วิดีโอสอนเรื่องการป้อนกลับในวงจรออปแอมป์ พร้อมอธิบายแพ็คเกจ IC 741 และการอ่าน Data Sheet อย่างละเอียด
Ask about this video. Answers come from its transcript only — with the timestamp, so you can check them.
Generated from the transcript and can be wrong — check the timestamp.
Key Takeaways
- การป้อนกลับแบบบวกและลบมีผลต่อการทำงานและอัตราขยายของวงจรออปแอมป์
- การเลือกแพ็คเกจและรุ่นของ IC ต้องพิจารณาคุณสมบัติทางไฟฟ้าและความทนทานต่ออุณหภูมิ
- การอ่าน Data Sheet อย่างถูกต้องช่วยให้เลือกใช้อุปกรณ์ได้เหมาะสมและป้องกันความเสียหาย
- การเตรียมแหล่งจ่ายไฟต้องเพียงพอและเหมาะสมกับการใช้งานจริงของวงจร
- การเข้าใจหลักการทำงานและข้อจำกัดของ Op-Amp ช่วยให้การออกแบบวงจรมีประสิทธิภาพมากขึ้น
What the video covers
- อธิบายการป้อนกลับในวงจรออปแอมป์ทั้งแบบบวก (Positive Feedback) และแบบลบ (Negative Feedback)
- การลดสัญญาณ output ก่อนป้อนกลับเพื่อควบคุมอัตราการขยายของวงจร
- แนะนำแพ็คเกจ IC 741 เช่น DIP 8 ขา และ DIP 14 ขา พร้อมวิธีการดูตำแหน่งขาและจุดสังเกต
- เปรียบเทียบคุณสมบัติของ IC 741 รุ่นต่างๆ เช่น 741C และ 741M ในเรื่องแรงดันและอุณหภูมิใช้งาน
- การอ่านและตีความ Data Sheet ของ IC ออปแอมป์ เช่น ค่าความต่างแรงดัน input, การทน short circuit, และอุณหภูมิใช้งาน
- อธิบายความหมายของค่าต่างๆ ใน Data Sheet เช่น Min, Typ, Max และ PD (Power Dissipation)
- เปรียบเทียบการใช้พลังงานของ Op-Amp กับอุปกรณ์อื่น เช่น ตัวชาร์จมือถือ
- แนะนำการเตรียมแหล่งจ่ายไฟให้เหมาะสมกับการใช้งาน Op-Amp
- เน้นความสำคัญของการเลือกแพ็คเกจที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมการใช้งาน
- เตือนเรื่องการใช้งานแรงดันไฟเกินพิกัดที่อาจทำให้ IC เสียหาย
Full Transcript — Download SRT & Markdown
Speaker A
การป้อนกลับในวงจรออปแอมป์ มีอยู่ 2 หัวข้อที่ต้องรู้ ก็คือ การป้อนกลับแบบบวก การป้อนกลับแบบบวกก็คือ Positive Feedback กับการป้อนกลับแบบลบก็คือ Negative Feedback
Speaker A
การป้อนกลับแบบบวกเป็นแบบนี้ ป้อนกลับแบบบวก ป้อนกลับนะครับ ป้อนกลับ เวลาพูดคำว่าป้อนกลับก็คือต้องเอาอะไรบางอย่างจาก Output กลับมาให้ Input
Speaker A
