พระเอกวีร์ มหาญาโณ เปิดใจเรื่องทุกข์ที่เราสร้างเองและเส้นทางการปฏิบัติธรรมผ่านประสบการณ์ชีวิตจริง
Key Takeaways
- การเรียนรู้ธรรมะผ่านประสบการณ์จริงมีความสำคัญกว่าการศึกษาทางทฤษฎี
- การเล่นดนตรีช่วยฝึกสังเกตตัวเองและเข้าใจอารมณ์เหมือนการปฏิบัติธรรม
- ความกลัวเรื่องความตายเป็นเรื่องปกติที่ควรหาทางคลายผ่านธรรมะ
- การแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวช่วยสร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงกับผู้ฟัง
- ชื่อเสียงในฐานะพระเป็นดาบสองคมที่ต้องระมัดระวัง
What the video covers
- พระเอกวีร์ มหาญาโณ เล่าถึงการไม่ใช่ตัวแทนความดีงาม แต่เป็นผู้เรียนรู้และแบ่งปันเส้นทางธรรมะ
- พูดถึงการศึกษาพุทธศาสนาโดยตรงผ่านประสบการณ์จริงมากกว่าการเรียนรู้เชิงทฤษฎี
- เชื่อมโยง AI กับธรรมชาติและจิตวิญญาณในฐานะเครื่องมือทรงพลังที่มนุษย์สร้างขึ้น
- เล่าประสบการณ์ส่วนตัวจากการเป็นนักดนตรีและการเล่นดนตรีที่ช่วยฝึกสังเกตตัวเองเหมือนการปฏิบัติธรรม
- สะท้อนความกลัวเรื่องความตายและการหาทางคลายความกลัวผ่านธรรมะ
- อธิบายหลักการปฏิบัติธรรมที่เน้นการตั้งมั่นและสังเกตตัวเองอย่างลึกซึ้ง
- เล่าถึงการทำงานในสายพัฒนาสังคมและ NGO ก่อนตัดสินใจบวชเรียน
- เน้นความสำคัญของการแบ่งปันประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับผู้ฟังในฐานะเพื่อนร่วมทาง
- พูดถึงความท้าทายของการมีชื่อเสียงในฐานะพระและผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัว
- ชี้ให้เห็นว่าการเล่าเรื่องส่วนตัวช่วยสร้างแรงบันดาลใจและความเชื่อมโยงกับผู้คน
Full Transcript — Download SRT & Markdown
Speaker A
เราไม่ใช่ตัวแทนของความดีงาม เป็นตัวแทนของคนนึงที่มาลองเรียนรู้เส้นทางนี้แล้วก็มาแบ่งปันให้เพื่อนฟัง [เพลง] อย่าเข้าไปลองศึกษาพุทธศาสนาแบบมีประสบการณ์เลย เข้าไปอยู่ตรงนั้นเลยโดยที่ไม่ต้องรู้ ซึ่งในวันนั้นนักวิทยาศาสตร์ชาวอินเดีย ท่านนั้นนิสิทธัถะก็ไม่ได้คิดว่ามันจะออกมาเป็น religion หรือว่าศาสนา ถูกมั้ย คนที่ทดลองชีวิตอาจจะไม่ได้ตั้งใจจะวางศาสนาให้เกิดขึ้น แต่เชื่อว่าเจตนาของเจ้าชายเจตฐานตอนนั้นเนี่ยหวังว่าจะเจอทางที่ทำให้คนอื่นสามารถหลุดออกจากวงจรของการเวียนว่ายตายเกิดนี้ได้ด้วย คอดัได้ขึ้นพูดในงาน Dragonfly ว่า AI ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติและจิตวิญญาณ มันเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรามาตั้งนานแล้ว มันค่อยๆ เติบโตอยู่ตลอดเวลา นี่คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่มนุษย์รู้จักและสร้างขึ้นมา แต่ปัญหาคือเราไม่รู้ว่าจะใช้มันยังไง จะใช้มันเพื่ออะไร แล้วเราจะดูแลคนที่จะใช้มันทั้งหมดยังไง [เพลง] Life Expo Come explore the better you 15-16 พฤศจิกายน ดูรายละเอียดในคอมเมนต์นะครับ ครั้งแรกงานมหกรรมชีวิตและสุขภาพที่ครบทุกมิติ รวมทุกศาสตร์การดูแลตัวเองทั้งกายใจและความงาม ให้คุณได้ค้นหาเวอร์ชั่นใหม่ของชีวิต Wellness Talks Health Tech Mindful Living Immersive Experiences สวัสดีครับ เจริญพรมการผ่าน ยินดีที่ได้เจอวูดี้ เพิ่งซื้อกล้องฟิล์มมา อื แล้วเผอิญว่าเขามีร้านล้างรูปที่สยามด้วย รู้มั้ยว่าเจนจิ เขาไปล้างรูปกัน เราจะรู้มั้ยว่าสยามมีอะไรบ้างทุกวันนี้ แล้ววูดี้เคยล้างหรือยัง No ยูจะไม่ลองสักม้วนเลยใช่มั้ย อืม คิดอ่ะ ฝึกใช้ให้เป็นก่อนแล้วค่อย Make it Artistic ซื้อฟิล์มมาตั้ง 8 ม้วนนั่นคือชีวิตผม สนใจแล้วผมก็ลงทุนไปก่อน ต้องเล่าให้ทุกคนฟังก่อนว่าที่มาของ EP นี้ของ Woody FM เนี่ยคือ วูดี้ได้มีโอกาสเจอ Content ฟีดขึ้นมาในหน้าฟีด Woody ใน TikTok ใน ReS พระรูปหนึ่งอธิบายเกี่ยวกับทำเกี่ยวกับคำสอนพุทธเจ้าเกี่ยวกับการตีความ แล้วเราก็มานั่งคิด อื พระรูปนี้อื ค่อนข้างจะมีคนให้ความสนใจเยอะมาก เสร็จแล้วเราก็ไม่นั่งคิด เอ้านี่มันคือพระ เพื่อนเรานี่ พระอั๋รู้จักกับพระรูปนี้มานาน ทำไมเราไม่เคยสัมภาษณ์พระอั๋เลย ก็เลยส่งข้อความไปเชิญพระเพื่อนมาร่วมท่านเอง ก็ตั้งคำถามว่าแล้วจะคุยเรื่องอะไร หัวข้อเป็นอะไรยังไง ซึ่งเราก็ยังไม่ได้คุยกันเลยฮะ จนกระทั่งวันนี้ที่เราจะมานั่งพูดคุยกับพระอาร์อย่างเป็นทางการ เราก็ลังเลนะที่จะรับคำชวนของวูดี้เนาะ ครับ เพราะว่าเราก็รู้ว่าวูดี้เป็นคนที่มีคน Follow มีคนฟังเยอะใช่มั้ย จริงๆ แล้วการที่เป็นพระเนี่ย สิ่งที่อันตรายกว่าความเป็นพระอันนึงก็คือการมีชื่อเสียงนี่แหละ มันก็เป็นดาบสองคมได้ เราก็ลังเลเหมือนกันว่า มาคุยที่นี่มันก็จะเหมือนกับมันไปสู่ผู้คนที่กว้างขึ้น ถ้าเป็นประโยชน์ก็ดีไป ถ้าพูดไม่ดีหรือว่าทำอะไรที่มันไม่ควรมันก็ มันก็กว้างเหมือนกัน และการเป็นคนที่มีความรู้จักเยอะๆ จริงๆ ก็ไม่ได้เหมาะสมกับชีวิตพระเท่าไหร่ครับ หวังว่ามันจะเป็นโอกาสดีที่เราจะได้แบ่งปันเส้นทางบางอย่าง เราไม่ใช่พระที่ดีที่สุดที่วูดี้จะมีโอกาสได้สัมภาษณ์ แต่เราอาจจะเป็นตัวเลือกนึงที่บางคนอาจจะรีเลทได้ คือเชื่อมโยงได้ว่าเออ คนนี้อาจจะมีบางอย่างคล้ายเราเนี่ย เราไม่ใช่ตัวแทนของความดีงาม อือ เป็นตัวแทนของคนๆ นึงที่มาลองเรียนรู้เส้นทางนี้แล้วก็มาแบ่งปันให้เพื่อนฟัง เชิญมา ไม่ใช่เพราะเป็นพระอันแต่เป็นพระเพื่อนที่เราเดินทางร่วมกันมาหลายปี อื ผ่านหลายวาระผ่านหลายงานเล่าให้ทุกคนฟังมั้ครับ ผ่านว่าเราเจอกันยังไง จริงๆ แล้วเราเจอวูดี้เพราะว่าช่วงโควิด เราไปเริ่มอาสาแปลให้กับพระในฝ่ายวัชรยาน ฝ่ายทิเบตอะไรเงี้ยบางท่านเนาะ แล้ววูดี้ก็เลยมีทีมงานไปเจอเราแปลแล้วก็ชวน ตอนนั้นน่ะเราเจอกันเพราะว่าเราไปแปลงานที่ท่านทลมะสอนออนไลน์ จบเessันั้นก็มีวงคุยต่อกับกลุ่มเพื่อนๆ ว่าเออ recap หรือว่าสรุปจากสิ่งที่ท่านสอนเมื่อกี้มีอะไรที่เราสามารถช่วยแบ่งปันแนะนำอะไรได้เนี่ย จำได้ว่าวูดี้ก็ยกประเด็นขึ้นมาว่าจริงๆ แล้วเรื่องนึงที่วูดี้รู้สึกกลัวอยู่ข้างหลัง คือเรื่องความตาย ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เป็นประเด็นที่จริงๆ ทุกคนกลัว แต่ไม่ค่อยมีคนยอมรับและยอมถามหาเส้นทางที่จะช่วยให้คลายความกลัวนี้ลงได้อะไรเงี้ย พระอั๋นไม่ค่อยจะพูดถึงอดีตมากนัก ยกเว้นถ้าเกิดเวลาเราถาม เราก็จะบอกหลายคนว่ารู้มั้ยว่าพระอั๋นเนี่ยจริงๆ แล้วเคยเป็นนักร้องในวงๆ หนึ่ง เห็นมั้ยฮะ ในอดีตพระอัก็ อืม ไม่ค่อยคุยไม่อยากคุยเรื่องนี้ ทำไมถึงไม่ค่อยที่อยากจะคุยเรื่องนี้ สังเกตแล้วแต่ช่วงนะ หน้าที่ของความเป็นพระอย่างนึงจริงๆ แล้วคือการแนะนำเรื่องราวของธรรมะ วิธีการปฏิบัติแบบธรรมะ ใช่มั้ย การให้คนมาโฟกัสที่เรื่องส่วนตัวของคนที่ควรจะเป็นคนแนะนำ บางทีไม่จำเป็น อื สำหรับบางคนกลายเป็นอุปสรรคแทนที่เขาจะมาสนใจธรรมะ เค้าสนใจเราแทน เขาสนใจความน่าตื่นเต้นของชีวิตคนนั้นคนนี้ บางทีมันเคี้ยนไปนิดนึงครับ แล้วก็บางทีคนเล่าก็เริ่มยึดมั่นในอัตราบางอย่างในสิ่งบางอย่างที่เรารู้สึกว่าเราเคยทำมา เราดี เราเจ๋ง เราอะไรเงี้ย บางช่วงก็เป็นแบบนั้น แต่ช่วงหลังๆ เรารู้สึกว่า บางทีการเล่าอันเนี้ยก็ทำให้คนหลายคนรู้สึกเชื่อมโยงได้ เอ้ย คนนี้ไม่ต่างจากเราเท่าไหร่ เป็นแรงบันดาลใจว่าคนแบบนี้ยังทำได้ เราก็น่าจะพอไปได้นะทางเนี้ย แล้วเราก็พบว่าพอเรา รู้ว่าเรามีพื้นฐานยังไงอ่ะ บางทีภาษาที่เราใช้คุยกันบางทีก็เปลี่ยนไป