Skip to content

สิมอีสาน | เรื่องเล่าจากชาวบ้าน ผมเห็นบางอย่างที่ยืนสูงกว่าสิม ตอนผมมองลอดหว่างขา - เล่าเรื่องเล่า

เรื่องเล่าสยองขวัญจากวัดประจำหมู่บ้านเกี่ยวกับสิมเก่าและประสบการณ์มองลอดหว่างขาที่เปลี่ยนภาพวาดให้มีชีวิต

Ask about this video. Answers come from its transcript only — with the timestamp, so you can check them.

Generated from the transcript and can be wrong — check the timestamp.

Key Takeaways

  • วัดและสิมในหมู่บ้านมีความสำคัญทางวัฒนธรรมและความเชื่อพื้นบ้าน
  • เสียงเรียกชื่อและภาพวาดที่เหมือนมีชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อเรื่องผีสาง
  • การทำพิธีตามความเชื่อพื้นบ้านมีขั้นตอนและความสำคัญเพื่อความสมบูรณ์ของพิธี
  • ประสบการณ์ลึกลับอาจถูกมองเป็นเรื่องเล่าขู่เด็กแต่ก็สร้างความตื่นเต้นและความกลัวได้
  • บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมมีผลต่อความรู้สึกและการรับรู้เหตุการณ์เหนือธรรมชาติ

What the video covers

  • เล่าเรื่องประสบการณ์วัยเด็กที่วัดประจำหมู่บ้านซึ่งเป็นทั้งสนามเด็กเล่นและสถานที่พบปะเพื่อน
  • เพื่อนสนิทเล่าถึงเหตุการณ์ลึกลับที่พ่อของเขาเคยเจอเสียงเรียกชื่อและภาพวาดสิมที่ดูมีชีวิต
  • ความเชื่อของคนเฒ่าคนแก่เกี่ยวกับการมองลอดหว่างขาเพื่อพิสูจน์สิ่งลี้ลับที่สิม
  • ผู้เล่าได้ลองทำตามความเชื่อโดยยืนแยกขาและมองลอดใต้หว่างขาแต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ
  • เต้เพื่อนผู้เล่าแนะนำให้ทำพิธีลากทางมะพร้าวรอบสิมครบ 3 รอบตามความเชื่อเพื่อให้ครบขั้นตอน
  • หลังทำพิธีครบ ผู้เล่ากลับไม่พบอะไรผิดปกติและรู้สึกว่าสิ่งที่เล่าอาจเป็นเรื่องขู่เด็ก
  • บรรยากาศวัดเปลี่ยนไปอย่างเงียบสงัดและมีลมพัดแรงพร้อมฝนตกหลังจากพิธี
  • เสียงลึกลับที่ดังขึ้นหลังผู้เล่าเดินออกจากสิมทำให้เรื่องราวมีความน่ากลัวเพิ่มขึ้น
  • เรื่องเล่าผสมผสานความเชื่อพื้นบ้านและประสบการณ์จริงที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกตื่นเต้น
  • เนื้อเรื่องเน้นบรรยากาศและความรู้สึกของตัวละครที่เปลี่ยนไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

Answers

Questions about this video

ทำไมต้องมองลอดหว่างขาเพื่อพิสูจน์สิ่งลี้ลับที่สิม?

ตามความเชื่อของคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน การมองลอดหว่างขาจะช่วยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่หรือสิ่งลี้ลับที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาปกติ โดยเฉพาะเสียงเรียกชื่อที่ไม่มีเจ้าของเสียงชัดเจน

พิธีลากทางมะพร้าวรอบสิมมีความสำคัญอย่างไร?

พิธีนี้เป็นขั้นตอนสำคัญตามความเชื่อพื้นบ้านที่เชื่อว่าต้องลากทางมะพร้าวรอบสิมครบ 3 รอบก่อนจะมองลอดหว่างขา เพื่อให้พิธีสมบูรณ์และสามารถเห็นสิ่งลี้ลับได้จริง

ผู้เล่าเห็นอะไรผิดปกติหลังทำพิธีหรือไม่?

ผู้เล่าไม่ได้เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ หลังทำพิธีครบถ้วน แต่บรรยากาศรอบๆ วัดกลับเงียบสงัดและมีลมพัดแรง พร้อมเสียงลึกลับที่ทำให้เรื่องราวดูน่ากลัวขึ้น