ฟังนะ ป้อนกลับก็คือเอาบางอย่างจาก Output กลับมา Input
Speaker A
อันนี้เขาเรียกว่าป้อนกลับ
Speaker A
Output กลับมาให้ Input
Speaker A
ทีนี้มันมี Input อยู่ 2 ขา มันก็เลยกลับมาได้ 2 ทาง
Speaker A
ก็คือกลับมาทางบวกกับกลับมาทางลบ
Speaker A
ไอ้นี่กลับมาทางบวกก็คือเอามาให้ขาบวก
Speaker A
อันนี้เขาเรียกป้อนกลับแบบบวก
Speaker A
ทีนี้ป้อนกลับแบบบวกเนี่ยเขาไม่อเอาสัญญาณมาทั้งหมด
Speaker A
จะเห็นว่าตรงเนี้ยเอามาแล้วต้องมีวงจรป้อนกลับแบบบวก
Speaker A
ก็คือทำให้สัญญาณ Output ที่เอามามันลดลง
Speaker A
มันมีค่าเล็กลดลง
Speaker A
แล้วเอามาให้ Input อีกทีนึง
Speaker A
ถ้านักเรียนไม่ลด ไม่ลดสัญญาณตรงนี้ลงนะ
Speaker A
ไม่ลดลงนะ นักเรียนก็จะพบว่า อัตราการขยายของมันน่ะ
Speaker A
จะไม่มีอะไรออกมาเลย จะเป็นเส้นตรง
Speaker A
แล้วก็มีค่าแรงดันเป็น Maximum
Speaker A
ก็คืออาจจะบวก 12 โวลต์เป็นเส้นตรงเลย
Speaker A
เพราะเอามาทั้งหมด
Speaker A
แต่ทีนี้การป้อนกลับแบบบวกคือเอาบางส่วนมา
Speaker A
จำไว้นะบางส่วนแค่นั้น
Speaker A
คุณต้องลดสัญญาณ Output ที่เอามาลง
Speaker A
เนี่ยดูในรูปก็ได้ตรงเนี้ยสัญญาณใหญ่ๆ
Speaker A
แล้วก็มาได้ตรงเนี้ยเป็นเล็กๆ
Speaker A
แล้วเอาเข้าไปขาบวก
Speaker A
เดี๋ยวเราจะเรียนในบทต่อไปนะครับ
Speaker A
การป้อนกลับแบบลบ
Speaker A
ง่ายๆ เหมือนเมื่อกี้นี้แหละ
Speaker A
แต่เอามาทางขาลบ
Speaker A
จบ
Speaker A
บวกด้านบน
Speaker A
เอามาบวก
Speaker A
อันนี้เอามาลบ
Speaker A
แต่ว่ามันมี มันมีปัญหาอีกก็คือขาลบเนี่ยเฟสภายใน
Speaker A
ภายในสัญญาณเนี่ยนะครับ FV เนี่ย
Speaker A
จะต้องเฟสเป็นเฟสตรงกันข้าม
Speaker A
ต่างกัน 180 องศา
Speaker A
ก็คือถ้า Output เป็นบวก ตรงเนี้ยนะ
Speaker A
ถ้า Output เป็นบวก คุณต้องใส่ตรงนี้เป็นลบ
Speaker A
มันก็จะกลับ กลับเฟสให้
Speaker A
นะครับนะ ก็จะทำได้ 2 แบบ เดี๋ยวมาเรียน
Speaker A
รายละเอียดกันใน ในสัปดาห์ต่อไป
Speaker A
โอ้ยังไม่หมดอีกเหรอ
Speaker A
อ่าเกือบหมดแล้ว
Speaker A
อันนี้เมื่อกี้เนี่ยที่บอกว่าไอ้ตัวแพ็คเกจ
Speaker A
แพ็คเกจหน้าตาของ IC เนี่ยมันเป็นแบบนี้
Speaker A
นะครับ มีอยู่ 8 ขา
Speaker A
ถ้าเป็น 741 ก็มีอยู่ 8 ขา
Speaker A
นะครับ แต่ถ้าเป็นเบอร์อื่นคุณอาจจะไปเจอว่ามันมี 14 ขาก็ได้