กลายเป็นว่าเราเริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย จริงๆ เรามีวิธีการอธิบายบางอย่างที่เหมาะกับคนแบบนี้ เพราะว่าเรารู้ว่าเค้ารู้สึกอะไรอยู่ เค้าคิดอะไรอยู่ พอเราเริ่มแนะนำประวัติบางอย่างคนแบบเราก็จะเริ่มมาคุยกับเราอ เราคิดว่าพระทุกคนก็มีประวัติบางแบบแบบของตัวเองใช่มั้ย เค้าก็จะมีคนที่สนใจแบบเค้าเชื่อมโยงกับคนแบบเขาได้อะไรเงี้ย งั้นกลับไปตอนวัย 20 กว่าๆ อื ภาพที่เห็นที่ร้องเพลงอยู่ที่ไหน ทำอะไร why ถึงทำสิ่งนั้น ทำไปตามความสนุก ทำไปด้วยอีโก้ คือเราก็อยากเด่นอยากสนุก ตอนนั้นเป็นศิลปิน คือเราไม่ถึงกับเรียกว่าตัวเป็นศิลปิน แต่เราเล่นดนตรี คือเราเล่นดนตรีกับเพื่อนๆ มาตลอดแหละ แล้วก็ตอนอยู่มหาลัยก็ประกวดดนตรี เราเล่นเพลงล็อคเพลงอะไรเงี้ย เราก็ได้ทำได้ดีนะ เราประกวดก็ได้เป็นแชมป์ของมหาลัยนะ ตอนเล่นกับเพื่อนๆ เพราะเพื่อนมันเก่ง แต่แล้วสุดท้ายเราก็ไปเล่นดนตรีกลางคืน มันก็เป็นเหมือนความเท่ในยุคนั้น น่ะ เอ้ย โโห เข้าไปในร้านแล้วก็นี่ไง เพื่อน เราเป็นคนเล่น เป็นคนดูแลผู้คนทั้งร้านในช่วงพีคของร้านในวันศุกร์เสาร์ ในร้านที่พีคมากๆ ของทองหล่อ ร้านนั้นชื่ออะไรครับ แจ่มบา อืม เป็นศิลปินที่แจ่มบา พวกคนในวงการจำนวนนึงที่เป็นแบบพวกเด็ก นี่เทศอะไรพวกเยก็ไปเล่น เราก็ไปเจอกันที่นู่นแหละ แต่ถามว่ามันตอบอะไรลึกๆ มั้ย มันไม่ได้ทำเพื่อตอบอะไรลึกๆ มันทำเพื่อ enjoy มีความสุขกับชีวิตวัยรุ่นกับเพื่อนๆ ใช่มั้ย สนุก ถามว่าได้เรียนรู้อะไรมั้ย ไม่ได้ตั้งใจจะเรียนรู้อะไร แต่มันได้เรียนรู้การอยู่กับผู้คน การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่บางทีมันก็ชวนให้เราหมิ่นเหม่ได้อยู่ตลอดเวลา อะไรเงี้ย โดยที่เราไม่รู้ตัวนะ มันคือวิธีการที่ทำให้เราฝึกกลับมาเห็นตัวเองเยอะมาก เล่นดนตรีเนี่ยทำให้เราเห็นตัวเองเยอะมาก แล้วมันเป็นการวางใจที่ใกล้เคียงกับการวางใจเวลาสังเกตตัวเองตอนปฏิบัติธรรมเหมือนกัน ยังไงครับ ขยายความหน่อยครับ การปฏิบัติธรรมจริงๆ แล้วเนี่ยถ้าพูดถึงคอนเซปต์หลักๆ นะ 2 อย่าง 1 คือทำให้ความจิตใจที่มันวุ่นวายมันกลับมาตั้งมั่นได้ 2 คือเมื่อความตั้งมั่นนี้เกิดขึ้นเนี่ย เอาความตั้งมั่นเนี้ยย้อนกลับมาสังเกตตัวเอง แล้วมันจะสังเกตตัวเองได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สังเกตได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นก็จะเข้าใจตัวเองมากขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้นกับกายกับใจเรา ทำไมเราทุกข์แบบนี้ ทำไมเรามีปัญหา ทำไมเราเครียดอย่างเงี้ย ทีนี้การเล่นดนตรีเนี่ย ถ้าคนเล่นด้วยการอ่านโน้ต อาจจะวางใจแบบนึงคือพุ่งออกไปอ่านสิ่งนี้เพื่อจะเล่นให้คนโน้นฟัง แต่ถ้าคนที่เป็นรัฐดนตรีที่เล่นจากความรู้สึกเนี่ย เขาจะสามารถหันกลับมาฟังเสียงที่เกิดขึ้นรอบตัว แล้วก็สนใจเข้าไปสัมผัสกับความรู้สึกข้างใน และตลอดเวลาที่เล่น ถ้าสามารถดำรงอยู่กับอารมณ์ของเพลงได้นะ มันจะเหมือนกับเราสังเกตความรู้สึกและอารมณ์เราอยู่ตลอด สักพักนึงหลุดไปคิดเรื่องนี้ รู้เลยว่าเนี่ยไม่อิน และเราเล่นตอนเล่นดนตรีเราเป็นคนนึงที่เราอินกับการเล่นมาก เป็นคนที่เหมือนกับได้ฟีลึกง่ายเร็ว ค่อนข้างขึ้นชื่อเรื่องนี้ เล่นกับเพื่อนแล้วมันก็กลายเป็นพื้นที่ให้เราสังเกตเห็นเนี่ย ร้องเพลงเนี้ย ถ้าอินกับเรื่องนี้ปั๊บจิตใจเปลี่ยนเลย ความรู้สึกเปลี่ยน บรรยากาศเปลี่ยน แต่พออีกเพลงนึงเป็นเพลงสนุกก็ บรรยากาศภายในก็เปลี่ยน ตกลงอันไหนจริงวะ เวลาเราไปปฏิบัติธรรมมันจะมีอาการมันคล้ายๆ อย่างเงี้ย แต่ว่ามันทำให้บรรยากาศข้างนอกมันเงียบลง สงบลง เพื่อให้สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นในใจเราเนี่ยมันเกิดขึ้นอย่างตรงๆ ไม่ต้องมีสิ่งอื่นมากระตุ้นเรา แล้วมันก็จะเห็นว่า subconsciously ในจิต ใต้สำนึกเราอะไรที่บางทีมันถูกเก็บไว้ บางทีมันก็จะขึ้นมา หลังจากวันนั้นผ่านไป พระอ่าเองก็ได้เดินทางไปหลายแห่งในโลก เนาอังกฤษก็ไปเรียนต่อ ใช่มั้ย แล้วก็กลับมาไทย่ แล้วสุดท้ายอะไรที่ตัดสินใจให้บวชเรียน เราเล่นตีตอนกลางคืน ตอนกลางวันเนี่ยเราไปทำงานสายพัฒนาทำงานกับโปรแกรมช่วยให้คนรุ่นใหม่มาทำงานเพื่อสังคมอะไร ทำงานกับพี่สาวแล้วก็กลุ่มเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันตอนนั้น อื แล้วก็ตอนกลางวันเนี่ยเราไปทำงานคล้ายๆ NGO กลางคืนก็ไปทำงานเป็นรัฐดนตรี ตอนหลังเราก็เริ่มสนใจงานพัฒนามากขึ้น แล้วเราคิดว่ามันมีประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศเราที่กำลังพัฒนา แล้วเรารู้สึกว่าคนที่ทำงานสายเนี่ยไม่ได้เข้าใจโครงสร้างสังคมอย่างถ่องแท้ที่จะมีคำตอบจริงๆ อ่ะ ร้องหาเหตุผลก็คิดว่าเราควรจ
Speaker A
สุขภาพที่ครบทุกมิติรวมทุกศาสตร์การดูแล ตัวเองทั้งกายใจและความงามให้คุณได้ค้นหา เวอร์ชั่นใหม่ของชีวิต Wellness Talks Health Tech Mindful Living Immersive Experiences สวัสดีครับ เจริญพรมการผ่าน ยินดีที่ได้เจอวูดี้ เพิ่งซื้อกล้องฟิล์มมา อื แล้วเผอิญว่าเ้ามีร้านล้างรูปที่สยามด้วย รู้มั้ว่าเจนจิเ้าไปล้างรูปกัน เราจะรู้มั้ว่าสยามมีอะไรบ้างทุกวันนี้ แล้ววูดี้เคยล้างหรือยัง No ยูจะไม่ลองสักม้วนเลยใช่มั้ย อืน่าคิดอ่ะ ฝึกใช้ให้เป็นก่อนแล้วค่อย Make it Artistic ซื้อฟิล์มมาตั้ง 8 ม้วนนั่นคือ ชีวิตผมสนใจแล้วผมก็ลงทุนไปก่อนต้องเล่า ให้ทุกคนฟังก่อนว่าที่มาของ EP นี้ของ Woody FM เนี่ยคือWoodูดี้ได้มีโอกาส เจอ Content ฟีดขึ้นมาในหน้าฟีด Woody ใน
Speaker A
TikTok ใน ReS พระรูปหนึ่งอธิบายเกี่ยว กับทำเกี่ยวกับคำสอนพุทธเจ้าเกี่ยวกับการ ตีความแล้วเราก็มานั่งคิดอืพระรูปนี้อื ค่อนข้างจะมีคนให้ความสนใจเยอะมากเสร็จ แล้วเราก็ไม่นั่งคิดเอ้านี่มันคือพระ เพื่อนเรานี่พระอั๋รู้จักกับพระรูปนี้มา นานทำไมเราไม่เคยสัมภาษณ์พระอั๋เลยก็ก็ เลยส่งข้อความไปเชิญพระเพื่อนมาร่วมท่าน เองก็ตั้งคำถามว่าแล้วจะคุยเรื่องอะไรหัว ข้อเป็นอะไรยังไงซึ่งเราก็ยังไม่ได้คุย กันเลยฮะจนกระทั่งวันนี้ที่เราจะมานั่ง พูดคุยกับพระอาร์อย่างเป็นทางการ เราก็ลังเลนะที่จะรับคำชวนของวูดี้เนาะ ครับ เพราะว่าเราก็รู้ว่าวูดี้เป็นคนที่มีคน Follow มีคนฟังเยอะใช่มั้ยจริงๆแล้วการ ที่เป็นพระเนี่ยสิ่งที่อันตรายกว่าความ เป็นพระอันนึงก็คือการมีชื่อเสียงนี่แหละ มันก็เป็นดาบสได้เราก็ลังเลเหมือนกันว่า มาคุยที่นี่มันก็จะเหมือนกับมันไปสู่ผู้ คนที่กว้างขึ้นถ้าเป็นประโยชน์ก็ดีไปถ้า พูดไม่ดีหรือว่าทำอะไรที่มันไม่ควรมันก็ มันก็กว้างเหมือนกันและการเป็นคนที่มี ความรู้จักเยอะๆจริงๆก็ไม่ได้เหมาะสมกับ ชีวิตพระเท่าไหร่ ครับ หวังว่ามันจะเป็นโอกาสดีที่เราจะได้แบ่ง ปันเส้นทางบางอย่างเราไม่ใช่พระที่ดีที่ สุดที่วูดี้จะมีโอกาสได้สัมภาษณ์แต่เรา อาจจะเป็นตัวเลือกนึงที่บางคนอาจจะรีเลท ได้คือ เชื่อมโยงได้ว่าเอคนนี้อาจจะมีบางอย่าง คล้ายเราเนี่ยเราไม่ใช่ตัวแทนของความดี งาม อือ เป็นตัวแทนของคนๆนึงที่มาลองเรียนรู้เส้น
Speaker A
