค่จะมาบอกว่า am กับ have ตัวเนี้ยมันเป็นอะไหล่ส่วนเสริม
27:36
Speaker A
เราเรียกเขาว่ากริยาช่วย
28:16
Speaker A
เราเรียกเขาว่ากริยาช่วย
29:00
Speaker A
นักเรียนสังเกตมาว่า
29:48
Speaker A
ฉันกินอาหารเช้าทุกวัน eat มันเป็นความหมายตรงๆ อย่างงั้นเลย
30:41
Speaker A
แปลว่ากิน
31:19
Speaker A
แต่พอเป็น I am eating ปุ๊บ am ตัวเนี้ยมันจะไม่ได้แปลว่าเป็น คืออยู่
32:12
Speaker A
have ตัวนี้มันจะไม่ได้แปลว่ามี
33:01
Speaker A
นักเรียนมันไม่ได้แปลว่าเป็นอยู่ เอ่อ อยู่เป็นอยู่คือ
33:30
Speaker A
ตรงเนี้ยไม่ได้แปลว่ามี
34:05
Speaker A
มันทำหน้าที่เป็นกริยาช่วย
34:55
Speaker A
มันจะไม่ได้มีความหมาย แต่มันแค่จะบอกเฉยๆ ว่าเหตุการณ์นั้นเนี่ยเกิดขึ้นตอนไหนเท่านั้นเอง
35:45
Speaker A
และนี่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องที่เรากำลังจะพูดกันถึง
36:32
Speaker A
เอ่อ จะพูดถึงกันในวันนี้ก็คือเรื่องของ verb หรือว่าคำกริยานะคะ
37:25
Speaker A
อ้า ถ้าพร้อมแล้วเนี่ยเรามาเริ่มกันเลยค่ะ
38:13
Speaker A
verb เนี่ยเค้าบอกว่ามันก็คือคำกริยา
39:03
Speaker A
เดี๋ยวต่อไปครูหวานจะพยายามใช้คำว่า verb ที่แปลว่ากริยา
39:41
Speaker A
มันเป็นคำที่เรานะคะเอาไว้บอกการกระทำว่าลงมือทำอะไรไป
40:17
Speaker A
กิน ดื่ม สอน เรียน วิ่ง นั่ง ทำอาหาร
41:03
Speaker A
เอาไว้ใช้บอกสภาพ หรือพูดถึงการมีของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
41:57
Speaker A
อ่ะยกตัวอย่างเช่น I run every morning
42:40
Speaker A
ฉันเนี่ยวิ่งทุกเช้า
43:21
Speaker A
แสดงว่าวิ่งในที่นี้มันเป็นการบอกการกระทำเห็นมั้ยคะ
44:03
Speaker A
she is a teacher
44:43
Speaker A
หล่อนเป็นครู
45:19
Speaker A
แสดงว่าบอกสภาพ บอกอาชีพว่าเป็นอะไร
46:10
Speaker A
อันนี้แปลว่าเป็นนะ
46:51
Speaker A
พวกเขามีบ้านหลังใหญ่
47:40
Speaker A
แสดงว่า have ตรงนี้เนี่ยเนี่ยบอกถึงการมีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
48:16
Speaker A
นี่เรียกว่าเป็นคำกริยานะคะ
48:57
Speaker A
โอเคมั้ย
49:52
Speaker A
ทีนี้เรามาพูดถึงประเภทของคำกริยากัน
50:42
Speaker A
คำกริยาที่เราจะพูดถึงกันในบทนี้จะพูดถึง 3 ส่วนอยู่หลักๆ นะคะ
51:35
Speaker A
อันที่ 1 เรียกว่าเป็น main verbs ก็คือเป็นคำกริยาหลัก
52:23
Speaker A
คำกริยาหลักก็คือเป็นคำกริยาที่แบบเหมือนบอกเลยอ่ะ
53:13
Speaker A
นักเรียนมันเป็นการบอกไปเลยว่าอ๋อประธานคนเนี้ยเขาทำอะไร
53:51
Speaker A
อันนี้เรียกว่าเป็น main verbs นะคะ
54:34
Speaker A
เอาไว้แสดงการกระทำหรือว่าบอกสภาพ
55:33
Speaker A
อันต่อไปค่ะ เรียกว่าเป็น auxiliary verbs หรือว่าเป็น verb ช่วย
56:14
Speaker A
เป็น help เป็น helping verb เป็นกริยาช่วย
57:04
Speaker A
ทีนี้พอมันเป็นกริยาช่วยตัวเนี้ยหน้าที่ของเขาก็คือว่ามันจะมาช่วยกริยาแท้
57:39
Speaker A
มันจะมาช่วยตรงนี้
58:26
Speaker A
เออ หน้าที่ของไอ้เจ้า helping verb นะมันจะมาช่วยกริยาแท้มาช่วยทำไมอ่ะ
Topics:คำกริยาverbกริยาช่วยmain verbsauxiliary verbshelping verbsภาษาอังกฤษครูหวานEnglish On Airการใช้กริยา

Get More with the SozAI App

Transcribe recordings, audio files, and YouTube videos — with AI summaries and speaker detection. 30 minutes free.

Or transcribe another YouTube video here →