Speaker A
ถ้ามันมีข้างในอยู่หลายๆ ตัว
Speaker A
นะครับ 8 ขาแบบเนี้ย
Speaker A
IC บางเบอร์
Speaker A
มี 8 ขาก็จริงแต่ข้างในมี Op-Amp 2 ชุดก็ได้
Speaker A
คือใช้ VCC ร่วมกันแล้วก็ใช้ Offset ร่วมกันก็มี
Speaker A
นะฮะ อันนี้หน้าตาแบบนี้
Speaker A
แพ็คเกจแบบนี้เขาเรียกว่า DIP
Speaker A
DIP
Speaker A
นะฮะ DIP
Speaker A
ถ้ามี 8 ขาเรียกว่า DIP 8
Speaker A
ถ้ามี 16 ขาก็เรียกว่า
Speaker A
ฮะ
Speaker A
โอ๊ะ
Speaker A
พูดหน่อยสิ
Speaker A
เออ
Speaker A
DIP 14
Speaker A
ถ้ามี 1 ขาละ
Speaker A
ไม่มี DIP 1 ขาไม่มีหรอก
Speaker A
IC อะไรมีขาเดียว
Speaker A
โดนฉันหลอก
Speaker A
อ่าเป็นแบบนี้
Speaker A
นะครับ แล้วก็
Speaker A
ขาเขาจะเรียงอย่างเนี้ย
Speaker A
จุดสังเกตของ ของแพ็คเกจ DIP
Speaker A
เหมือนกับ IC Digital
Speaker A
ก็คือ
Speaker A
ขา 1 จะมีจุดกลม
Speaker A
ถ้าหาจุดกลมไม่เจอก็ให้ดูตรงนี้
Speaker A
รอยแหว่งตรงนี้
Speaker A
นะครับ เหมือน Digital ใช่ไหม
Speaker A
เรียนมาแล้ว
Speaker A
มันเรียงแบบนี้เฉพาะ IC 741 นะครับ
Speaker A
เฉพาะ IC 741 เท่านั้นที่มีชื่อขาเรียงในตำแหน่งนี้
Speaker A
แต่ถ้าเป็นเบอร์อื่นนักเรียนต้องดูใน Data Sheet ของเบอร์นั้น
Speaker A
นะดูเอาเอง
Speaker A
อ่าตัวอย่างเอกสารจากโรงงานผู้ผลิต
Speaker A
นะครับ ก็
Speaker A
มันหน้าตาก็จะเป็นภาษาอังกฤษหมดเลยไม่มีภาษาไทยนะครับ
Speaker A
เนื่องจากว่าไม่รู้จะแปลทำไมภาษาไทย
Speaker A
อ่า
Speaker A
ก็จะมี มีแพ็คเกจอยู่เยอะแยะนะครับ
Speaker A
741 เหมือนกัน
Speaker A
แต่ว่าถ้าเป็น J Package
Speaker A
J Package ก็คือเดาว่า J ตัวนี้ก็คือ Japan
Speaker A
นะครับ ก็
Speaker A
อันนี้จะเห็นว่าคุณ คุณจะเห็นว่าใช้
Speaker A
เอ่อ DIP 14 นะครับ
Speaker A
DIP 14
Speaker A
อันนี้ DIP 8
Speaker A
มีหน้าตาแบบอื่นไหม
Speaker A
อ่า มี มีแบบ 10 ขาด้วย
Speaker A
แล้วก็แบบนี้ก็มี
Speaker A
นะฮะ
Speaker A
SML
Speaker A
นะฮะ SML
Speaker A
เป็นแบบแปะอยู่บนแผ่นปริ้นท์น่ะ
Speaker A
อ้าวดูตารางนี้สักนิดนึง
Speaker A
มีอะไรที่เรียนไปแล้วบ้างนะครับ
Speaker A
แรงจ่ายสูงสุดที่ให้ได้ดูในตารางบรรทัดแรกนะครับ
Speaker A
Power Supply
Speaker A