ทางนี้แล้วก็มาแบ่งปันให้เพื่อนฟังเชิญมา ไม่ใช่เพราะเป็นพระอันแต่เป็นพระเพื่อน ที่เราเดินทางร่วมกันมาหลายปี อื ผ่านหลายวาระผ่านหลายงานเล่าให้ทุกคนฟัง มั้ครับผ่านว่าเราเจอกันยังไง จริงๆแล้วเราเจอวูดี้เพราะว่าช่วงโควิด เราไปเริ่มอาสาแปลให้กับพระในฝ่ายวัชรยาน ฝ่ายทิเบศอะไรเงี้บางท่านเนาะแล้ววูดี้ก็ เลยมีทีมงานไปเจอเราแปลแล้วก็ชวนตอนนั้น น่ะเราเจอกันเพราะว่าเราไปแปลงานที่ท่าน ทลมะสอนออนไลน์จบเessันั้นก็มีวงคุยต่อ กับกลุ่มเพื่อนๆว่าเออ recap หรือว่าสรุป จากสิ่งที่ท่านสอนเมื่อกี้มีอะไรที่เรา สามารถช่วยแบ่งปันแนะนำอะไรได้เนี่ยจำได้ ว่าวูดี้ก็ยกประเด็นขึ้นมาว่าจริงๆแล้ว เรื่องนึงที่วูดี้รู้สึกกลัวอยู่ข้างหลัง คือเรื่องความตายซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้น เมื่อไหร่เป็นประเด็นที่จริงๆทุกคนกลัว แต่ไม่ค่อยมีคนยอมรับและยอมถามหาเส้นทาง ที่จะช่วยให้คลายความกลัวนี้ลงได้อะไร เงี้ พระอั๋นไม่ค่อยจะพูดถึงอดีตมากนักยกเว้น ถ้าเกิดเวลาเราถามเราก็จะบอกหลายคนว่ารู้ มั้ว่าพระอั๋นเนี่ยจริงๆแล้วเเคยเป็นนัก ร้องในวงๆหนึ่งเห็นมั้ยฮะในอดีตพระอัก็ อืมไม่ค่อยคุยไม่อยากคุยเรื่องนี้ทำไมถึง ไม่ค่อยที่อยากจะคุยเรื่องนี้สังเกต แล้วแต่ช่วงนะหน้าที่ของความเป็นพระอย่าง นึงจริงๆแล้วคือการแนะนำเรื่องราวของ ธรรมะวิธีการปฏิบัติแบบธรรมะใช่มั้ยการ ให้คนมาโฟกัสที่เรื่องส่วนตัวของคนที่ควร จะเป็นคนแนะนำบางทีไม่จำเป็น อื สำหรับบางคนกลายเป็นอุปสรรคแทนที่เขาจะมา สนใจธรรมะเค้าสนใจเราแทนเขาสนใจความน่า ตื่นเต้นของชีวิตคนนั้นคนนี้บางทีมัน เคี้ยนไปนิดนึง
Speaker A
ครับ แล้วก็บางทีคนเล่าก็เริ่มยึดมั่นในอัตรา บางอย่างในสิ่งบางอย่างที่เรารู้สึกว่า เราเคยทำมาเราดีเราเจ๋งเราอะไรเงี้ยบาง ช่วงก็เป็นแบบนั้นแต่ช่วงหลๆเรารู้สึกว่า บางทีการเล่าอันเนี้ยก็ทำให้คนหลายคนรู้ สึกเชื่อมโยงได้เอ้ยคนนี้ไม่ต่างจากเรา เท่าไหร่เป็นแรงบันดาลใจว่าคนแบบนี้ยังทำ ได้เราก็น่าจะพอไปได้นะทางเนี้ยแล้วเราก็ พบว่าพอเ้ารู้ว่าเรามีมีพื้นฐานยังไงอ่ะ บางทีภาษาที่เราใช้คุยกันบางทีก็เปลี่ยน ไปกลายเป็นว่าเราเริ่มรู้สึกว่าเฮ้ยจริงๆ เรามีวิธีการอธิบายบางอย่างที่เหมาะกับคน แบบนี้เพราะว่าเรารู้ว่าเค้ารู้สึกอะไร อยู่เค้าคิดอะไรอยู่พอเราเริ่มแนะนำ ประวัติบางอย่างคนแบบเราก็จะเริ่มมาคุย กับเราอ เราคิดว่าพระทุกคนก็มีประวัติบางแบบแบบ ของตัวเองใช่มั้ยเค้าก็จะมีคนที่สนใจแบบ เค้าเชื่อมโยงกับคนแบบเขาได้อะไรเงี้ย งั้นกลับไปตอนวัย 20 กว่าๆ อื ภาพที่เห็นที่ร้องเพลงอยู่ที่ไหนทำอะไร why ถึงทำสิ่งนั้น ทำไปตามความสนุกทำไปด้วยอีโก้คือเราก็ อยากเด่นอยากสนุก ตอนนั้นเป็นศิลปิน คือเราไม่ถึงกับเรียกว่าตัวเป็นศิลปินแต่ เราเล่นดนตรีคือเราเล่นดนตรีกับเพื่อนๆมา ตลอดแหละแล้วก็ตอนอยู่มหาวลัยก็ประกวด ดนตรีเราเล่นเพลงล็อคเพลงอะไรเงี้ยเราก็ ได้ทำได้ดีนะเราประกวดก็ได้เป็นแชมป์ของ มหาลัยนะตอนเล่นกับเพื่อนๆเพราะเพื่อนมัน เก่งแต่แล้วสุดท้ายเราก็ไปเล่นดนตรีกลาง คืนมันก็เป็นเป็นเหมือนความเท่ในยุคนั้น น่ะเอ้ยโโหเข้าไปในร้านแล้วก็นี่ไงเพื่อน เราเป็นคนเล่นเป็นคนดูแลผู้คนทั้งร้านใน
Speaker A
ช่วงพีคของร้านในวันศุกร์เสาร์ในร้านที่ พีคมากๆของทองหล่อ ร้านนั้นชื่ออะไรครับ แจ่มบา อืมเป็นศิลปินที่แจ่มบา พวกคนในวงการจำนวนนึงที่เป็นแบบพวกเด็ก นี่เทศอะไรพวกเยก็ไปเล่นเราก็ไปเจอกันที่ นู่นแหละแต่ถามว่ามันตอบอะไรลึกๆมั้ยมัน ไม่ได้ทำเพื่อตอบอะไรลึกๆมันทำเพื่อ enjoy มีความสุขกับชีวิตวัยรุ่นกับเพื่อนๆใช่ มั้ยสนุก ถามว่าได้เรียนรู้อะไรมั้ยไม่ได้ตั้งใจจะ เรียนรู้อะไรแต่มันได้เรียนรู้การอยู่กับ ผู้คนการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่บางทีมันก็ ชวนให้เราหมิ่นเหมได้อยู่ตลอดเวลาอะไร เงี้ยโดยที่เราไม่รู้ตัวนะมันคือวิธีการ ที่ทำให้เราฝึกกลับมาเห็นตัวเเยอะมากเล่น ดนตรีเนี่ยทำให้เราเห็นตัวเองเยอะมากแล้ว มันเป็นการวางใจที่ใกล้เคียงกับการวางใจ เวลาสังเกตตัวเองตอนปฏิบัติธรรมเหมือนกัน ยังไงครับขยายความหน่อยครับ การปฏิบัติธรรมจริงๆแล้วเนี่ยถ้าพูดถึง คอนเซปตหลักๆนะ 2 อย่าง 1 คือทำให้ความ จิตใจที่มันวุ่นวายมันกลับมาตั้งมั่นได้ 2 คือเมื่อความตั้งมั่นนี้เกิดขึ้นเนี่ยเอา ความตั้งมั่นเนี้ยย้อนกลับมาสังเกตตัวเอง แล้วมันจะสังเกตตัวเองได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สังเกตได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นก็จะเข้าใจตัว เองมากขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้นกับกายกับใจเรา ทำไมเราทุกข์แบบนี้ทำไมเรามีปัญหาทำไมเรา เครียดอย่างเงี้ยทีนี้การเล่นดนตรีเนี่ย ถ้าคนเล่นด้วยการอ่านโน้ตอาจจะวางใจแบบ นึงคือพุ่งออกไปอ่านสิ่งนี้เพื่อจะเล่น ให้คนโน้นฟังแต่ถ้าคนที่เป็นรัฐดนตรีที่
Speaker A
เล่นจากความรู้สึกเนี่ยเขาจะสามารถหัน กลับมาฟังเสียงที่เกิดขึ้นรอบตัวแล้วก็สน ใจเข้าไปสัมผัสกับความรู้สึกข้างในและ ตลอดเวลาที่เล่นถ้าสามารถดำรงอยู่กับ อารมณ์ของเพลงได้นะมันจะเหมือนกับเรา สังเกตเกตความรู้สึกและอารมณ์เราอยู่ตลอด สักพักนึงหลุดไปคิดเรื่องนี้รู้เลยว่า เนี่ยไม่อินและเราเล่นตอนเล่นดนตรีเรา เป็นคนนึงที่เราอินกับการเล่นมากเป็นคน ที่เหมือนกับได้ฟiลึกง่ายเร็วค่อนข้าง ขึ้นชื่อเรื่องนี้เล่นกับเพื่อนแล้วมันก็ กลายเป็นพื้นที่ให้เราสังเกตเห็นเนี่ย ร้องเพลงเนี้ยถ้าอินกับเรื่องนี้ปั๊บจิต ใจเปลี่ยนเลยความรู้สึกเปลี่ยนบรรยากาศ เปลี่ยนแต่พออีกเพลงนึงเป็นเพลงสนุกก็ บรรยากาศภายในก็เปลี่ยนตกลงอันไหนจริงวะ เวลาเราไปปฏิบัติธรรมมันจะมีอาการมัน คล้ายๆอย่างเงี้ยแต่ว่ามันทำให้บรรยากาศ ข้างนอกมันเงียบลงสงบลงเพื่อให้สิ่งที่ มันจะเกิดขึ้นในใจเราเนี่ยมันเกิดขึ้น อย่างตรงๆไม่ต้องมีสิ่งอื่นมากระตุ้นเรา แล้วมันก็จะเห็นว่า subconsciously ในจิต ใต้สำนึกเราอะไรที่บางทีมันถูกเก็บไว้บาง ทีมันก็จะขึ้นมา หลังจากวันนั้นผ่านไปพระอ่าเองก็ได้เดิน ทางไปหลายแห่งในโลกเนาอังกฤษก็ไปเรียนต่อ ใช่มั้ยแล้วก็กลับมาไทย่ แล้วสุดท้ายอะไรที่ตัดสินใจให้บวชเรียน เราเล่นตีตอนกลางคืน ตอนกลางวันเนี่ยเราไปทำงานสายพัฒนาทำงาน กับโปรแกรมช่วยให้คนรุ่นใหม่มาทำงานเพื่อ สังคมอะไรทำงานกับพี่สาวแล้วก็กลุ่ม เพื่อนๆรุ่นเดียวกันตอนนั้น อื แล้วก็ตอนกลางวันเนี่ยเราไปทำงานคล้ายๆ NGO กลางคืนก็ไปทำงานเป็นรัฐดนตรี ตอนหลังเราก็เริ่มสนใจงานพัฒนามากขึ้น
Speaker A
แล้วเราคิดว่ามันมีประเทศที่พัฒนาแล้วกับ ประเทศเราที่กำลังพัฒนาแล้วเรารู้สึกว่า คนที่ทำงานสายเนี่ยไม่ได้เข้าใจโครงสร้าง สังคมอย่างถองแท้ที่จะมีคำตอบจริงๆอ่ะ ร้องหาเหตุผลก็คิดว่าเราควรจะไปเรียนจาก ประเทศพัฒนาแล้วกลับมาทำงานกับประเทศ กำลังพัฒนาของเราก็เอาคำตอบเข้ามาใช้ได้ เลยเราก็เลยไปเรียนแบบโง่ๆนี่แหละอ ไปเรียน International Development การ พัฒนาระหว่างประเทศที่อังกฤษไปเรียนโดย หวังว่าจะได้คำตอบว่าเขารู้ทางแต่เรากลับ มาด้วยการรู้ว่าสิ่งที่เราคิดว่าเขารู้ น่ะเขาไม่รู้แล้วเราก็กลับมาสู่ประเทศไทย โดยที่รู้สึกว่าเออก็ดีนะได้รู้ว่าเขา เรียนกันแบบเนี้ยแต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ ให้คำตอบที่เรารู้สึกว่านี่แหละคือสิ่ง ที่เราจะลงทุนชีวิตต่อจากนี้ทำเรื่องนี้ เพราะว่าเราเชื่อเรื่องนี้ยังสุดใจว่ามัน จะมันจะเห็นผลดีซึ่งเราไม่เจอแล้วเราคิด ว่าโลกตะวันตกก็ไม่ได้มีคำตอบสำเร็จรูป แบบนั้นกลับมาก็เลยเขวงขวางช่วงนึงแล้วก็ เลยนี่แหละเริ่มมีคนบอกว่าก็ถ้าไม่มีงาน ทำไม่มีเงินก็มีคอร์สปฏิบัติธรรมนะมาร่วม มั้ยอาทิตย์นึงเป็นอาสาสมัครเราก็เลยเอ้อ โอเคกินฟรีอยู่ฟรี 7 วันก็ไปก็เลยเป็นจุด เริ่มต้นที่เข้ามาสู่พุทธศาสนานะตอนอายุ 29 30 ประมาณเนี้ยหลังจากเรียนปริญญาโท ที่อังกฤษกลับมาการบวชเรียนในตอนนั้นรู้ เรื่องของพระธรรมคำสอนได้อย่างลึกซึ้ง ไม่รู้เราไม่รู้เลยไม่รู้เลยแล้วก็ตั้งใจ ว่าคือตอนเข้าไปเป็นอาสาเนี่ยไม่รู้ไปฟัง คำสอนบางอย่างตอนที่เป็นอาสาสมัครน่ะเกิด คลิกพอคลิกแล้วก็เอ๊ะลองบวชสัก 3 เดือนก็
Speaker A
น่าจะได้อะไรนะได้คิดด้วยว่าจะทำอะไรกับ ชีวิตแต่เราตั้งใจว่าก่อนจะเข้าไปบวชเรา จะไม่ได้เรียนรู้อะไรไปก่อนเราเป็นคนชอบ ว่าถ้าฉันจะเข้าไปเรียนเรื่องนี้อยู่แล้ว เนี่ย เข้าไปก่อนแล้วให้ประสบการณ์ทั้งหมดมัน เชฟเราตั้งแต่ต้นการที่เรารู้อะไรไปก่อน แล้วเข้าไปเนี่ยเราจะเข้าไปพร้อมกับ mindsตบางอย่างที่บางทีแล้วมันเป็นกรอบ เราเหมือนกันนะเราก็เลยคิดว่าเอ้ยอย่า เข้าไปหาอย่าเข้าไปลองศึกษาพุทธศาสนาแบบ มีประสบการณ์เลยเข้าไปอยู่ตรงนั้นเลยโดย ที่ไม่ต้องรู้เนี่ยตอนนั้นขัดขัน 5 คือ อะไรอะไรพวกเนี้ยไม่รู้เลยไม่รู้เฝึกไป ทำไมด้วยไม่รู้ว่าทุกวัดเหมือนกันหรือไม่ เหมือนกันไม่รู้ว่ามีสายธรรมหรือไม่มีสาย ธรรมใครเป็นคนสำคัญในวงการพุทธศาสนาไม่ รู้เลย พระพุทธเจ้าสิทธัถะไม่รู้ คือโอเคมันเคยได้ยินผ่านหูแต่เราไม่เข้า ใจไม่ได้เข้าใจแล้วไม่ได้ไปศึกษาโครง สร้างว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมเส้นทางแบบนี้ มันถึงอันโฟมาเป็นแบบนี้ อืข้ามมาในปัจจุบันเพราะในวันที่บวชในวัน นี้ที่ไม่รู้แล้วบวชมากี่พรรษาแล้วนะครับ ตอนนี้ก็ 15 เข้าไป 15 พรรษาอันน้อยนิด ใช่เมื่อเที่ยวกับชีวิตพระนะ ที่ศึกษามาเนี่ยสามารถอธิบายให้เข้าใจมาก ขึ้นได้มั้ครับว่าศาสนาพุทธคืออะไร ก็เราไม่ใช่คนเรียนเยอะนะวูดี้แต่เราอาจ จะอธิบายแบบเท่าที่เราเข้าใจเนาะ พุทธศาสนาคือศาสตร์แห่งการพาให้เราเห็น ว่าจริงๆแล้วเราเข้าใจผิดเกี่ยวกับความ เป็นตัวเองทำให้เราเข้าใจและเห็นชัดๆว่า
Speaker A
มันมีlอรจำนวนมากที่เราทับถมเข้ามาใส่ตัว เราโดยอัตโนมัติแล้วเราก็เชื่อlยอรต่างๆ ในความเป็นตัวตนเหล่าเนี้ยว่ามันคือเรา แล้วพอมันทำให้เรามีปัญหาชีวิตเนี่ยเรา ไม่สามารถดีดตัวเองออกจากสิ่งที่เราเอามา บดบังอันนี้ได้ธรรมชาติจริงๆของเราไม่ได้ ประกอบไปจากความสมมุติเหล่าเนี้ยหนทางที่ ทำให้เราเข้าใจตัวเองจริงๆอ่ะคือเส้นทาง ของการฝึกในพุทธศาสนาถ้าเกิดว่าการศึกษา พุทธศาสนาไม่ได้นำมาสู่การฝึกเพื่อเห็น ตัวเองอย่างลึกซึ้งมันยังไม่ค่อยใช้ทาง ซึ่งในวันนั้นนักวิทยาศาสตร์ชาวอินเดีย ท่านนั้นprinิทธัทะก็ไม่ได้คิดว่ามันจะ ออกมาเป็น religion หรือว่าศาสนาถูกมั้ คนที่ทดลองชีวิตอาจจะไม่ได้ตั้งใจจะวาง ศาสนาให้เกิดขึ้นแต่เชื่อว่า คนที่ไปฝึกแบบเนี้ยโดยเจตนาของเจ้าชัย เศษถะตอนนั้นเนี่ยไปฝึกไม่ได้หวังว่าตัว เองเท่านั้นจะเข้าใจเรื่องนี้นะหวังว่าจะ เจอทางที่ทำให้คนอื่นสามารถหลุดออกจากวง จรของการเวียนว่ายตายเกิดนี้ได้ด้วยมันจะ ออกมาเป็นศาสนาหรือเปล่าอ่ะเราก็ไม่รู้ แต่คิดว่าไปเพื่อจะได้คำตอบบางอย่างเพื่อ แบ่งปันกับผู้อื่นนั้นน่ะเป็นเจตนารมณ์ ที่ชัดเจนแน่ๆซึ่งพอกลับมาถึงวันนี้ศาสนา พุทธเองก็แตกออกไปเป็นหลายแขนงและพระอ่า เองก็ได้มีโอกาสไปสัมผัสแล้วก็ได้มีโอกาส ไปแปลได้เจอกับพระนักเทศน์ในหลายๆด้านของ ธรรมเลยอยากรู้ว่าไอ้แก่นที่มันยังเชื่อม โยงทุกด้านมันคืออะไรและสิ่งที่มันทำให้ แตกต่างคือยังไงเพราะเราก็เริ่มเห็นคนไทย บางคนละที่อ้าเถรวาสอืไม่คะเนกอื ไปมหายานดีกว่าเแล้วบางคนบอกว่าก็ได้ทั้ง 2 ทางเลย It's โอเคแล้วบางคนก็บอกว่าอืม ไม่เอาทั้งเถรวาสไม่เอาทั้งมหาญาณเอาของ
Speaker A
ไออายญาณ คือฉันเอง เอาที่พระพุทธเจ้าตรัสในวันมาเรียนรู้เอง ฉันไม่ต้องนับถือศาสนาก็ได้ตอนนี้เท่าที่ ดูในติtอกแล้วตอนนี้ก็มี expert เยอะมาก แล้วผมก็ดีใจที่แต่ละคนเก็หาคำตอบ อือ อยากให้พระอาจารย์รีฟกหรือว่าสะท้อน เกี่ยวกับเรื่องนี้ จริงๆแล้วเส้นทางในการฝึกตัวเองเพื่อให้ ย้อนกลับมาเห็นว่าความเข้าใจว่าเราเป็น เราเป็นความเข้าใจผิดเนี่ย ตราบใดที่มันยังวนเวียนอยู่ในทิศทางนี้นะ เราว่ามันไปทางเดียวกันแต่ทิศทางนี้มัน ค่อนข้างพิเศษกับความเป็นพุทธพอสมควรนะ มันไม่ใช่การฝึกฝนตัวเองเพื่อจะพัฒนาให้ เราดีขึ้นแต่มันเป็นการพัฒนาเพื่อให้เรา เห็นตัวเองชัดขึ้นไม่ได้ฝึกตัวเองเพื่อ ให้เราไปเป็นประโยชน์กับผู้อื่นอย่าง เดียวแต่เป็นการฝึกตัวเองเพื่อให้เราเห็น สิ่งนี้แล้วแบ่งปันกับผู้อื่นได้แก่นสาร เรื่องการถ่ายถอนความเข้าใจผิดในตัวตน เนี้ยเป็นหัวใจของทุกข์สายธรรมเท่าที่เรา เจอมามันจะย้อนกลับมาสู่เรื่องนี้ถ้ากลับ มาสู่เรื่องนี้สิ่งที่เหมือนกันคือหัวใจ ของการทำให้เราเห็นว่ามายาเนี่ยเป็นความ เข้าใจผิดแล้วออกจากสิ่งนี้ได้แก่นสานี้ เหมือน แต่เส้นทางว่าแล้วจะทำยังไงให้เข้าใจ เรื่องนี้มีหลายอุปนิสัยหลายหลายขยักหลาย วิธีการหลายอุบายที่นำพามาสู่เรื่องเนี้ย บางคนใช้วิธีการว่าคุณต้องออกไปอยู่ป่านะ ถึงจะสามารถอยู่กับตัวเองได้อย่างแท้จริง ถึงจะสงบพอที่คุณจะเห็นตัวเองชัดๆถ้ามีคน บอกว่าแล้วเป็นไปได้มั้ที่เราจะฝึกให้ เข้าใจเรื่องนี้โดยที่ไม่ต้องออกปากทุกคน ต้องออกปากมั้ยถึงจะสำเร็จไม่ใช่โอเคถ้า งั้นคุณจะอยู่ที่บ้านเส้นทางในการวางใจใน
Speaker A
การฝึกตัวเองในการอยู่กับโลกด้วยเพื่อที่ จะเข้าใจเรื่องนี้ด้วยก็จะมีวิธีการในการ ฝึกฝนตัวเองวิธีการเน้นวิธีการผ่อนอีกแบบ หนึ่งคุณเป็นคนเรียนโยคะอยู่คุณอยากจะ เข้าใจความไม่มีตัวตนผ่านโยคะได้มั้ยถ้า ครูเก่งครูก็จะเอาโยคะนั่นแหละเป็น อุปกรณ์ในการสอนเรื่องนี้ให้กับคุณเป็น สิ่งที่คุณเป็นอยู่ก็ได้ด้วยความเข้าใจ ใหม่นี้แล้วคุณจะเป็นอิสระจากทุกอย่าง เพราะฉะนั้นทุกเส้นทางถ้ากลับมาสู่การ ถ่ายถอนความเข้าใจผิดในความเป็นตัวตนได้ ยังอยู่ในทางเดียว แม้ว่าจะมีอุปนิสัยที่ต่างกันบางทีศาสตร์ เดียวกันไปเติบโตในอีกภูมิประเทศนึงในอีก บริบทสังคมนึงในอีกภาษาหนึ่งมันก็จะหล่อ หลอมสิ่งต่างๆในแต่ละที่นั้นน่ะเป็นส่วน นึงของเส้นทางเพื่อที่จะไปเข้าไปเข้าใจ แก่นสารอันเดียวกันเนี่ยมันจึงหลากหลาย ได้แต่ไม่ขัดแย้ง เวลาคนเข้ามาหาพระคำถามที่ถามพระคือถาม ว่าอะไร มีหลายคนนะที่มาถามว่าเค้ามีปัญหาชีวิต แล้วเขาจะออกจากเรื่องนี้ยังไงอะไรเงี้ย ทุกคำถามมันจะวนเวียนกลับมาเรื่องใกล้ๆ กันนะเรื่องใกล้ๆกันคือเค้าเชื่อมากๆกับ สิ่งที่มันเกิดขึ้นในความรู้สึกในความคิด ของเขาอ่ะในใจเขาบางคนไม่ได้เชื่อมากแต่ ไม่สามารถหยุดมันได้แล้วเชื่อว่าการที่ หยุดมันไม่ได้เนี่ยแปลว่าเขาจะต้องติด อยู่กับสิ่งนั้นไปตลอดซึ่งจริงๆแล้วมัน ไม่ได้จำเป็นจะต้องเชื่อสิ่งนั้นแล้วก็ ไม่จำเป็นต้องหยุดมันด้วยแต่ต้องถ่ายถอน ความรู้สึกว่าสิ่งนั้นคือทุกอย่างที่เรา เป็นบางทีมันเป็นความเข้าใจผิดต่อกระบวน การที่มันทำงานโดยอัตโนมัติในตัวเองอ่ะ ทุกคนนั่งสมาธินะห้ามคิดถึงพิซซ่านะอ่ะ ลองนั่งด้วยกันเงียบๆห้ามคิดถึงพิซซ่านะ แต่พอเราบอกสิ่งนี้ปั๊บมันทริกเกอร์ระบบ อัตโนมัติในใจให้นึกถึงสิ่งเนี้ยเห็นมว่า จริงๆแล้วคุณน่ะควบคุมความคิดตัวเองไม่
Speaker A