Full Transcript — Download SRT & Markdown

00:10
Speaker A
ก่อนเริ่มเรื่องผมอยากถามทุกคนสักคำ สมัยเด็กๆ เวลาหลังเลิกเรียนหรือช่วงเย็นของวันหยุด พวกคุณเคยมีวัดประจำหมู่บ้านที่ชอบไปนั่งเล่นกันบ้างมั้ยครับ สำหรับผม วัดแห่งนั้นไม่ใช่แค่สถานที่ทำบุญ แต่มันเป็นเหมือนสนามเด็กเล่น เป็นที่นัดเจอเพื่อน เป็นที่ใช้เวลาจนพระอาทิตย์ตกแทบทุกวัน แต่ผมไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งวัดที่ผมคุ้นเคยที่สุดจะกลายเป็นสถานที่ที่ผมไม่กล้ากลับไปอีกเลย เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบได้ไม่นาน ผมชื่อโอดฐ ส่วนเพื่อนที่สนิทที่สุดชื่อเต้ ถึงแม้จะไม่ได้เรียนหนังสือแล้ว แต่ทุกเย็นพวกเราก็ยังชอบเดินมาที่วัดเหมือนตอนเด็กๆ สมัยนั้นลานวัดคึกคักมาก เด็กเล็กวิ่งไล่จับกันอยู่หน้าศาลา เด็กโตเตะบอลอยู่ลานดิน ผู้ใหญ่ก็นั่งคุยกันใต้ต้นไม้ คอยมองลูกหลานเล่นไปด้วย พอแดดเริ่มอ่อน คนในหมู่บ้านก็ทยอยออกมามากขึ้น เสียงหัวเราะเสียงเรียกกันไปมาดังอยู่แทบตลอดเวลา เย็นวันนั้นก็เหมือนกัน ทุกอย่างดูเป็นปกติจนกระทั่งเต้หันมาถามผมขึ้นมาคำหนึ่ง "มึงเคยเห็นผีบ่?" ผมหันไปมองหน้ามันทันที ก่อนหัวเราะออกมา [เสียงหัวเราะ] อยู่ดีๆ ขามอย่างของมึงเต้มันไม่ได้หัวเราะตาม มันกลับมองไปทางสิมเก่าที่อยู่ท้ายวัดอยู่พักนึง ก่อนจะพูดขึ้นว่า "พ่อกูเคยเห็นอยู่หม่องนั่น" ผมหันไปมองตามสิมหลังนั้น ตั้งอยู่เงียบๆ เหมือนทุกวัน เป็นสิมเก่าของวัด ขนาดไม่ใหญ่มาก ผนังด้านนอกมีภาพจิตกรรมโบราณวาดเรียงอยู่รอบทั้งหลัง จนกลายเป็นสิ่งที่เด็กในหมู่บ้านเห็นกันมาตั้งแต่จำความได้ สมัยนั้นพวกผมก็เคยเดินผ่านตรงนั้นบ่อย แต่ไม่เคยมีใครคิดว่าจะมีอะไรแปลก เต้เริ่มเล่าต่อว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนพ่อของมันยังเป็นวัยรุ่น แกก็มาเล่นวัดนี้กับเพื่อนเหมือนกัน วันนั้นหลังจากวิ่งเล่นกันจนเหนื่อย แกกับเพื่อนอีกคนก็เดินมาดูภาพวาดรอบสิม แต่เดินได้ไม่นาน แกก็ได้ยินเหมือนมีคนเรียกเรียกชื่อ ตอนแรกคิดว่าคงเป็นเพื่อนแกล้ง เลยหันกลับไปดูแต่ด้านหลังก็ไม่มีใคร แกก็เลยเดินต่อ ยังไม่ทันพ้นมุมสิม ก็ดังขึ้นอีก คราวนี้กลับดังมาจากอีกฝั่ง แกก็เลยเดินอ้อมไปหา ก็ไม่เจออีก ยิ่งเดินเสียงก็เหมือนยิ่งเปลี่ยนตำแหน่งจนสุดท้าย เพื่อนที่เดินมาด้วยก็หยุดเดินก่อน หันมาถามว่า "มึงได้ยินคือกูบ่นี่?" พ่อของเต้ถึงกับชะงัก เพื่อนกลับได้ยินเหมือนกัน ทั้งสองคนเดินวนรอบสิมอยู่ 2-3 รอบ แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอว่าใครเป็นคนเรียก ตอนนั้นเองเพื่อนของพ่อเต้ก็นึกถึงคำที่ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเคยพูดไว้ ถ้าได้ยินเสียงเรียกแถวสิมแต่หาเจ้าของเสียงไม่เจอ ให้หันหลังให้สิมแล้วก้มมองลอดใต้หว่างขาของตัวเอง พ่อของเต้ไม่เชื่อ แกยังหัวเราะ คิดว่าเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่แต่งขึ้นมา หลอกเด็ก แกก็เลยหันหลังให้สิม แยกขาเล็กน้อยแล้วค่อยๆ ก้มมองลอดใต้หว่างขาของตัวเองลงไป ตอนแรกทุกอย่างยังปกติดี แต่พอเพ่งมองเข้าไปอีกนิด ภาพคนที่ถูกวาดอยู่บนผนังสิมกลับไม่เหมือนเดิม รอยยิ้มที่เคยเป็นเพียงภาพวาดเหมือนค่อยๆ ขยับ บางใบหน้าหันมามอง บางคนกำลังหัวเราะ ราวกับผู้คนทั้งหมดผนังสิมกำลังมีชีวิตขึ้นมาพร้อมกัน พ่อของเต้ตกใจจนรีบเงยหน้าขึ้นก่อนวิ่งหนีออกจากตรงนั้นทันที หลังจากวันนั้นแกไม่เคยเดินเข้าไปใกล้สิมเลย พอเต้เล่าจบ ผมก็ส่ายหน้าพร้อมหัวเราะ สำหรับผมในตอนนั้น เรื่องทั้งหมดมันฟังดูเป็นแค่เรื่องเล่าเอาไว้ขู่เด็กมากกว่า และผมก็ไม่รู้เลยว่าอีกไม่นานผมกำลังจะเป็นคนพิสูจน์เรื่องนั้นด้วยตัวเอง พอผมจบ เต้ก็มองหน้าผมอยู่พักนึง ก่อนจะพูดขึ้นว่า "บ่เสื่อมึงกล้าล่องบ่?" ผมหันไปมองหน้ามันทันที คำถามนั้นทำผมยิ้มออกมา