VCC บวกกับ VCC ลบดูในชีทของนักเรียนนะครับ
Speaker A
บนกระดานเนี่ยมองไม่เห็น
Speaker A
กี่โวลต์
Speaker A
ดูในชีท
Speaker A
ตารางเนี้ย
Speaker A
ดูในชีท
Speaker A
กี่โวลต์
Speaker A
บวก ลบ
Speaker A
18
Speaker A
บวก ลบ 18 แต่นักเรียนอย่าใช้ เวลาใช้จริงนักเรียนอย่าไปใช้บวก ลบ 18 เลยนะครับ
Speaker A
อย่างที่บอกว่าไฟในประเทศเนี่ยมันขึ้นๆ ลงๆ ใช่ไหม
Speaker A
เพราะฉะนั้นเราจะไม่ใช้ใกล้เคียงกับ Maximum
Speaker A
เพราะว่าถ้าเกินพัง
Speaker A
เหมือน IC Digital
Speaker A
เคยทำพังแล้วใช่ไหม
Speaker A
เวลาเรียน Digital
Speaker A
เกิน 5 โวลต์
Speaker A
พัง
Speaker A
เกิน 5 โวลต์พัง
Speaker A
IC Digital
Speaker A
Op-Amp เหมือนกัน
Speaker A
พวก IC พวกเนี้ย IC นะครับ
Speaker A
IC เกือบทุกเบอร์ถ้านักเรียนใช้แรงจ่ายไปเกินมันพัง
Speaker A
เสียเงินเลยนะครับ
Speaker A
ซื้อใหม่
Speaker A
ตอนเนี้ยลงแล็บอ่ะยังไม่รู้หรอก
Speaker A
แต่พอทำโปรเจกต์ขึ้นมาประกอบวงจรขึ้นมา
Speaker A
รู้เลย
Speaker A
เสียตังค์แล้วซื้อใหม่
Speaker A
เก็บตังค์เพื่อนๆ ซื้อใหม่
Speaker A
มีอะไรอีก
Speaker A
อ่า Differential Input
Speaker A
ความแตกต่างของแรงดันภาค Input เนี่ยต่างกันสูงสุดได้เท่าไหร่ครับ
Speaker A
ดูในตาราง
Speaker A
บวก ลบ 15
Speaker A
นักเรียนจะเห็น อ่าอีกคอลัมน์นึงใกล้ๆ กัน
Speaker A
ตรงเนี้ย
Speaker A
UA 741M
Speaker A
UA 741M
Speaker A
ดูซิ ตารางมันต่างกันยังไงครับ
Speaker A
ความสามารถมันจะเป็นยังไง
Speaker A
ทนแรงดันได้มากกว่า
Speaker A
แล้วก็
Speaker A
ให้ Input ได้มากกว่า
Speaker A
ใช่ไหมครับ ความต่างของแรงดัน Input
Speaker A
เนี่ยให้ได้ถึงบวก ลบ 30 โวลต์
Speaker A
สามารถ Short Circuit Output ได้ไหม
Speaker A
อ่านออกเปล่า
Speaker A
Duration of Output Short Circuit
Speaker A
เนี่ย ไอ้ตรงเนี้ยที่มีเลข 5 เนี่ย
Speaker A
สามารถทำได้ไหม
Speaker A
ตรงนี้เขียนว่าอะไร
Speaker A
ไม่จำกัด
Speaker A
ก็คือคุณ Short ได้อ่ะ
Speaker A
คือ Output เนี่ยต่อสามารถต่อลงกราวด์ได้
Speaker A
ไม่พัง
Speaker A
ไม่พัง
Speaker A
มันจะมีวงจรที่เป็น
Speaker A
อ่าป้องกันเอาไว้แล้วข้างใน
Speaker A
อุณหภูมิในการใช้งาน
Speaker A
อ้าวตอบ