ได้ขนาดนั้นนะคุณไม่สามารถบอกว่าให้อะไร เกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นได้แต่สิ่งที่คุณ ทำได้คือคุณสามารถที่จะมีพื้นที่ที่จะถอย ออกมาแล้วไม่จมในสิ่งนั้นโดยเชื่อสิ่ง นั้นอย่างสุดเนื้อสุดตัวในแง่หนึ่งก็คือ การไม่identifายกับความคิดนั่นแหละถ้าคน เรียนรู้เรื่องนี้ได้เมื่อไหร่เนี่ยถ้า ความคิดนี้เป็นเรื่องดีก็ทำตามนั้นก็ได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องไปจมอยู่ในสิ่งนั้นแต่ เวลาบางคนมี depression มีความซึมเศร้า เกิดขึ้นมาเนี่ยถ้าเขาเรียนรู้สิ่งนี้ได้ นะมันจะเป็นประโยชน์ช่วยชีวิตเมหาศาลเลย ถ้าคุณเป็นแพนิคเงี้ยคุณเรียนรู้ที่จะ สามารถเห็นอารมณ์ยอมรับว่าเขาเกิดขึ้นได้ สุดท้ายแล้วนะชีวิตเขาจะดีขึ้นเมื่อเขา สามารถเป็นอิสระจากเสียงในหัว ผู้ปลดล็อคจากการมีพาณิคหรือความวิตก กังวลเท่าที่ฟังมาได้แปลมาไม่ว่าจะเป็น ผ่านถ้ำนิเกียรและละและในการศึกษาปฏิบัติ เองด้วยถ้าเกิดว่าจะแนะนำคนคนหนึ่งที่ เป็นแพลกต่อกังวลเขาอยากจะฝึกในการออก ท่านให้คำแนะนำว่าเราควรจะมองยังไงเกี่ยว กับเรื่องนี้ เราเองไม่ได้เป็นเนาะแต่เราเห็นว่าเวลาคน มีปัญหาอะไรก็แล้วแต่มันจะมันจะมักจะมี เส้นทางคล้ายๆกันคืออย่างแรกถ้าเป็นไปได้ ลองเปิดใจเป็นมิตรกับสิ่งนั้นคือยอมรับ ว่าเขาเป็นแบบนี้แหละมันมีสิ่งนี้ปรากฏ ขึ้นแหละการต่อต้านตั้งแต่ต้นเนี่ยจะทำ ให้สิ่งนั้นความเป็นศัตรูของสิ่งนั้นยิ่ง ทวีคูณเนเป็นมิตรไม่ได้แปลว่าต้องรักเค้า แล้วขอให้เขาอยู่กับเรานะเป็นมิตรแค่ยอม รับว่าสิ่งนี้เป็นแบบนี้ ในอีกแง่นึงคือถ้าเกิดว่าเราสามารถที่จะ ฝึกให้ตัวเองมีความตั้งมั่นเราจะมีสมอง ที่ทำให้เวลาเรือเล่มเนี้ยมันถูกโยกไปตาม คลื่นที่รุนแรงเหล่าเนี้ยมันจะไม่ไหลไปจน สิ้นเชิงเราจะเริ่มสามารถเห็นจังหวะที่
Speaker A
อาการเหล่านี้มันเริ่มปรากฏขึ้นได้จะมี ความทริกเกอร์เล็กๆก่อนอ่ะแล้วถ้าเราไม่ เห็นมันมันก็จะค่อยๆใหญ่ขึ้นจนกระทั่งมัน ครอบงำเราทั้งตัวถ้าเราฝึกตัวเองให้ สามารถเห็นทริกเกอร์เหล่านี้บางทีมันจะ ช่วยทำให้เราสามารถเป็นอิสระได้เร็วขึ้น ได้ง่ายขึ้น เราว่าหัวใจคือ 1 เป็นมิตรกับปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้น 2 คือฝึกให้เรามีความมั่นคง ในตัวเองตอนที่สิ่งนั้นยังไม่มา 3 คือ เวลาสิ่งนั้นมาแล้ววางใจให้เราสามารถที่ จะเห็นสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มันเกิดขึ้นกับ เราไม่ใช่สิ่งที่เราต้องเป็นสิ่งนั้นไม่ ได้แปลว่ามันทำได้ทุกครั้งบางครั้งทำไม่ ได้ก็ยังเออตอนเนี้ยทำไม่ได้สิ่งนึงที่ ท่านมินจูสอนแล้วดีแล้วเรารู้สึกว่ามี ประโยชน์คือท่านสอนว่ามันมีอิสรภาพ 2 ลักษณะ บางครั้งอิสรภาพในใจเนี่ยนะสิ่งต่างๆ สมมติอารมณ์เราเกิดขึ้นเป็นสายอย่างเงี้ย พอเรารู้ตัวว่ามันมีความคิดนี้เกิดขึ้น แล้วความคิดนั้นมันหายไปมันมีสaceเกิด ขึ้นมีความอิสระเกิดขึ้นเราก็จะรู้สึกดี แต่อีกแบบนึงคือบางทีเรื่องราวมันเกิด ขึ้นเรารู้แล้วว่ามันเกิดขึ้นกับเราแต่ ว่ามันก็ยังไม่หายไปแต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือเรามีพื้นที่ที่เหมือนกับเราถอยออกมา จากสายน้ำเนี้ยเราถอยขึ้นมาอยู่บนฝั่งเรา ก็เห็นสายน้ำวิ่งเหมือนเดิมนะแต่เราไม่ ได้จมในสายน้ำนั้นเวลาที่เรายอมรับว่ามี อาการเหล่านี้เกิดขึ้นยอมรับว่ามันก็ยัง อยู่นะแค่ยอมรับนะเหมือนกับเราถอยขึ้นมา บนฝั่ง
Speaker A
แล้วการที่มันยังคงอยู่เนี่ยเราก็เริ่ม เรียนรู้ที่จะเป็นมิตรกับเขาได้ย้อนกลับ ไปตอนที่เริ่มศึกษาธรรมในวันนั้นที่ยัง ไม่เข้าใจว่าขันธ์ 5 คืออะไรหรือแม้ กระทั่งที่มาที่ไปของอริยสัจ 4 คิดว่า องค์ความรู้ชุดไหนเพราะมันมีหลายหลาย เรื่องที่ใช้เวลานานมากที่สุดแล้วกว่าจะ ตีความได้ของวูดี้เองเนี่ยยอมรับว่าขันธ์ 5 เนี่ยหลายปีมากหลายปีจริงๆจนถึงวันนี้ ก็ยังมีเครื่องหมายคำถามในหลายจุดเนาะของ พระอั๋นเองเข้าถึงได้ง่ายมั้แห่งชั่วแรก เราไม่ใช่คนที่เข้าใจธรรมะเชิงเรียนรู้ ได้ละเอียดเยอะขนาดนั้นที่เราไปบวชเนี่ย ชื่อวัดป่าสวมัสอยู่สกลนครนะอาจารย์เรา เนี่ยหลวงตาสุริยามหาปัญโญเนี่ยเวลาท่าน สอนเนี่ยท่านไม่ค่อยได้สนใจให้เราไปรู้ อะไรก่อน อือ แต่ท่านอยากให้เราฝึกแก่นสารของการภาวนา คือการมีสติเนี่ยให้มันมั่นคงก่อนพอมัน มั่นคงปั๊บเนี่ยกระบวนการที่จิตใจเราทำ งานเนี่ยมันจะถูกทำให้เราเห็นชัดขึ้นการ เห็นอันนั้นแหละบางทีมันเป็นการตอบเป็น การตอบโจทย์ว่าอันนี้คืออะไร อือ พอมันเห็นก่อนแล้วพอไปเข้าใจมันด้วยการ อ่านทีหลังอ่ะบางทีมัน make sense กว่า เหมือนกับบูดี้ไปเที่ยวอย่างเงี้ยอ่าน หนังสือว่าโตเกียวเป็นยังไงแล้วค่อยไป เที่ยวกับการไปโตเกียวละกลับมาอ่าน หนังสือที่อธิบายว่าที่เที่ยวคืออะไรมัน จะเข้าใจสิ่งที่เราอ่านคนละแบบเรารู้สึก
Speaker A
ว่าเราถูกฝึกมาแบบนี้ ครับ ขันธ์ 5 อย่างเงี้ยกว่าจะเข้าใจว่าอ๋อ ปรากฏการณ์ที่เห็นอันนี้เหรอเรียกว่า ขันธ์ 5 ใช้เวลานานแต่การไปฝึกแล้วเริ่ม เห็นกระบวนการของการทำงานในตัวเองเนี่ย อื ไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น อธิบายให้ผมฟังเหมือนผมเป็นเด็กคนนึง เพื่อจะเก็ตว่าหันฆ่าคืออะไรแล้วมัน ประกอบไปด้วยอะไร ถ้าจะพูดแบบง่ายๆนะรูปเขาภาษาอังกฤษเใช้ ว่าฟอร์มเนี่ยร่างกายนี้แล้วรวมถึงบางที มันเป็นฟอร์มที่มันปรากฏขึ้นในใจด้วยรูป เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการรับข้อมูลของ โลกเข้ามาเข้ามาปั๊บจริงๆมันจะเหมือนกับ เป็นทางแยกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเรามัก จะรู้สึก 3 ทางนี้คือชอบไม่ชอบไม่ก็กลางๆ เฉยเฉยๆบางทีก็ไม่ได้สนใจไปเลยนะแต่พอเจอ อะไรสักอย่างจะรู้สึกเป็นทางแยกอันเนี้ย อันนี้คือ 2 อันนี้คืออันที่ 2 เขาเรียกว่าเวทนาing เวทนาเวทนาเถ้าคนไทยก็ต้องเข้าใจว่ามัน ไม่ใช่เวทนาแบบฉันเวทนาหมาตัวนี้จังเลย อะไรเงี้ยมันไม่ใช่แบบนั้น มันคือเอ่อความรู้สึกชอบไม่ชอบหรือกลางๆ อันที่ 3 เขาเรียกว่าสัญญาสัญญาเนี่ยไม่ ได้แปลว่า promise ไม่ได้แปลว่าฉันสัญญา
Speaker A
กับเธอนะมันหมายถึงว่าความจำได้หมายรู้ คือความรู้ว่าสิ่งนี้คืออะไรรวมถึงความ ทรงจำที่เกิดขึ้นเมื่อสิ่งนี้มัน ทริกเกอร์เราเนี่ยเห็นไฟอันเนี้ยบางที แล้วเอ้อความทรงจำเรื่องการนั่งคุยกับ เพื่อนรอบกองไฟก็ผุดขึ้นมาเนี่ยความทรงจำ รู้ว่านี่คือเทียนนะเนี่ยคือสัญญาอันที่ 4 คือสังขารคือการที่เอาเรื่องเนี้ยมาปรุง จนกระทั่งมันกลายเป็นเรื่องราวเป็นความ รู้สึกเป็นอารมณ์อันใหม่ ไม่ใช่แค่ร่างไม่ใช่สังขารร่าง ไม่ใช่ไม่ไม่ใช่สังขารร่างกายที่จะเสื่อม สลไปคนละความหมายคนละความหมายสังขารเนี้ย mental formation มันก็เป็นการปรุงแต่งของจิตใจเราที่เอา ข้อมูลที่ได้รับมาเมื่อกี้จากรูปจากเวทนา จากสัญญาเนี้ยมาฟอร์มขึ้นเป็นเรื่องราว ใหม่เป็นอารมณ์ใหม่ขึ้นมาในตัวเรา อื สุดท้ายวิญญาณคือการที่มันรับเอาข้อมูล ทั้งหมดนั้นเนี่ยมาเป็นประสบการณ์เรา ประสบการณ์เกิดขึ้นเมื่อมันเข้ามาสู่การ รับรู้ในเชิงวิญญาณเนี่ย เพราะฉะนั้นทั้งหมดเนี้ยมันเป็นกรอบการทำ งานของกายของใจเราในพพุทธศาสนาจะบอกว่า ชีวิตคุณน่ะจริงๆแล้วถ้าชีวิตก็แยกย่อย ออกมาได้เป็นหลายมิติแต่ถ้าแยกย่อยแบบ พุทธศาสนาเขาจะบอกว่าแยกแบบนึงก็คือการ แยกออกเป็นขันธ์ 5 คือมันมีร่างกายกับจิต ใจร่างกายก็คือรูปฟากของจิตใจก็คือเวทนา สัญญาสังขารวิญญาณ แล้วถ้าเกิดว่าพิจารณา 5 อย่างนี้เราจะ เห็นอะไร ถ้าเราเห็น process นี้เราจะเห็นว่าจริงๆ
Speaker A