ตอนนั้นผมไม่ได้รู้สึกกลัวเลย กลับรู้สึกว่าเรื่องแค่นี้จะไปพิสูจน์ให้รู้กันเดี๋ยวนั้นก็ได้สิ ไปยานหยังล่ะ ผมลุกขึ้นจากมานั่งปูนทันที เต้ก็ลุกตาม พวกเรา 2 คนเดินผ่านลานวัดที่ยังเต็มไปด้วยเด็กวิ่งเล่น มุ่งตรงไปยังสิมเก่าที่ตั้งอยู่ท้ายวัด สิมหลังนั้นผมเห็นมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยตั้งใจเดินเข้าไปดูใกล้ๆ จริงๆ สักครั้ง ยิ่งเดินเข้าไปผู้คนก็ยิ่งน้อยลง เสียงเด็กที่เคยดังอยู่ด้านหน้าวัดค่อยๆ เบาลงตามระยะทาง ไม่นานผมกับเต้ก็มาหยุดอยู่หน้าสิม ผมเงยหน้ามองตัวอาคารอยู่ครู่หนึ่ง ผนังรอบสิมเต็มไปด้วยภาพวาดเก่าๆ เหมือนที่เคยเห็นมาตลอด บางส่วนเริ่มซีด บางส่วนมีคราบตะไคร้เกาะตามผนัง แต่โดยรวมก็ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวอย่างที่เต้เล่า ผมหันไปมองมันก่อนยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า "เบิ่งดีๆ เด้อ จะได้บ่หาว่ากูเฮ็ดบ่ครบ" เต้พยักหน้าก่อนถอยไปยืนดูเงียบๆ ผมหันหลังให้สิม ยืนแยกขาเล็กน้อย แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ ยอมรับตามตรง พอมายืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ ในใจผมก็แอบลังเลอยู่เหมือนกัน ไม่ใช่เพราะเชื่อ แต่เพราะถ้าจะทำแล้วก็อยากจะทำให้มันจบไป ผมค่อยๆ โน้มตัวลง สายตามองลอดใต้หว่างขาของตัวเองไปยังสิมที่อยู่ด้านหลังผมนิ่งอยู่แบบนั้น ครู่หนึ่ง กวาดสายตามองจากซ้ายไปขวาแล้วมองกลับมาอีกครั้ง ภาพทุกอย่างยังเหมือนเดิม ผนังสิมผนังเดิม ภาพวาดก็ยังเป็นภาพวาดเดิม ไม่มีใครยิ้ม ไม่มีใครขยับ ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ผมเงยหน้าขึ้นก่อนหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วหันไปมองเต้ "เห็นบ่ บ่มีหยังดอก" เต้ยังไม่ทันตอบ จู่ๆ ลมก็พัดเข้ามาอย่างแรง เสียงใบไม้เสียดสีกันดังขึ้นรอบตัว ฝุ่นบนพื้นลอยฟุ้งขึ้นมาชั่วขณะ ผมกับเต้หันมองหน้ากัน ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ เม็ดฝนเม็ดแรกก็ตกลงมากระทบผืนก่อนจะกลายเป็นฝนที่เทลงมาอย่างรวดเร็ว แลนเต้ตะโกนขึ้น พวกเรา 2 คนรีบวิ่งออกจากท้ายวัดทันที ต่างคนต่างแยกกลับบ้าน เพราะคิดว่าเดี๋ยวฝนคงตกหนักกว่านี้ ระหว่างที่ผมกำลังกลับ ในหัวก็ยังนึกขำเรื่องที่เพิ่งทำไปเมื่อครู่ ผมมั่นใจ 100% ว่าคงเป็นเรื่องที่เล่าต่อๆ กันมาเท่านั้น และผมก็ไม่รู้เลยว่าเย็นวันรุ่งขึ้น เต้กำลังจะพาผมกลับมาที่สิมหลังเดิมอีกครั้ง พร้อมกับสิ่งที่มันบอกว่า "เมื่อวานมึงเฮ็ดบ่ครบ" เย็นวันต่อมาผมก็กลับมานั่งอยู่ที่ลานวัดเหมือนเดิม ทุกอย่างยังเป็นบรรยากาศเดิม เด็กวิ่งเล่นกันเต็มลาน ผมนั่งดูเด็กเตะบอลอยู่พักใหญ่ จนเห็นเต้ปั่นจักรยานเข้ามา แต่ครั้งนี้มันไม่ได้ปั่นมาเรื่อยๆ เหมือนทุกวัน มันรีบปั่นตรงมาหาผมจนล้อลื่นไปกับพื้นดิน ตอนเบรกยังไม่ทันลงจากรถ มันก็รีบพูดขึ้นทันที "กูไปถามพ่อกูมาแล้ว" ผมหันไปมองหน้ามันก่อนจะหัวเราะถาม "ยัง?" อีก เต้หอบอยู่เล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ "เมื่อวานมึงเฮ็ดบ่ครบ" ผมขมวดคิ้ว "หมายความว่าได๋?" มันบอกว่าหลังกลับถึงบ้าน มันเอาเรื่องที่ผมไปลองมองลอดใต้หว่างขาไปเล่าให้พ่อมันฟัง ทีแรกพ่อมันตกใจก่อนจะบอกว่า ที่เล่าให้ฟังเมื่อวานมันยังไม่ครบทั้งหมด ผมเงียบฟัง เต้จึงเล่าต่อว่าสมัยก่อน คนเฒ่าคนแก่บางคนเชื่อว่า ก่อนจะก้มมองลอดใต้วางขาต้องเอาทางมะพร้าวมาลากอ้อมสิมให้ครบ 3 รอบเสียก่อน ถึงจะถือว่าทำตามความเชื่อครบทุกขั้น พอมันเล่าจบ ผมก็หลุดหัวเราะออกมา "มึงเว้าคือคนบ่เต็มเลย" เต้มันก็หัวเราะกลับก่อนยักไหล่ "ถ้าบ่เห็นกูเลี่ยงเข่ามึงอาทิตย์นึง" ผมหันไปมองหน้ามันทันที "เว้าอีหลีบ่อีหลี?" ผมแทบไม่ต้องคิด ฟรีตั้งอาทิตย์ ใครจะไม่เอาไป กูสิเอาเข่ามึง เต้ยิ้มทันที พวกเรา 2 