Speaker A
อุณหภูมิในการใช้งานระหว่าง
Speaker A
741C กับ 741M เนี่ยต่างกันไหม
Speaker A
อ่า
Speaker A
ต่างกันนะครับ
Speaker A
ต่างกัน
Speaker A
อะไรทนหนาวได้มากกว่ากัน
Speaker A
อ่าตัว M มากกว่านะครับ
Speaker A
ทีนี้
Speaker A
เวลาเราซื้อเนี่ย 741C กับ 741M เนี่ย
Speaker A
ราคามันก็ไม่น่าจะเท่ากัน
Speaker A
แต่ถ้าราคาเท่ากันคุณเอาอะไร
Speaker A
เอา M
Speaker A
เอามากไว้ก่อนใช่ไหม
Speaker A
อ้าวมาดูเรื่องของตารางแพ็คเกจด้วยนะ
Speaker A
แพ็คเกจใน ใน Data Sheet หน้าแรกอ่ะเรามีแพ็คเกจ
Speaker A
บอกไว้ให้อยู่แล้วนะครับ ก็คือมันมีแพ็คเกจแบบ DIP
Speaker A
J เอ่อ FK J อะไรพวกเนี้ย
Speaker A
ที่เห็นอยู่ในหน้าแรกเนี่ย
Speaker A
เอ่อความหมายของแพ็คเกจแต่ละอย่างเนี่ย
Speaker A
มันก็คือจะบอกว่า
Speaker A
มันใช้กำลังงานเท่าไหร่
Speaker A
นะครับ มิลลิวัตต์พวกเนี้ยก็จะ เป็นหน่วยการใช้พลังงานไฟฟ้า
Speaker A
นะครับ แล้วก็ อ่าบางส่วนก็จะหมายถึงเรื่องของความร้อน
Speaker A
ในตัว ในตัวแพ็คเกจด้วย
Speaker A
ว่ามันจะทนแพ็คเกจได้เท่าไหร่นะครับ
Speaker A
ตัวไหนที่ใช้กับอุณหภูมิสูงสุดได้
Speaker A
เอ่อสูงกว่า สูง สูงที่สุดอ่ะ
Speaker A
แพ็คเกจอะไร
Speaker A
ดูดิ
Speaker A
แพ็คเกจไหนที่ใช้กับอุณหภูมิสูงๆ
Speaker A
ห๊ะ
Speaker A
ไหนวะ
Speaker A
ดูองศา C
Speaker A
ไง
Speaker A
ตัวไหนตัวไหน
Speaker A
FK กับ
Speaker A
J
Speaker A
นะครับ ก็อันนี้คือความต่างของแต่ละแพ็คเกจ
Speaker A
คือใช้เหมือนกันนั่นแหละ
Speaker A
เวลาใช้ใช้เหมือนกัน
Speaker A
แต่ถ้าคุณต้องใช้ในอุณหภูมิที่สูงๆ เนี่ยคุณก็ไปดูแพ็คเกจที่เขามี
Speaker A
ที่ทนอุณหภูมิได้
Speaker A
แต่ถ้าเป็นแพ็คเกจปกติก็คือแพ็คเกจ D
Speaker A
ก็จะทนอยู่ได้แค่ 64 องศา
Speaker A
นะฮะ 64 องศา
Speaker A
อันนี้มีอะไรที่เราเรียนแล้วบ้าง
Speaker A
VOM
Speaker A
VOM ที่เรียนไปเนี่ย
Speaker A
คือเราไม่ได้เรียนทุกพารามิเตอร์ที่
Speaker A
ที่เขามีใน Data Sheet นะครับ เราเรียนเฉพาะบางตัว
Speaker A
ก็คือตัวเนี้ยที่เรียนไปว่า Voltage Swing เนี่ย
Speaker A
เนี่ยที่ 10K
Speaker A
RL เท่าไหร่
Speaker A
แล้วเราจะได้แรงดันต่ำสุดเนี่ยเท่าไหร่
Speaker A
อันนี้คือช่องเนี้ยที่เรียนไป