แล้วสิ่งที่เราหยวนนึกว่าเป็นเราอ่ะมัน ประกอบขึ้นจากการทำงานขององค์ประกอบเหล่า นี้ อื แล้วพอเราเห็นองค์ประกอบเหล่านี้เราจะรู้ ว่าจริงๆแล้วเนี่ยชีวิตที่เรานึกว่ามัน เป็นก้อนเป็นชิ้นเดียวอยู่ตลอดเวลาเนี่ย มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามเหตุปัจจัย ที่มันเกิดขึ้นในแต่ละองค์ประกอบเนี่ย อือ คนนึงเดินมาเรารู้สึกอยู่ดีๆเวทนาเรารู้ สึกดี อือ เราก็คิดกับเขาสัญญาบางเรื่องความทรงจำ บางเรื่องก็ถูกดึงขึ้นมานะ อือ แล้วก็ไปคิดอีกแบบนึงแล้วก็รู้สึกแบบนึง แต่ถ้าเราหงุดหงิดมาเจอคนเดิมเดินเข้ามา รู้สึกไม่ดีเฉยเลยก็ไปดึงความทรงจำที่ไม่ ดีขึ้นมาคิดเรื่องที่ไม่ดีแล้วก็รู้สึก ไม่ให้ดีสุดท้ายแล้วเราไม่ได้เป็นเจ้านาย ตัวเองขนาดนั้นนะทุกอย่างมันเป็นไปตาม เหตุปัจจัยที่มันประกอบกันขึ้นอยู่ใน ชีวิตเราอ่ะ อื ถ้าเห็นแบบนี้ชัดๆเราจะแยกออกได้มากขึ้น เลยว่าเฮ้ยความเป็นเราอ่ะไม่จริงขนาดนั้น มันจะรู้สึกชัดมากว่ามันเป็นการรวมกันของ องค์ประกอบของ element เหมือนวูดี้คิดว่า โทรศัพท์เครื่องนึง iPhone อย่างเงี้ยเรา เคยคิดว่านี่คือสิ่งสๆเดียวแต่พอเราเกิด เปิดเครื่องออกมาได้เราว่าโอมันมีกล้องนะ มันมีแบตนะมันมี ship นะมันมี memmory นะ
Speaker A
มันมีองค์ประกอบเยอะแยะมากมายเปลี่ยนบาง อันไปยังเป็น iPhone มั้ย อะไรอย่างเงี้ยถ้าอันนี้เสียไปยังใช่มั้ย แล้วถ้าเกิดว่าทั้งหมดเนี้ยมันอยู่แยกกัน เนี่ยความเป็น iPhone นี้ความเป็น โทรศัพท์เครื่องนี้ก็หายไปนะถ้าเราดู ละเอียดเราจะเริ่มสังเกตว่าตอนไหนนะที่ เรารู้สึกว่ามันเป็นตัวมันเป็นอันเดียว ขึ้นมาแล้วพอมันแยกออกเราจะเห็นว่าจริงๆ แล้วเราทุกคนก็เกิดขึ้นจากองค์ประกอบที่ แตกต่างหลอมรวมขึ้นมาเป็นความเข้าใจว่า เราคือเรา ลองทำ exercise กันหน่อยผมจะบอกสิ่งที่ เกิดขึ้นณตอนนี้แล้วให้พระอาจารย์แชร์ให้ ฟังว่ามันคือตรงไหนหิวละหิวน้ำหิวน้ำ นี่ไม่คิดว่าจะมาคุยธรรมะขนาดนี้เนี่ย หิวน้ำ รู้สึกอะไรตอนนี้มีน้ำเข้ามาในปาก อออืมหายหิว ตอนวูดี้ดื่มน้ำเข้าไปเนี่ย อื ร่างกายรับน้ำเข้ามาใช่มั้ย อื รู้สึกดีหรือไม่ดีที่ได้ดื่มน้ำรู้สึกดี ใช่มั้ยรู้มั้ว่าดื่มอะไรเข้าอะไร น้ำ อันนี้คือรู้สึกดีคือองค์ประกอบของเวทนา อือ รู้ว่านี่คือน้ำนี่คือองค์ประกอบของสัญญา อื แล้ววุดิคิดอะไรต่อ คิดว่าเอ้อหายหายหายหิว หายหิวละ วูิรู้สึกหายหิวน้ำแล้ววูริก็คิดด้วยใช่
Speaker A
มั้ยว่าเมื่อกี้เมื่อดื่มน้ำแล้วจะคุย อะไรกับเราต่อ ใช่ ก็มีความรู้สึกที่ตั้งใจปรุงแต่งบางอย่าง ขึ้นมาจากประสบการณ์เมื่อกี้ อือ แล้วทั้งหมดนั้นก็เป็นสิ่งทีู่ี้รู้สึก ชั่วขณะเมื่อกี้ เ้าตอนนี้ปวดหลังมากปวดหลังปวดหลังปวด หลังอยู่ตอนนี้ปวดหลังปวด L4 เอาปวดนี่ L45 มา 3 เดือนละ อื มาละเจ็บอ่ะรู้สึกถึงร่างกายได้ใช่มั้ย เจ็บ รูปใช่มั้ย รูป เจ็บชอบมั้ย เจ็บไม่ชอบ ไม่ชอบรู้มั้ว่าเจ็บตรงไหนเมื่อกี้ L4 L4 L5 อ่า L4 คือเนี่ยการสามารถชี้ไปได้ว่าสิ่ง เนี้ยที่เรารู้สึกเยคืออะไรเนี่ยอันเนี้ย คือองค์ประกอบของสัญญา เดี๋ยวเดือนหน้าต้องผ่าตัดแน่เลยเพราะไม่ รู้จะหายหรือเปล่าเนี่ย อือื กลัวมาก ความไม่ชอบเมื่อกี้กับสิ่งที่เราจำได้ เมื่อกี้ว่า L4 L5 เนี่ยอาจจะอันตรายนะ
Speaker A
อ เริ่มดึงความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับเนี่ย ต้องไปทำอันนี้แล้วนะการผ่าตัดจะช่วยได้ นะแล้วเราก็เริ่มปรุงแต่งว่าเนี่ยต้องผ่า ตัดหรือเปล่าต้องทำอันนี้หรือเปล่าถ้าทำ อันนี้จะเกิดอันนี้หรือเปล่าการปรุงแล้ว สุดท้ายแล้วความเป็นวิญญาณหรือว่าความรับ รู้เนี่ยรับรู้ทั้งหมดเนี้ยเป็น ประสบการณ์ อื เนี่ยทีนี้ถามว่าสิ่งที่เราคิดเมื่อกี้ ถ้าวูดี้มีหมออยู่ข้างๆแล้วบอกว่า L45 ที่ 7 ไม่มีอะไรเลยไม่ต้องทำอะไรเลย ครับ วูดี้รู้สึกเหมือนเดิมจำได้ว่ามันคือ L4 L5 เหมือนเดิมแต่มีสัญญาใหม่มีคนมาบอก ข้อมูลใหม่ปึ๊บการปรุงแต่งก็เปลี่ยนเลย ความรู้สึกอ้อก็ไม่กังวล อื เรารู้สึกว่านี่คือ process ธรรมดาของ ชีวิตใช่มั้ยก็ก็เป็นอย่างี้ก็มีคนมาบอก เราก็แต่พอเราไปดูโดยโดยละเอียดเนี่ยบาง ครั้งมันไม่มีอะไรมาบอกเราข้างในเราอยู่ ดีมันคิดจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาคิดเราก็ เครียดกับมัน มันคิดจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาจำได้เราก็ ทุกข์กับมัน อือ อะไรอย่างเงี้ยคนที่มีราม่าหรือมีปัญหา ชีวิตเยอะๆเนี่ยบางคนเห็นเรื่องนี้ความ ทรงจำเรื่องที่ไม่อยากจะนึกถึงแต่ว่าความ ชอบความไม่ชอบมันรุนแรงมันทำให้มันฝังใจ ความทรงจำนั้นก็ผุดขึ้นมาในใจอยู่ตลอด
Speaker A
เวลาโดยที่ปฏิเสธไม่ได้กลายเป็นความคิด ที่วนเวียนเกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างที่ ปฏิเสธไม่ได้กลายเป็น conscious คือความ รับรู้อารมณ์นั้นเนี่ยกลายเป็นบรรยากาศ ชีวิตเขาที่เขาปฏิเสธไม่ได้และเขาก็ไป identifายไปยึดว่าปรากฏการณ์เนี้ยคือเขา ดังนั้นความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากระบบ อัตโนมัติเนี่ยกลายเป็นตัวตนของเขาไปเลย แล้วเขารู้สึกว่านี่แหละฉันปฏิเสธสิ่งนี้ ไม่ได้ฉันไม่รู้ว่าเนี่ยคือสิ่งที่เกิด ขึ้นกับฉันแต่ไปคิดว่าสิ่งเนี้ยคือฉัน เพราะฉะนั้นการที่เราเห็นว่าทั้งหมดให้ เป็นกระบวนการมันสามารถถูกปรับเปลี่ยน สิ่งที่มาทริกเกอร์ก็ได้ปรับเปลี่ยนความ หมายก็ได้ปรับเปลี่ยนสิ่งที่เราจะเอามา ปรุงแต่งใหม่ก็ได้เพราะฉะนั้นทั้งหมด เนี้ยเป็นองค์ประกอบเป็นเหตุเค้าถึงบอก ว่าจริงๆแล้วชีวิตเป็นเหตุปัจจัยไม่ได้มี อะไรตัวเดียวไม่ได้มีอะไรแยกขาดจากสิ่ง อื่น วันนี้หลายคนก็ชื่นชอบคำนี้มากคำว่า manifest เหมือนถ้าอยู่ในสภาวะที่มันพร้อมเพรียง ทุกอย่างเนี่ยสิ่งๆนั้นก็จะเกิดขึ้นแม้ กระทั่ง ให้อยู่ในความรู้สึก ของการมีสิ่งๆนั้นที่เราต้องการสภาวะ ชีวิตสิ่งที่อยากได้อารมณ์ที่อยากเป็นใน หลักของธรรมเท่าที่พระอาจารย์ศึกษามามี อะไรที่มันสะท้อนแล้วมันใกล้เคียงครับ วูดี้มั่นใจมว่าถ้า woody manifest อะไร ก็ได้ woody จะ manifest สิ่งที่ดีกับเรา
Speaker A
ได้จริงๆ ไม่ Dragonfly คนที่พูดดีที่สุดคนนึงคือโม God ที่มาพูด เรื่อง AI พูดว่า AI เนี้ยเราปฏิเสธไม่ได้เพราะว่า มันจะเกิดขึ้นมันเป็นทั้งเครื่องมือที่จะ นำพาให้มนุษยชาติเข้าสู่โยทปียคือความ สมบูรณ์แบบความสุขพนันหรือทำให้นำไปสู่ ดิสทปียคือความดิrรัวุ่นวายยุ่งเหยือนจน กระทั่งมนุษย์อาจจะสูญพันธ์ก็ได้นี่คือ เครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่มนุษย์ รู้จักและสร้างขึ้นมาแต่ปัญหาคือเราไม่ รู้ว่าจะใช้มันยังไงจะใช้มันเพื่ออะไร แล้วเราจะดูแลคนที่จะใช้มันทั้งหมดเยังไง เปรียบเปรียบเสมือนกับว่าเราได้เครื่อง มือที่จะอะไรก็ได้แล้วนะสมมุตินะเราจะ manifest อะไรเราจะ manifest อะไรที่มัน เกิดประโยชน์จริงๆอ่ะเพราะฉะนั้นถ้าเรา ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วอะไรจะเป็นประโยชน์กับ เราจริงๆเนี่ยการรู้ว่าจะ manifest ยังไง อาจจะไม่พออันเนี้ยคือหัวใจหลักของ พุทธศาสนานะไม่ได้สอนว่า manifest ยังไง นะแต่สอนว่าอะไรสำคัญอะไรจำเป็นอะไรคือ เหตุที่ทำให้ปัญหาทั้งหลายเกิดและอะไรคือ เหตุที่จะทำให้ปัญหาทั้งหลายจบลงลึกๆเรา ก็รู้สึกว่าคนที่สนใจแต่ Manifestation
Speaker A