คนเดินอ้อมไปทางท้ายวัด บริเวณนั้นมีต้นมะพร้าวอยู่หลายต้น ใต้โคนต้นมีทางมะพร้าวแห้งร่วงอยู่หลายก้าน เต้ก้มลงหยิบขึ้นมา 1 ก้านก่อนยื่นมาให้ผม ผมรับมาถือแล้วส่ายหน้าเบาๆ ในใจตอนนั้นคิดอยู่เรื่องเดียว ถ้าทำเสร็จแล้วไม่เจออะไรวันนี้ผมคงด่ามันยับแน่ จากนั้นพวกเราก็เดินกลับมาที่สิมอีกครั้ง คราวนี้แดดเย็นเริ่มอ่อนลงกว่าเมื่อวาน เวลาน่าจะเกือบ 18:00 น. แล้ว เด็กในลานวัดยังมีอยู่ ผมเดินมายืนที่มุมของสิมก่อนหันไปถามเต้ "เอ้า เริ่มเลยบ่?" มันพยักหน้า "เริ่มโลด" ผมจับทางมะพร้าวไว้ในมือ แล้วค่อยๆ ลากไปกับพื้นดิน เสียงครูดของก้านมะพร้าวดังเบาๆ ไปตลอดทาง เดินไปก็แซวเต้ไป "พอเดินอ้อมมาครบรอบ ผมหันไปยิ้มให้ มันจักสิได้กินข้าวเมื่อใด๋" เต้ไม่ตอบ มีเพียงพยักหน้าให้ผมเดินต่อ ผมจึงเริ่มรอบที่ 2 คราวนี้พอเดินมาถึงด้านหลังของสิม เพิ่งรู้ตัวว่าเสียงเด็กที่เมื่อกี้ยังได้ยินอยู่เริ่มเบาลงมาก ผมหันไปมองลานวัด เด็กหลายคนกำลังเก็บของกลับบ้าน ผู้ใหญ่ก็เริ่มเดินออกจากวัด ทุกอย่างยังดูปกติ ผมจึงไม่ได้ติดใจอะไร เดินต่อไปเรื่อยๆ จนกลับมาครบรอบอีกครั้ง เต้ายังยืนรออยู่ที่เดิม ไม่พูดอะไร ได้แต่ชี้ให้ผมเดินต่อ ผมถอนหายใจเบาๆ ก่อนเริ่มรอบสุดท้าย คราวนี้พอเดินได้ไม่กี่ก้าว ผมเริ่มรู้สึกว่าอากาศเย็นลงกว่าปกติ ไม่ใช่ความเย็นของฝน แต่เป็นความเย็นที่เกิดขึ้นทั้งๆ ที่ฟ้ายังไม่มืด ผมเหลือบมองไปรอบๆ ลานวัดที่เมื่อครู่ยังมีเสียงคน ตอนนี้กลับเงียบลงมาก ลมที่พัดมาตลอดช่วงเย็นค่อยๆ แผ่วลง ผมเดินจนครบ 3 รอบ ก่อนโยนทางมะพร้าววางไว้ข้างข้างทาง แล้วหันกลับมามองเต้ คราวนี้ผมไม่ได้หัวเราะเหมือนเมื่อกี้แล้ว ไม่ใช่เพราะกลัว แต่บรรยากาศรอบตัวมันเปลี่ยนไป จนผมเองก็อธิบายไม่ถูก เต้สบตาผมก่อนพูดสั้นๆ "เอ้า เบิ่ง" ผมหันกลับไปมองสิมอีกครั้ง ตอนนั้นยอมรับเลยว่าเริ่มรู้สึกแปลกๆ ไม่ใช่เพราะเห็นอะไรทั้งๆ ที่ยังไม่มืด แต่ความรู้สึกกลับเหมือนวัดทั้งวัดเงียบลงกว่าปกติ ผมหันไปมองเต้ มันยืนมองผมอยู่เงียบๆ ไม่ได้เร่ง ไม่ได้พูดอะไร ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนหันหลังให้สิม แล้วค่อยๆ ก้มลงมองลอดใต้หว่างขาของตัวเอง ผมนิ่งอยู่แบบนั้นเพียงไม่กี่วินาที กวาดสายตามองจากซ้ายไปขวา ก่อนมองกลับมาอีกครั้ง ไม่มีอะไร ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ภาพวาดก็เป็นภาพวาดรอบสิมอยู่ ผมเงยหน้าขึ้นก่อนหันไปหัวเราะใส่เต้ทันที "เห็นบ่ พ่อบ่มีหยังเลย" เต้ยังไม่ทันตอบ ผมก็พูดต่อ "มึงหลอกกูหลาก ทางมะพร้าวอ้อมซิมฟรี่แท้ๆ" พูดจบผมก็ชี้หน้ามันทันที "อย่าลืมเด้อ เข้าอาทิตย์นึง" เต้ได้แต่หัวเราะแห้ง ส่วนผมก็เดินออกจากตรงนั้นทันที ผมเดินออกมาได้ไม่ถึง 5 ก้าว จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น "โอ๊ด" ผมหยุดเดินทันที เสียงนั้นไม่ดังมากแต่ชัดจนผมจำได้ว่ามันเรียกชื่อผม ผมหันกลับไปมองรอบสิม ผมหันมองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นคนสักคน ตอนนั้นเรื่องที่เต้เล่าเมื่อวานผุดขึ้นมาในหัวทันที พ่อของ...
02:40
Speaker A
พ่อของมันยังเป็นวัยรุ่นแกก็มาเล่นวัดนี้ กับเพื่อนเหมือนกันวันนั้นหลังจากวิ่ง เล่นกันจนเหนื่อยแกกับเพื่อนอีกคนก็เดิน มาดูภาพวาดรอบสิมแต่เดินได้ไม่นานแกก็ได้ ยินเหมือนมีคนเรียกเรียกชื่อตอนแรกคิดว่า คงเป็นเพื่อนแกล้งเลยหันกลับไปดูแต่ด้าน หลังก็ไม่มีใครแกก็เลยเดินต่อ ยังไม่ทันพ้นมุมสิม ก็ดังขึ้นอีกคราวนี้กลับดังมาจากอีกฝั่ง แกก็เลยเดินอ้อมไปหาก็ไม่เจออีกยิ่งเดิน เสียงก็เหมือนยิ่งเปลี่ยนตำแหน่งจนสุด ท้ายเพื่อนที่เดินมาด้วยก็หยุดเดินก่อน หันมาถามว่ามึงได้ยินคือกูบ่นี่พ่อของเต้ ถึงกับชะงักเพื่อนกลับได้ยินเหมือนกัน ทั้ง 2 คนเดินวนรอบสิมอยู่ 2-3 รอบแต่หา เท่าไหร่ก็ไม่เจอว่าใครเป็นคนเรียกตอน นั้นเองเพื่อนของพ่อเต้ก็นึกถึงคำที่ผู้ เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเคยพูดไว้ถ้าได้ยิน เสียงเรียกแถวสิมแต่หาเจ้าของเสียงไม่เจอ ให้หันหลังให้สิมแล้วก้มมองลอดใต้หว่างขา ของตัวเองพ่อของเต้ไม่เชื่อแกยังหัวเราะ คิดว่าเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่แต่งขึ้นมา หลอกเด็กแกก็เลยหันหลังให้สิม กลางขาเล็กน้อยแล้วค่อยๆก้มมองลอดใต้ หว่างขาของตัวเองลงไปตอนแรกทุกอย่างยัง ปกติดีแต่พอเพ่งมองเข้าไปอีกนิดภาพคนที่ ถูกวาดอยู่บนผนังสิมกลับไม่เหมือนเดิมรอย ยิยิ้มที่เคยเป็นเพียงภาพวาดเหมือนค่อยๆ ขยับบางใบหน้าหันมามองบางคนกำลังหัวเราะ ราวกับผู้คนทั้งหมดผนังสิมกำลังมีชีวิต ขึ้นมาพร้อมกันพ่อของเต้ตกใจจนรีบเงยหน้า ขึ้นก่อนวิ่งหนีออกจากตรงนั้นทันทีหลัง จากวันนั้นแกไม่เคยเดินเข้าไปใกล้สิมเลย พอเต้เล่าจบผมก็ส่ายหน้าพร้อมหัวเราะ สำหรับผมในตอนนั้นเรื่องทั้งหมดมันฟังดู เป็นแค่เรื่องเล่าเอาไว้ขู่เด็กมากกว่า
05:02
Speaker A
และผมก็ไม่รู้เลยว่าอีกไม่นานผมกำลังจะ เป็นคนพิสูจน์เรื่องนั้นด้วยตัวเองพอผมจบ เต้ก็มองหน้าผมอยู่พักนึงก่อนจะพูดขึ้น ว่าบ่เสื่อมึงกล้าล่องบ่ผมหันไปมองหน้า มันทันทีคำถามนั้นทำผมยิ้มออกมาตอนนั้นผม ไม่ได้รู้สึกกลัวเลยกลับรู้สึกว่าเรื่อง แค่นี้จะไปพิสูจน์ให้รู้กันเดี๋ยวนั้นก็ ได้สิไปยานหยังล่ะผมลุกขึ้นจากมานั่งปูน ทันทีเต้ก็ลุกตามพวกเรา 2 คนเดินผ่านลาน วัดที่ยังเต็มไปด้วยเด็กวิ่งเล่นมุ่งตรง ไปยังสิมเก่าที่ตั้งอยู่ท้ายวัดสิมหลัง นั้นผมเห็นมาตั้งแต่เด็กแต่ไม่เคยตั้งใจ เดินเข้าไปดูใกล้ๆจริงๆสักครั้งยิ่งเดิน เข้าไปผู้คนก็ยิ่งน้อยลงเสียงเด็กที่เคย ดังอยู่ด้านหน้าวัดค่อยๆเบาลงตามระยะทาง ไม่นานผมกับเต้ก็มาหยุดอยู่หน้าสิมผมเงย หน้ามองตัวอาคารอยู่ครู่หนึ่งผนังรอบสิม เต็มไปด้วยภาพวาดเก่าๆเหมือนที่เคยเห็นมา ตลอดบางส่วนเริ่มซีดบางส่วนมีคราบตะไคร้ เกาะตามผนังแต่โดยรวมก็ไม่ได้มีอะไรน่า กลัวอย่างที่เต้เล่าผมหันไปมองมันก่อน ยิ้มแล้วพูดขึ้นว่าเบิ่งดีๆเด้อจะได้บ่หา ว่ากูเฮ็ดบ่ก็ครบเต้พยักหน้าก่อนถอยไปยืน ดูเงียบๆผมหันหลังให้สิมยืนแยกขาเล็กน้อย แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆยอมรับตามตรงพอมายืน อยู่ตรงนั้นจริงๆในใจผมก็แอบลังเลอยู่ เหมือนกันไม่ใช่เพราะเชื่อแต่เพราะถ้าจะ ทำแล้วก็อยากจะทำให้มันจบไปผมค่อยๆโน้ม ตัวลงสายตามองลอดใต้หว่างขาของตัวเองไป ยังสิมที่อยู่ด้านหลังผมนิ่งอยู่แบบนั้น ครู่หนึ่งกวาดสายตามองจากซ้ายไปขวาแล้ว มองกลับมาอีกครั้งภาพทุกอย่างยังเหมือน เดิมผนังสิมผนังเดิมภาพวาดก็ยังเป็นภาพ วาดเดิมไม่มีใครยิ้มไม่มีใครขยับไม่มี อะไรเปลี่ยนไปเลยผมเงยหน้าขึ้นกอนหัวเราะ ออกมาเบาๆแล้วหันไปมองเต้เห็นบ่บ่มีหยัง ดอกเต้ยังไม่ทันตอบจู่ๆลมก็พัดเข้ามา อย่างแรง
07:23
Speaker A
เสียงใบไม้เสียดสีกันดังขึ้นรอบตัวฝุ่นบน พื้นลอยฟุ้งขึ้นมาชั่วขณะผมกับเต้หันมอง หน้ากันยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อเม็ดฝนเม็ด แรกก็ตกลงมากระทบผืนก่อนจะกลายเป็นฝนที่ เทลงมาอย่างรวดเร็วแลนเต้ตะโกนขึ้นพวกเรา 2 คนรีบวิ่งออกจากท้ายวัดทันทีต่างคน ต่างแยกกลับบ้านเพราะคิดว่าเดี๋ยวฝนคงตก หนักกว่านี้ระหว่างที่ผมกำลังกลับในหัวก็ ยังนึกขำเรื่องที่เพิ่งทำไปเมื่อครู่ผม มั่นใจ 100% ว่าคงเป็นเรื่องที่เล่าต่อๆ กันมาเท่านั้นและผมก็ไม่รู้เลยว่าเย็นวัน รุ่งขึ้นเต้กำลังจะพาผมกลับมาที่สิมหลัง เดิมอีกครั้งพร้อมกับสิ่งที่มันบอกว่า เมื่อวานมึงเห็ดเหนืองบ่ครบ เย็นวันต่อมาผมก็กลับมานั่งอยู่ที่ลานวัด เหมือนเดิมทุกอย่างยังเป็นบรรยากาศเดิม เด็กวิ่งเล่นกันเต็มลาน ผมนั่งดูเด็กเตะบอลอยู่พักใหญ่จนเห็นเต้ ปั่นจักรยานเข้ามาแต่ครั้งนี้มันไม่ได้ ปั่นมาเรื่อยๆเหมือนทุกวันมันรีบปั่นตรง มาหาผมจนล้อลื่นไปกับพื้นดินตอนเบรกยัง