Speaker A
เนี่ย
Speaker A
อันนี้ก็เรียนใช่ไหม
Speaker A
CMRR
Speaker A
เนี่ยถ้าถ้าสอบมาบอกว่าให้ Data Sheet มาแล้วบอกว่าหาค่า เอ่อ Voltage Swing มาก็ดูช่องนี้
Speaker A
ถ้าหาค่า CMRR ก็ดูช่องนี้
Speaker A
นะฮะ
Speaker A
อันนี้มัน 741C ใช่ไหม
Speaker A
741C
Speaker A
มี M ด้วยใช่ไหม
Speaker A
มี M อยู่ด้านนี้ด้วย
Speaker A
แล้วก็ดูว่า
Speaker A
เวลากรอบ เวลาตอบเนี่ย
Speaker A
มันมี 3 คอลัมน์
Speaker A
มี ดูในชีทนะ
Speaker A
Min
Speaker A
TYP ใช่ไหมครับ
Speaker A
แล้วก็ Max
Speaker A
TYP เนี่ยมันย่อมาจาก Typical
Speaker A
Typical ก็คือค่าทั่วไปอ่ะ ค่ากลาง
Speaker A
ค่า ค่าแบบทั่วๆ ไป
Speaker A
แล้ว Min Min ก็คือ Minimum
Speaker A
ก็คือค่าต่ำสุด
Speaker A
Max ก็คือ Maximum
Speaker A
ค่าสูงสุด
Speaker A
นะครับ เวลาคำนวณ
Speaker A
เวลาคำนวณ เวลาสมมุติว่าเราจะเอาไปออกแบบ
Speaker A
ก็จะใช้ค่าช่องนี้นะครับ TYP นะ
Speaker A
TYP เป็น Typical ก็คือค่า ค่าปกติของมันน่ะ
Speaker A
จดนิดนึงนะ
Speaker A
TYP ก็คือค่า ค่าปกติ ค่ากลางอะไรอย่างเนี้ย
Speaker A
เอาค่านี่ไปคำนวณ
Speaker A
อ่าตัวนี้ PD
Speaker A
PD นะครับ
Speaker A
PD ก็คือเขาจะบอกว่าถ้าคุณใช้อุปกรณ์ตัวเนี้ย 1 ตัวเนี่ย
Speaker A
คุณจะต้องเตรียม Power Supply แหล่งจ่ายให้มันน่ะ
Speaker A
กี่ กี่วัตต์
Speaker A
กี่มิลลิวัตต์
Speaker A
นะฮะ เอ่อ
Speaker A
แรงจ่ายสมมุติว่าแรงจ่าย
Speaker A
เอาพูดถึงมือถือของนักเรียนแล้วกันนะครับ
Speaker A
มือถือของนักเรียนเนี่ยมี มีตัวชาร์จใช่ไหมเล็กๆ ใช่ไหม
Speaker A
จะเห็นว่าถ้าเพื่อนเราไม่ได้ใช้รุ่นเดียว ยี่ห้อเดียวกันกับเราเนี่ยไอ้ตัวชาร์จของ ของของเขาเนี่ยกับของเราเนี่ย
Speaker A
มันจะคนละขนาดกันใช่ไหม
Speaker A
เออ
Speaker A
ทำไม
Speaker A
อ่า มี มีคำถามว่าทำไมมันถึงตัวเล็กตัวใหญ่
Speaker A
นะครับ ถ้าคุณสังเกตเอาแว่นขยายส่องดีๆ นะครับ
Speaker A
ในนั้นน่ะจะมีเขียนไว้ว่าตัวชาร์จของนักเรียนเนี่ย
Speaker A
กี่แอมป์
Speaker A
นะครับ
Speaker A
ถ้า ถ้า 1 แอมป์ก็ตัวเล็ก
Speaker A
ส่วนใหญ่ ส่วนใหญ่ เอ่อกี่แอมป์วะ
Speaker A
1 1 แอมป์ 2 แอมป์
Speaker A
2.5 แอมป์
Speaker A
นะฮะ แต่ปัจจุบันมือถือชาร์จเร็วก็จะ 3 แอมป์ขึ้นไป