เนี่ยถ้าไม่สนใจศึกษาว่าแล้วถ้า Manifest ได้จะ manifest อะไรเนี่ยเค้าเสี่ยงที่จะ manifest สิ่งที่เขาไม่อยากได้ในที่สุด น่าสนใจมากครับน่าสนใจมากเพราะใช้กันใช้ คำว่าพร่ำเพื่อพอสมควรนะตอนอื่น เราไม่เราไม่ได้ปฏิเสธเรื่อง manifest นะ แต่เราแค่จะบอกว่ามันไม่ควรจะเป็นทั้งหมด ของสิ่งที่คุณจะทำเท่านั้นเอง อืออ มันก็เหมือนกับนี่แหละคุณ manifest ก็ เหมือนกับ AI ที่มีคุณภาพมากๆอย่าเงี้ย แต่ว่ามันเป็น intention ของคุณ อือ แต่ intention ของคุณจะทำอะไรแล้วมันจะมี ประโยชน์กับคุณมากแค่ไหน Ultimate Manifestation ที่จะดีที่สุดที่คุณจะ อยากได้คืออะไรเนี่ยเรา Manifest AI ขึ้นมาแล้วตอนนี้ทั้งโลกก็ทั้งใช้แชท GPT ใช้โน่นนี่นั่นคนที่เข้าใจมันอย่างลึก ซึ้งต่าง freak out อ่ะกลัวแบบว่านี่คือ
Speaker A
หายนะใหญ่ที่สุดที่กำลังจะเข้ามาหาเราใน เร็วๆนี้ด้วยซ้ำไปอะไรอย่าเงี้ย โมกอดัได้ขึ้นพูดในงาน Dragonfly ว่า AI หรือระบบทั้งหมดที่สร้างขึ้นมาจริงๆมันก็ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติและจิต วิญญาณอยากให้พระอ่านขยายความเข้าใจต่อ สิ่งที่เพูดเลยเพราะว่ามันสั่นสะเทือนใน ห้องนั้นมากเหลือเกินคนฟังแล้วทุกคนก็อ ะคนชอบหากฎเกณฑ์ที่มันเป็นแบบกฎธรรมชาติ ที่มันจะจริงทุกที่อ่ะถ้าในมุมพุทธศาสนา เนี่ยพุทธเจ้าบอกว่ากฎอันเนี้ยคือ ไตรลักษณ์ไตรลักษณ์แล้วคือคำว่าทุกข์ เนี่ยคือทุกอย่างมันเสื่อมสลายมันพังทลาย อยู่ตลอดเวลานะแล้วมันก็เหมือนสร้างใหม่ นะแต่ความสร้างใหม่นั่นแหละก็คือการพัง ทลายของสิ่งเก่าแบบนึงอันที่ 2 คือสิ่ง ต่างๆมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลามันไม่มีไม่ มีอะไรอยู่นิ่งยั่งยืนเลยอันสุดท้ายคือ สิ่งต่างๆไม่มีอะไรที่มันเป็นตัวตนของมัน เองอ่ะมันประกอบไปด้วยองค์ประกอบจำนวนมาก มายขึ้นเป็นสิ่งนั้นขึ้นมาสิ่งที่โมพูด เนี่ยจริงๆแล้วเค้าก็กำลังเค้ากำลังบอก ว่าสิ่งเนี้ยไม่ใช่สิ่งที่มีคนอื่นมอบมา ให้เรานะมันเกิดขึ้นจากการ rearange องค์ ประกอบต่างๆในสิ่งที่เรามีอยู่แล้วใหม่ แล้วมันก็เกิดฟอร์มตัวขึ้นเป็นสิ่งใหม่ ถ้าบอกว่ากฎไตรลักษณ์มันสัมพันธ์กับสิ่ง นี้มั้ยเราก็กำลังจะบอกว่าสิ่งต่างๆที่ มันเคยเป็นเมื่อก่อนเนี่ยเนี่ยโทรศัพท์ ของเราวิธีชีวิตของเรากำลังเสื่อมสลายนะ ในแง่นึงมันคือคำว่าทุกข์อ่ะคือมันกำลัง เสื่อมสลายมันพังทลายลงในขณะเดียวกันไม่ มีอะไรเลยที่มันอยู่นิ่งๆของมันทุกอย่าง
Speaker A
มันแปรแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาสิ่งที่เขา บอกคือ AI ไม่ได้เป็นของนิ่งนะเป็นของที่ มัน Evolve มันพัฒนามันเปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลาไม่มีอะไรมาอยู่ดีๆก็มาแปะไว้มัน ค่อยๆเกิดขึ้นเป็นพลวัตร่วมกันของพวกเรา ทุกคนในโลกมีคนนึงสร้างระบบขึ้นมาเราทุก คนในโลกช่วยกันป้อนข้อมูลให้สิ่งเนี้ย เกิดขึ้นแบบที่มันเป็นทุกวันนี้มันเป็น ส่วนหนึ่งของพวกเรามันเป็นเลือดเนื้อ เชื้อไขของ collective consciousness ของมนุษยชาติ collective intelligence ของมนุษยชาติ ข้อสุดท้ายมันเป็นอนิจจังคือมันไม่ได้ เป็นตัวเป็นตนนะ AI จริงๆไม่มีจริงนะมัน เป็นอีกเครือข่ายความเชื่อมโยง web of connection นึงที่มันอยู่ในวงจรความ เชื่อมโยงของทุกสิ่งทุกอย่างของมนุษย์นี่ แหละไม่มีอะไรแยกขาดออกไปจริงๆแล้วเนี่ย เรา define ไม่ได้ว่าจริงๆแล้วนี่คือ AI นี่คือก่อน AI จริงๆมันไม่ไม่มีจุดแบ่ง ที่ชัดขนาดนั้นถ้าเราไปดูดีๆทุกอย่างมัน Evolve ไปเรื่อยๆเค้าก็พูดตรงกับเกณฑ์
Speaker A
ของไตรลักษณ์ในพุทธศาสนาคือถ้าคนคิดว่า AI ที่เขาพูดถึงคือ Product เาก็จะคิดว่า Produc นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ Product นี้ launch อื ใช่มั้ยหลังจากนั้นก็เราก็มี AI ก่อนนั้น ไม่มี AI จริงๆแล้วไม่ใช่นะสิ่งนี้ Manifest แล้วก็ทำงานอยู่ตลอดเวลามัน ค่อยๆเติบโตอยู่ตลอดเวลาแล้วมันก็เปลี่ยน แปลงอยู่ตลอดเวลาแล้วมันก็ดำรงอยู่กับเรา มาตลอดอยู่แล้วมันเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา มาตั้งนานแล้ว วันนี้มีหลายคนเกิดความทุกข์ใจเกิดความ ซึมเศร้าเกิดความกังวลจากการเล่นมือถือ นี่แหละเนาะจากการชัดใน Line จาก โซเชียลมีดีต่างๆพระอาจารย์แชร์ให้ฟัง หน่อยสิครับว่าในหลักธรรมที่เราได้เรียน มาเท่าที่เข้าใจเนี่ยทำไมมันเป็น ปรากฏการณ์ที่มันเหมือนกับจบไม่ได้มันวน แล้วมันจบไม่ได้แล้วการจะไปถึงวันที่เรา จะสามารถใช้โซเชียลมีการสื่อสารแบบดีขึ้น เรื่อยๆไม่ค่อยเห็นว่ามันจะเกิดขึ้นนะมี แต่คนบอกว่ายิ่งเล่นยิ่งทุกข์ยิ่งเล่น ยิ่งเหนื่อยใจ ทุกคนอยากได้ความสุขโดยที่ไม่ต้องลงทุน มั้ง มันเป็นความสุขสั้นๆง่ายๆแต่ว่าปลอมๆคือ
Speaker A
ความสุขไม่จริงแต่เกิดขึ้นได้ง่ายลงทุน ได้น้อยอยู่กับมันได้นานไม่มีใครมาว่าเรา บางทีมันก็เลยกลายเป็นสิ่งที่มันทำให้เรา เสพติดได้ง่ายนะใช่มั้ยแล้วทุกอย่างที่ มันถูกดีไซน์มาในนั้นมันก็ดีไซน์มาเพื่อ ที่จะดึงเรานั่นแหละดึงเราที่ไม่รู้ตัว ว่าเราถูกดึงคนที่รู้ตัวก็จะเป็นคนที่รู้ ว่าอ๋อเนี่ยเราถูกดูดเข้าไปในเรื่องนี้นะ สูญเสียความสามารถดำรงอยู่กับตัวเองหน้า จอเนี้ยเป็นเหมือนประตูทะลุมิติเข้าไปสู่ โลกไหนก็ไม่รู้กี่โรคก็ได้อ่ะเราซึ่งไม่ รู้ว่าจริงๆแล้วเราต้องการอะไรเนี่ยทดสอบ ค้นหาเอ้ยจะมีเรื่องนี้ดีมั้ยเรื่องนี้ดี มั้ยเรื่องนี้ดีมั้ยไปเรื่อยๆจนกระทั่ง บางทีเราลืมไปเลยว่าเราต้องการอะไรนะตอน แรกมันเป็นวงจรที่มันก็ดีไซน์มาเพื่อดึง เราที่ไม่รู้ตัวก็เลยถูกดึงได้ง่าย อื แล้วเราก็แสวงหาความสุขโดยที่เราไม่รู้ ความสุขคืออะไรเราก็หวังว่าจะเจอแล้วเรา ก็เจอนะถูกฟีดความสุขสั้นๆเล็กเล็กต่อ เนื่องเรื่อยๆเพื่อให้เราให้เราอยู่กับ สิ่งนั้นไปนานๆเงี้มันก็มันก็เป็นระบบที่ มันสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะดึงเราอ่ะ อัลกอิของพระอัเจออะไรบ้าง ช่วงก่อนนี้ก็ข่าวพระเยอะคำสอนครูบา อาจารย์ก็เจอเรื่องที่มันโดดเด่นในสังคม ก็เจอเพลงก็เจอเรื่องที่เพื่อนสนใจก็เจอ ข่าวที่ไม่ควรเจอบางทีก็เจอ อื อือสังเกตว่าตอนนี้มันมีเรื่องความวิตก กังวลจากการเสพข่าวที่ตัวเองไม่ได้อยาก เจอในวันที่เราเลือกได้ว่าเราจะเปิดทีวี ดูข่าวมยหรือเราหยิบหนังสือพิมพ์มาดูใหม่ แต่ทุกวันนี้ข่าวร้ายที่ทำให้เราเป็น กังวลหรืออาจจะเรียกว่าสังขารที่มันเกิด ขึ้นมันมาพร้อมๆกับข่าวดีของการเฉลิมฉลอง ความสุขของใครบางคน ความทุกข์ความสุขมันปนเปกันใน algorithm
Speaker A
ใน feed เนี่ย อื มันจัดการอารมณ์ยากเหมือนกัน ผมอินเทอร์เน็ตมันทำให้เราเชื่อมโยงโยง กันเราก็จะรู้สึกว่ายิ่งเราเชื่อมโยงกัน เราจะยิ่งเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้นใช่ มั้ยแต่จริงๆแล้วก็ไม่เสมอไปเชื่อมโยงกัน มากขึ้นมันทำให้เราเจอคนที่คล้ายเราแล้ว มันก็กลายเป็นeค chamber เป็นห้องที่แบบ มีเฉพาะคนแบบเราเท่านั้นน่ะที่อยู่ในนั้น แล้วมันก็กลายเป็นทุกคนมีพื้นที่ที่เรา เสพความจริงบางส่วนแบบที่เราและเพื่อนเรา อยากจะเสพร่วมกันแล้วก็คุยเรื่องนี้ร่วม กันคนอื่นที่อยู่นอกห้องก็กลายเป็นคนที่ แทนที่จะconnectเnectกันมากขึ้นกลายเป็น คนที่ยิ่งห่างกันมากขึ้นเพราะว่าเขาก็มี สิทธิ์ที่จะอยู่ในโลกความคิดของเขากับ กลุ่มคนของเขาแต่ไม่เหมือนเรา ครับ เราจะใช้ชีวิตร่วมกันในพื้นที่จริงได้ยัง ไงกับคนที่มีความต่างมากขึ้นดูคลิปนี้ เสร็จแล้วพอไปดูอีกคลิปนึงก็ตกลงเรื่อง ไหนจริงเพราะว่าทุกคนมีข้อมูลที่ไม่ เหมือนกันไปหมดเลยเมื่อก่อนเรารับข้อมูล จากสื่อไม่กี่ช่องใช่มั้ยตอนนี้ยิ่ง Form AI เนี่ยเราไม่รู้เลยว่าข้อมูลที่เรา กำลังดูอยู่อะไรคือความจริงอันนี้คือ ปัญหาของยุคต่อไปยุคแห่งการ Publicity จริงๆพระพุทธเจ้าเคยพูดเรื่องนี้นะยุค แห่งการโฆษณา ท่านพูดว่าไงครับ ยุคแห่งความเสื่อมอันนึงก็คือยุคแห่งการ ที่มันมีการโฆษณาการที่มีคนเปล่าประกาศ