ไม่ทันลงจากรถมันก็รีบพูดขึ้นทันทีกูไป ถามพ่อกูมาแล้วผมหันไปมองหน้ามันก่อนจะ หัวเราะถามยังอีกเต้หอบอยู่เล็กน้อยก่อน จะพูดต่อเมื่อวานมึงเฮ็ดบ่ครบผมขมวดคิ้ว หมายความว่าได๋มันบอกว่าหลังกลับถึงบ้าน มันเอาเรื่องที่ผมไปลองมองลอดใต้หว่างขา ไปเล่าให้พ่อมันฟังทีแรกพ่อมันตกใจก่อนจะ บอกว่าที่เล่าให้ฟังเมื่อวานมันยังไม่ครบ ทั้งหมดผมเงียบฟังเต้จึงเล่าต่อว่าสมัย ก่อนคนเฒ่าคนแก่บางคนเชื่อว่าก่อนจะก้ม มองลอดใต้วางขาต้องเอาทางมะพร้าวมาลาก อ้อมซิมให้ครบ 3 รอบเสียก่อนถึงจะถือว่า ทำตามความเชื่อครบทุกขั้นพอมันเล่าจบผมก็ หลุดหัวเราะออกมามึงเว้าคือคนบ่เต็มเลย
09:27
Speaker A
เต้มันก็หัวเราะกลับก่อนยักษ์ไหล่ถ้าบ่ เห็นกูเลี่ยงเข่ามึงอาทิตย์นึงผมหันไปมอง หน้ามันทันทีเว้าอีหลีบ่อีหลีผมแทบไม่ ต้องคิดฟรีตั้งอาทิตย์ใครจะไม่เอาไปกูสิ เอาเข่ามึงเต้ยิ้มทันทีพวกเรา 2 คนเดิน อ้อมไปทางท้ายวัดบริเวณนั้นมีต้นมะพร้าว อยู่หลายต้นใต้โคนต้นมีทางมะพร้าวแห้ง ร่วงอยู่หลายก้านเต้ก้มลงหยิบขึ้นมา 1 ก้านก่อนยื่นมาให้ผมผมรับมาถือแล้วส่าย หน้าเบาๆในใจตอนนั้นคิดอยู่เรื่องเดียว ถ้าทำเสร็จแล้วไม่เจออะไรวันนี้ผมคงด่า มันยับแน่จากนั้นพวกเราก็เดินกลับมาที่ สิมอีกครั้งคราวนี้แดดเย็นเริ่มอ่อนลง กว่าเมื่อวานเวลาน่าจะเกือบ 18:00 น.แล้ว เด็กในลานวัดยังมีอยู่ผมเดินมายืนที่มุม ของสิมก่อนหันไปถามเต้เอ้าเริ่มเลยบ่มัน พยักหน้าเริ่มโลดผมจับทางมะพร้าวไว้ในมือ แล้วค่อยๆลากไปกับพื้นดินเสียงครูดของ ก้านมะพร้าวดังเบาๆไปตลอดทางเดินไปก็แซว เต้ไปพอเดินอ้อมมาครบรอบผมหันไปยิ้มให้ มันจักสิได้กินข้าวเมื่อใด๋เต้ไม่ตอบมัน เพียงพยักหน้าให้ผมเดินต่อผมจึงเริ่มรอบ ที่ 2 คราวนี้พอเดินมาถึงด้านหลังของสิม เพิ่งรู้ตัวว่าเสียงเด็กที่เมื่อกี้ยัง ได้ยินอยู่เริ่มเบาลงมากผมหันไปมองลานวัด เด็กหลายคนกำลังเก็บของกลับบ้านผู้ใหญ่ก็ เริ่มเดินออกจากวัดทุกอย่างยังดูปกติผม จึงไม่ได้ติดใจอะไรเดินต่อไปเรื่อยๆจน กลับมาครบรอบอีกครั้งเตยังยืนรออยู่ที่ เดิมไม่พูดอะไรได้แต่ชี้ให้ผมเดินต่อผม ถอนหายใจเบาๆก่อนเริ่มรอบสุดท้ายคราวนี้ พอเดินได้ไม่กี่ก้าวผมเริ่มรู้สึกว่า อากาศเย็นลงกว่าปกติไม่ใช่ความเย็นของฝน
11:29
Speaker A
แต่เป็นความเย็นที่เกิดขึ้นทั้งๆที่ฟ้า ยังไม่มืดผมเหลือบมองไปรอบๆลานวัดที่ เมื่อครู่ยังมีเสียงคนตอนนี้กลับเงียบลง มากลมที่พัดมาตลอดช่วงเย็นค่อยๆแผ่วลงผม เดินจนครบ 3 รอบก่อนโยนทางมะพร้าววางไว้ ข้างข้างทางแล้วหันกลับมามองเต้คราวนี้ผม ไม่ได้หัวเราะเหมือนเมื่อกี้แล้วไม่ใช่ เพราะกลัวแต่บรรยากาศรอบตัวมันเปลี่ยนไป จนผมเองก็อธิบายไม่ถูกเต้สบตาผมก่อนพูด สั้นๆเอ้าเบิ่งผมหันกลับไปมองสิมอีกครั้ง ตอนนั้นยอมรับเลยว่าเริ่มรู้สึกแปลกๆไม่ ใช่เพราะเห็นอะไรทั้งๆที่ยังไม่มืดแต่ ความรู้สึกกลับเหมือนวัดทั้งวัดเงียบลง กว่าเดิมผมหันไปมองเต้ มันยืนมองผมอยู่เงียบๆไม่ได้เร่งไม่ได้ พูดอะไรผมสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนหันหลังให้ สิมแล้วค่อยๆก้มลงมองลอดใต้หว่างขาของตัว เองผมนิ่งอยู่แบบนั้นเพียงไม่กี่วินาที กวาดสายตามองจากซ้ายไปขวาก่อนมองกลับมา อีกครั้งไม่มีอะไรทุกอย่างยังเหมือนเดิม ภาพวาดก็เป็นภาพวาดรอบสิมอยู่ผมเงยหน้า ขึ้นก่อนหันไปหัวเราะใส่เต้ทันทีเห็นบ่ พ่อบ่มีหยังเลยเต้ยังไม่ทันตอบผมก็พูดต่อ มึงหลอกกูหลากทางมะพร้าวอ้อมซิมฟรี่แท้ๆ พูดจบผมก็ชี้หน้ามันทันทีอย่าลืมเด้อเข้า อาทิตย์นึงเต้ได้แต่หัวเราะแห้งส่วนผมก็ เดินออกจากตรงนั้นทันทีผมเดินออกมาได้ไม่ ถึง 5 ก้าวจู่ๆก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นโอ๊ด ผมหยุดเดินทันทีเสียงนั้นไม่ดังมากแต่ชัด จนผมจำได้ว่ามันเรียกชื่อผมผมหันกลับไป มองรอบสิม ผมหันมองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นคนสักคนตอน นั้นเรื่องที่เต้เล่าเมื่อวานผุดขึ้นมาใน หัวทันทีพ่อของมันก็เริ่มจากได้ยินเสียง เรียกแบบนี้เหมือนกันผมยืนนิ่งอยู่ครู่ หนึ่งในใจเริ่มลังเลจะเดินกลับบ้านต่อ