Speaker A
นะฮะ พวก
Speaker A
อะไรยี่ห้ออะไร Oppo
Speaker A
ไอ้ที่ว่าชาร์จแป๊บเดียวอ่ะ
Speaker A
เราใช้ได้
Speaker A
เนี่ยก็จะ 3 แอมป์ขึ้นไป
Speaker A
อาจจะ 3.5 แอมป์
Speaker A
นี่เขาเรียนกับเราเหรอ
Speaker A
จะเลิกอยู่หรอก
Speaker A
ใช่ไหม
Speaker A
เนี่ย
Speaker A
ก็คือต้อง ต้องเตรียมพลังงานให้พอสำหรับวงจร
Speaker A
เพราะฉะนั้น
Speaker A
เมื่อกี้ที่พูดเนี่ยก็คือตัว Adapter ชาร์จมือถือของนักเรียนเนี่ย
Speaker A
นักเรียนใช้ยี่ห้อนี้รุ่นเนี้ยเขาบอกว่าสมมุติว่าเขาให้มา 2 แอมป์
Speaker A
นั่นก็คือพอแล้ว
Speaker A
ใช่ไหม
Speaker A
แต่ตัวชาร์จ 3 แอมป์จะแพงกว่า 2 แอมป์
Speaker A
ยกเว้นลดราคานะเซลล์
Speaker A
ไม่ใช่นะฮะ
Speaker A
เพราะฉะนั้น
Speaker A
ไอ้ตัวเนี้ยมันจะแพงกว่า
Speaker A
ทีนี้กลับมาดู Op-Amp เรา
Speaker A
ถ้าเขาบอกว่า Op-Amp 1 ตัวใช้เท่าไหร่ครับ
Speaker A
50 มิลลิวัตต์
Speaker A
50 มิลลิวัตต์นะฮะ
Speaker A
เนี่ยช่องเนี้ยที่เขียนเนี่ยตรงเนี้ย 50 มิลลิวัตต์
Speaker A
หน่วยอยู่ด้านข้างนะ
Speaker A
หมายความว่า Op-Amp 1 ตัวใช้ 50 มิลลิวัตต์
Speaker A
ถ้านักเรียนเอา Adapter ชาร์จมือถือนักเรียนเนี่ย
Speaker A
ที่มีอยู่เนี่ย 1 แอมป์เนี่ยพอไหมสำหรับ Op-Amp 1 ตัว
Speaker A
พอ
Speaker A
เพราะว่ามิลลิ
Speaker A
น้อยกว่าแอมป์
Speaker A
ใช่ไหมครับ
Speaker A
ถูกไหม
Speaker A
แต่ Op-Amp 1 ตัวอย่าลืมว่า Op-Amp 1 ตัวไม่ทำงานด้วยตัวมันเองเดี่ยวๆ
Speaker A
คุณจะต้องมีวงจรล้อมข้างประกอบ
Speaker A
คำนวณออกมาแล้วพอไหมสำหรับ Adapter ของเราที่มี
Speaker A
นะครับ อันนี้คือ
Speaker A
คือเรื่องของการเตรียมแหล่งจ่าย
Speaker A
อ่า นี่ก็ Slew Rate อีกเหมือนกันนะครับ
Speaker A
ที่ ที่เรียนเหมือนกัน
Speaker A
มีอะไรอีก
Speaker A
อ้าวหมดแล้วนี่
Speaker A
อ่าหมดแล้ว
Topics:ออปแอมป์OpAmpการป้อนกลับPositive FeedbackNegative FeedbackIC 741แพ็คเกจ DIPData Sheetแรงดันไฟฟ้าวงจรอิเล็กทรอนิกส์



![[201] จานนี้กี่ต้น ep.3 ไขมัน — Transcript](https://i.ytimg.com/vi/-tgaxgScXwQ/maxresdefault.jpg)
![[201] จานนี้กี่ต้น ep.2 คาร์โบไฮเดรต — Transcript](https://i.ytimg.com/vi/NATmO73rU5U/maxresdefault.jpg)