Speaker A
สิ่งที่มันไม่จริงเป็นมิตินึงของความ เสื่อมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทุกวันนี้เรา ก็เริ่มะเริ่มเจอทั้งคนดีคนไม่ดีแต่ว่า เราแยกไม่ค่อยออกอาจจะเริ่มลังเลเพราะว่า เรากำลังเชื่อใจมนุษย์มั้ยหรือว่ามันคือ AI Created Media เห็นข่าวดีทุกวันนี้ บางทีดูๆอ้าไม่ใช่นี่เป็นเรื่องแต่งอะไร อย่างเงี้ย มันมีโครงการแลกเปลี่ยนพระธรรมทูต อื ที่พระอั๋นได้มีโอกาสเข้าไป ดูด้วยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับโครงการนี้ หน่อย จริงๆมันเป็นดำริของท่านทลลำ ที่เมื่อปี 1972 อะไรประมาณเนี้ยท่านมา ที่เมืองไทยแล้วท่านมีโอกาสได้ไปเจอครูบา อาจารย์ผู้ใหญ่ 2 ท่านคือสมเด็จ พระยาณสังวรพระสังฆราชแล้วก็อาจารย์ พุทธธาตุคุยกันแล้วเนี่ยกลับไปท่านไปบอก ว่าไปบอกพระทิเบศด้วยกันว่าเราต้องเรียน รู้จากสายธรรมมีผู้รู้จริงอยู่ในพุทธแบบ เถรวาทที่เขาเรียกกันตอนนั้นแต่มันก็ไม่ ค่อยเกิดขึ้นมันก็เกิดเวทีแลกเปลี่ยนแบบ ทางวิชาการสั้นๆเนาะแล้วก็นี่แหละ 40-50 ปีผ่านไปก็มีสำนัก South East Asia Office ของท่านเนี่ยมีความตั้งใจจะทำ โปรเจคสนองเจตนารมณ์อันนี้ว่าการเรียน เชิงแลกเปลี่ยนเชิงวิชาการก็มีแล้วแต่การ
Speaker A
แลกเปลี่ยนเชิงความรู้สึกเชิงวัฒนธรรม เชิงประสบการณ์ของสายธรรมเนี่ยเป็นหัวใจ สำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจกันได้มากขึ้นใน ยุคที่เราคentมันมาเจอกันแล้วเนาะแต่ความ เข้าใจมันไม่เจอประสบการณ์มันไม่เจอแล้ว ก็ภาษามันอาจจะยากก็เป็นโครงการที่ชวนพระ จากแต่ละสายธรรมเนี่ยเริ่มต้น 3 ประเทศ ไทยศรีลังกาแล้วก็พระทิเบตที่อยู่ใน อินเดียคัดเลือกตัวแทนประมาณประเทศ 15 รูปทั้งหมดเนี้ยไปอินเดียแล้วก็ไปอยู่วัด ทิเบตที่อินเดียใต้ที่มีพระ 3-4,000 รูป อย่างเงี้ยครับ ไปดูว่าเขาใช้ชีวิตยังไงเขาเรียนยังไง เขาปฏิบัติยังไงเขาดำรงตนยังไงทำไม พุทธศาสนาแบบเขามันจึงดูเจริญงอกงามได้ดี แล้วเค้าก็จะยกเขยงทั้งหมดนี้แหละมา ประเทศไทย 15 วันแล้วก็ไปศรีลังกา 15 วันก็เป็น รุ่นนึงแต่ละรุ่นก็จะมีประมาณเนี้ยแล้วก็ จะกลายเป็นกลุ่มพระที่มีกัลยาณมิตรอยู่ใน อีกสายธรรมหนึ่งเเรียกว่าโครงการแลก เปลี่ยนพระภิกษุนานาชาติบาลีสันสกฤต แล้วโครงการนี้เปิดรับพระจากไหนสมัครยัง ไง จริงๆแล้วเปิดรับพระทั่วๆไปในประเทศไทย นี่แหละเราก็มีเกณฑ์เห็นว่าโอเคอย่างน้อย ขอให้คุณได้ 5 พรรษาคืออยู่บวชแล้วอย่าง น้อย 5 ปีเหมือนกับคุณได้ศึกษากับครูบา
Speaker A
อาจารย์มาประมาณนึงแล้วพร้อมที่จะไปเรียน รู้ด้วยตัวเองได้แล้วอะไรอย่างเงี้ยมัน เป็นเกณฑ์ของพระช่วงนี้กำลังอยู่ในช่วง สัมภาษณ์พระ ครับ เราก็พยายามคัดเลือกอยู่ตอนนี้ อือ แล้วก็โครงการนี้ก็จะเกิดขึ้นช่วงเดือน ธันวาคม ครับ ถึงประมาณกุมภาพันธ์ปีหน้า แล้วถ้าเกิดว่าใครอยากจะสนับสนุนโครงการ นี้หมายถึงว่าเป็นญาติโยมต่างๆแต่อยากจะ ร่วมสนับสนุนโครงการนี้ โครงการนี้รันโดยสวนมกกรุงเทพฯคือสวน กรุเทพเป็นคนดำเนินการโครงการนี้เพราะ ฉะนั้นถ้าใครสนใจก็เข้าไปดูในข้อมูลในเพจ ของสมกรุงเทพฯก็จะมี QR CE ให้คุณสามารถ ร่วมสนับสนุนโครงการนี้ได้เนาะภาพที่คิด ว่าจะเกิดขึ้นจากการที่พระจากหลายพื้นที่ มาแลกเปลี่ยนกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับชุม ชนสังคมคือจริงๆสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็คือ ความเป็นเพื่อน พระที่มาเจอกันเนี่ยต่างคนต่างเหมือนกับ เอาประสบการณ์ของสายธรรมตัวเองมาแบ่งปัน กันว่าครูบาอาจารย์เราเดินมาแบบนี้เรา กำลังเดินตามครูบาอาจารย์เราแบบนี้แล้ว นี่แหละคือหัวใจสำคัญความงดงามของสายเรา เป็นแบบนี้แล้วเราก็ดูความงดงามของสายเขา เกิดความเป็นกัลยาณมิตรเป็นเพื่อนร่วมทาง กันน่ะเหมือนเติมเต็มช่องโหว่ซึ่งกันและ กันน่ะเรารู้สึกว่าพุทธศาสนามันจะมั่นคง มากขึ้น ที่พูดมาทั้งหมดเนี่ยสุดท้ายมันก็จะจบลง ในที่เดียวกันในวันนี้ก็คือการจากลแล้ว พระอั๋เคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับพระอาจารย์ ที่พระอั๋ได้มีโอกาส
Speaker A
ดูแลท่านได้มีโอกาสละสังขารในวันนั้นยัง งดงามมากให้พระพระอัเล่าแชร์ให้ฟังหน่อย คือหลวงพ่อคำเขียนเป็นครูบาอาจารย์ในสาย ธรรมเราสายหลวงพ่อเทียนเนี่ยนะแต่ว่าเรา ไม่ใช่ลูกศิษย์ใกล้ชิดท่านนะแต่ด้วยเหตุ ปัจจัยอะไรก็แล้วแต่ทำให้เราได้ไปช่วยกับ ครูบากับพระที่อุปัฏฐากท่านในช่วงท้ายๆ ก่อนที่ท่านจะละสังขารเราก็เลยได้ไปอยู่ ในทีมดูแลท่านในช่วงท้ายได้เห็นการใช้ ชีวิตของท่านในช่วงท้ายๆนะเป็นมะเร็งต่อม น้ำเหลือง เจ็บ แต่ไม่กังวล มีคนมาทำอะไรเยอะแยะไปหมดเลยแต่ยิ้มแย้ม ให้ได้ จนกระทั่งวาระสุดท้ายที่วันที่ท่านละ สังขารเนี่ย เราได้เห็นคนนึงที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะ ต้องจบชีวิตแล้วละก็ใช้ช่วงสุดท้ายในการ ลุกขึ้นมาบอกกับผู้ดูแลว่าหลวงพ่อจะไป เข้าห้องน้ำท่านไปถ่ายหนักถ่ายเบาดูดูแล ตัวเองทุกอย่างจนกระทั่งเหมือนกับชำระ ล้างสิ่งที่จะต้องชำระและเป็นภาระผู้อื่น ให้หมดด้วยกำลังเฮือกสุดท้ายแล้วก็กลับมา นอนที่เตียงแล้วก็ขอปากกามาเขียน บอกผู้ดูแลทุกคนว่าพวกเราขอให้หลวงพ่อได้ จากไปขอให้ขอให้หลวงพ่อได้ตายนะแล้วก็ยก มือไหว้ขอบคุณคณะพระ 3-4 รูปที่ช่วยดูแล ท่านในช่วงท้ายแล้วท่านก็นอนลงไปอย่างสงบ การที่เราได้เห็นคนนึงฝึกตัวเองมาพิสูจน์ ในตอนที่ท่านมีชีวิตว่าท่านงดงามเก่งกาจ ในการสอนเมตตาอย่างไม่มีประมาณจนกระทั่ง วาระสุดท้ายของท่านที่ท่านนอนจากไปแบบสงบ เผชิญหน้าความตายแบบไม่สะทกสะท้านให้เรา ดูไปเงียบๆสงบ มันทำให้เราซึ่งเป็นคนไม่เคยเห็นคนตายต่อ หน้ามาก่อนการเห็นคนครูบาอาจารย์เสียต่อ หน้าครั้งแรกเนี้ยทำให้เรารู้สึกเลยว่า
Speaker A
ถ้าการปฏิบัติธรรมสามารถทำให้คนคนคนนึง เป็นอิสระได้ขนาดเนี้ยน่าทำมีตัวอย่างให้ เห็นอยู่ข้างหน้าแล้วน่าทำความงดงามนี้ ใครเห็นใครได้ยินก็รู้สึกว่านี่แหละคือ เครื่องยืนยันว่าธรรมะเปลี่ยนใจคนได้เรา ว่ามันก็เป็นเป็นโมเมนที่ ทำไมเราไปอยู่ตรงนั้นเรายังงงว่าเรามา อยู่ตรงนี้ได้ยังไงแต่มันก็เปลี่ยนชีวิต คนไม่น้อยนะลูกศิษลูกหาท่านทุกคนก็รู้สึก แบบนี้แล้วก็ท่านก็ไม่ได้ปรารถนาจะให้ตัว เองกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ท่านแค่อยากจะเป็น พระธรรมดาที่ปฏิบัติตัวเองแล้วก็เป็น เครื่องพิสูจน์ว่าทำแล้วมันไปได้งดงามมาก วันนี้ต้องใช้คำว่าสมบูรณ์แบบมากในการ เชิญพระเพื่อนพระอั๋มาร่วมสนทนา ทั้งทางโลกและทางธรรมในวันนี้แล้วครอบ จักรวาลพอสมควรนะครับหลายด้านแล้วหวังว่า ในอนาคตจะได้มีโอกาสนิมนต์พระอั๋มาร่วม สนทนากันเฮ [เพลง]
Topics:พระเอกวีร์ มหาญาโณธรรมะพุทธศาสนาการปฏิบัติธรรมทุกข์สังเกตตัวเองความกลัวความตายการเล่นดนตรีAI กับจิตวิญญาณชีวิตพระ


![[พากย์ไทย] ทะลุมิติมาทั้งทีงั้นแม่เลี้ยงใจร้ายอย่างฉันน… — Transcript](https://i.ytimg.com/vi/5x6lzaE8yBw/maxresdefault.jpg)