13:37
Speaker A
หรือจะลองอีกครั้งสุดท้ายความอยากรู้ชนะ ผมหันกลับไปมองสิมอีกครั้งแล้วเดินกลับไป ยังจุดเดิมช้าๆเต้ยืนมองผมด้วยสีหน้า หงุ่นมึงสิไปไสอีกผมไม่ได้ตอบผมเพียงยืน หันหลังให้สิมก่อนค่อยๆก้มลงมองลอดใต้ หวังขาของตัวเองคราวนี้ผมเห็นชายแก่คนนึง ยืนอยู่ตรงมุมสิมเขาสวมเสื้อผ้าแบบโบราณ สีซีดจนแทบกลืนไปกับผนังยืนหันข้างไม่ ขยับตัวผมสะดุ้งจนรีบเงยหน้าขึ้นทันทีพอ มองด้วยสายตาปกติตรงนั้นกลับว่างเปล่าไม่ มีใครอยู่เลยผมขมวดคิ้วก่อนค่อยๆก้มลงอีก ครั้งชายแก่คนนั้นยังอยู่ที่เดิมแต่ครั้ง นี้เขาไม่ได้หันข้างแล้วใบหน้าของเขา กำลังหันมาทางผมถึงแม้จะอยู่ไกลแต่ผมรู้ สึกได้ว่าเขากำลังจ้องมาที่ผมผมรีบเงย หน้าขึ้นอีกครั้งภาพทั้งหมดก็หายไปเหมือน เดิมเต้เห็นผมยืนนิ่งมันรีบเดินเข้ามา เป็นหยังผมหันไปมองมันก่อนตอบเสียงเบา กูคือเห็นคนเต้รีบหันไปมองรอบสิมอยู่ครู่ หนึ่งก่อนสายหน้าบ่มีไผเด้อผมหันกลับไป มองสิมอีกครั้งหัวใจเริ่มเต้นเร็วขึ้น เรื่อยๆเพราะตอนนี้ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้ว ว่าเมื่อครู่ผมเห็นคนจริงๆหรือกำลังเห็น อะไรบางอย่าง ผมยืนนิ่งอยู่พักหนึ่งพยายามหาเหตุผลกับ สิ่งที่เพิ่งเห็นหรือผมจะตาฝาดหรือเป็น เพราะก้มมองนานเกินไปแต่ไม่ว่าจะคิดยังไง ภาพชายแก่คนนั้นก็ยังติดอยู่ในหัวไม่ยอม หายเต้เห็นผมเงียบไปมันจึงเดินเข้ามาใกล้ อีกนิดมึงเห็นอีหยังผมส่ายหน้าช้าๆก่อน ตอบเบาๆกูบ่ฮู้ผมหันกลับไปมองสิมอีกครั้ง ด้วยสายตาปกติทุกอย่างยังเหมือนเดิมไม่มี คนแก่ไม่มีใครยืนอยู่รอบสิมเพียงสิมเก่า ที่ตั้งเงียบอยู่เหมือนทุกวันผมสูดหายใจ เข้าลึกๆก่อนตัดสินใจอีกครั้งถ้าจะให้รู้ ว่าเมื่อกี้เห็นจริงหรือคิดไปเองก็คงต้อง ดูให้แน่ผมหันหลังให้สิมแล้วค่อยๆก้มลง มองลอดใต้หว่างขาของตัวเองอีกครั้งคราว นี้ชายแก่คนนั้นยังยืนอยู่ตรงเดิมแต่เขา ไม่ได้อยู่เพียงคนเดียวแล้วข้างๆเขามีชาย
16:09
Speaker A
หญิงอีกหลายคนยืนอยู่เงียบเงียบบางคนอยู่ ใต้ต้นไม้บางคนยืนพิงกำแพงสิมบางคนยืน อยู่ตรงบันไดทุกคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบ โบราณไม่มีใครพูดไม่มีใครเดินทุกคนเพียง ยืนนิ่งแล้วมองมาทางผมผมรีบเงยหน้าขึ้น ทันทีภาพทั้งหมดก็หายไปเหลือเพียงลานวัด ที่ว่างเปล่าหัวใจผมเริ่มเต้นแรงขึ้นไม่ ใช่เพราะตกใจอย่างเดียวแต่เพราะตอน ผมเริ่มเชื่อแล้วว่าสิ่งที่เห็นเมื่อครู่ ไม่ใช่ภาพลวงตาเต้รีบถามเห็นอีกบ่ผมพยัก หน้าช้าๆแต่ยังไม่รู้จะอธิบายยังไงเพราะ สิ่งที่เห็นต่อให้เป็นผมเองก็ยังไม่อยาก เชื่อผมมองสิมด้วยสายตาปกติอีกครั้งก่อน จะตัดสินใจก้มลงเป็นครั้งสุดท้ายทันทีที่ สายตามองรอดใต้หว่างขาผมแทบลืมหายใจคนที่ เมื่อครู่มีเพียงเพียงไม่กี่คนตอนนี้กลับ เพิ่มขึ้นเต็มรอบสิมทั้งด้านหน้าด้านข้าง และด้านหลังมีทั้งผู้ชายผู้หญิงคนแก่และ เด็กยืนกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นที่ทุกคน แต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบโบราณใบหน้าเรียบ เฉยไม่มีใครพูดไม่มีใครขยับตัวราวกับ กำลังยืนรออะไรบางอย่างแล้วสายตาของผมก็ สะดุดเข้ากับบางสิ่งด้านหลังสิมาดำรูป ร่างสูงผิดมนุษย์ยืนพ้นหลังคาสิมขึ้นมา ตอนแรกผมนึกว่าเป็นต้นไม้แต่พอเพ่งมองดีๆ มันกลับมีรูปร่างเหมือนคนผอมสูงยืนนิ่ง ไม่ไหวติงทั้งที่อยู่ไกลมากแต่ผมก็กลับ รู้สึกได้ว่ามันกำลังหันหน้ามาทางผมผม สะดุ้งจนรีบเงยหน้าขึ้นทันทีภาพทั้งหมดก็ หายไปผมหันไปมองเต้ ตอนนั้นผมเริ่มพูดไม่ออกแล้วเพราะผมมั่น ใจว่าสิ่งที่เห็นเมื่อครู่ไม่ใช่ภาพที่ตา ฝาดแน่นอนผมยืนแข็งอยู่ตรงนั้นในหัวตอน นั้นว่างเปล่าไปหมดผมพยายามบอกตัวเองว่า สิ่งที่เห็นเมื่อครู่อาจเป็นแค่ภาพลวงตา แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงผมก็อธิบายไม่ได้ทำไม ทุกครั้งที่ก้มลงคนพวกนั้นถึงปรากฏขึ้น แต่พอเงยหน้าทุกอย่างกลับหายไปเหมือนไม่ เคยมีอะไรเกิดขึ้นเต้เดินเข้ามาใกล้อีก นิดก่อนถามผมด้วยสีหน้าสงสัยมึงเห็นอีกบ่
18:47
Speaker A
ผมพยักหน้าช้าๆแต่ยังไม่รู้จะอธิบายยังไง เพราะสิ่งที่เห็นต่อให้เป็นผมเองก็ยังไม่ อยากเชื่อผมจึงพูดได้เพียงสั้นๆกูกูสิลอง อีกเทื่อพูดจบผมก็หันหลังให้สิมอีกครั้ง คราวนี้ผมค่อยๆก้มลงช้ากว่าทุกครั้งทันที ที่สายตามองลอดใต้หว่างขาภาพทั้งหมดก็ กลับมาอีกครั้งคนโบราณจำนวนมากยังยืนอยู่ รอบสิม ขยับไม่มีใครส่งเสียงทุกคนเพียงยืนอยู่ใน ตำแหน่งเดิมราวกับเวลาของพวกเขาหยุดนิ่ง ไปแล้วแต่ครั้งนี้สายตาของผมไม่ได้มองคน เหล่านั้นผมกลับมองเลยไปด้านหลังสิมร่าง สูงมะหึมายังยืนอยู่ตรงเดิมคราวนี้ผมเห็น มันชัดชัดกว่าเดิมลำตัวผอมจนเห็นโครง กระดูกนูนผ่านผิวหนังแขนทั้งสองข้างยาว ผิดสัดส่วนห้อยลงมาเกือบถึงพื้นคอของมัน ยาวกว่ามนุษย์หลายเท่าศีรษะสูงพ้นหลังคา สิมดูเหมือนกำลังยืนเฝ้าวัดทั้งวัดอยู่ มันยืนนิ่งสนิทนิ่งจนผมไม่แน่ใจว่ามัน เป็นสิ่งมีชีวิตหรือเป็นเพียงเงาขนาดใหญ่ ผมจ้องมันอยู่ไม่กี่วินาทีก่อนจะรู้สึก ว่ามีบางอย่างกำลังเปลี่ยนไปร่างโบราณที่ ยืนอยู่รอบสิมคงนิ่งเหมือนเดิมแต่ร่างสูง ด้านหลังกลับค่อยๆขยับไม่ใช่ลำตัวไม่ใช่ แขนแต่เป็นศีรษะของมันมันค่อยๆหันมาทีละ นิดช้ามากช้าจนผมรู้สึกเหมือนเวลารอบตัว เดินช้าลงลำตัวของมันยังหันไปอีกทางแต่ ศีรษะกำลังหมุนกลับมาหาผมทีละน้อยทีละ น้อยจนในที่สุดใบหน้าของมันก็หันมาตรงกับ สายตาผมพอดีวินาทีนั้นผมรู้ทันทีมันไม่ ได้แค่ยืนอยู่ตรงนั้นแต่มันเห็นผมแล้ว ความเย็นวาบเล่นจากไ้ทอยลงไปถึงแผ่นหลัง ขาทั้งสองข้างแทบไม่มีแรงผมตกใจจนเสีย หลักร่างทั้งร่างล้มคว่ำลงกับพื้นดินทัน ทีจังหวะที่พยายามยันตัวลุกขึ้นร่างของผม กลับหมุนไปด้านข้างศีรษะลอดผ่านวางขาของ ตัวเองโดยไม่ตั้งใจผมไม่ได้คิดอะไรในตอน นั้นสิ่งเดียวที่ต้องการคือลุกขึ้นแล้ว วิ่งผมรีบยันตัวขึ้นอย่างลนลานก่อนหัน กลับไปมองสิมอีกครั้งคราวนี้ผมไม่ได้กุ้ม
21:24
Speaker A
มองลอดใต้หว่างขายอีกแล้วแต่คนโบราณทั้ง หมดยังคงยืนอยู่รอบสิมชัดเจนเหมือนคนที่ ยืนอยู่ตรงหน้าจริงๆไม่ใช่ภาพที่มองผ่าน หว่างขาอีกต่อไปทุกคนหันหน้ามาทางผมพร้อม กันไม่มีใครพูดไม่มีใครขยับตัวแต่สายตา ของพวกเขากำลังจับจ้องมาที่ผมคนเดียวส่วน ร่างสูงมหึมายังคงยืนอยู่ด้านหลังใบหน้า ของมันยังหันมาทางผมไม่ละสายตาแม้แต่ วินาทีเดียวตอนนั้นสติผมขาดสะบั้นผมหัน หลังแล้วออกวิ่งสุดแรงทันทีโอ๊ตโอ๊ต เสียงเต้ตะโกนเรียกดังตามหลังมาแต่ผมไม่ หันกลับไปอีกเลยผมวิ่งออกจากวัดเพราะใน หัวของผมตอนนั้นมีเพียงความคิดเดียวผม ต้องหนีออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ผมวิ่งไม่คิดชีวิตตอนนั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าตัวเองวิ่งผ่านอะไรบ้างรู้แต่ว่ายิ่ง ออกห่างจากวัดได้เท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น เสียงเต้ยังตะโกนไล่หลังมาเป็นระยะโอธาน แน่แต่ผมไม่หยุดผมไม่กล้าหันกลับไปดูด้วย ซ้ำเพราะในหัวมีแต่ภาพเมื่อครู่ภาพของคน โบราณที่ยืนอยู่รอบสิมและร่างสูงมหึมาที่ หันหน้ามามองผมปั่นจักรยานกลับบ้านทั้ง ที่ขายังสั่นจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าปั่นเร็ว แค่ไหนรู้ตัวอีกทีก็มาจอดอยู่หน้าบ้าน แล้วบ้านผมเป็นบ้าน 2 ชั้นล่างก่อปูนส่วน ข้างบนเป็นไม้ผมรีบจูงจักรยานเข้าไปไว้ ใต้ถุนก่อนวิ่งขึ้นบันไดแบบไม่คิดอะไรพอ เข้าห้องได้ผมรีบปิดประตูนั่งพิงฝาอยู่ พักใหญ่หัวใจยังเต้นแรงไม่หยุดผมพยายาม บอกตัวเองว่าที่เห็นทั้งหมดอาจเป็นเพราะ ตกใจหรืออาจจะคิดมากไปเองแต่ยิ่งพยายาม คิดแบบนั้นภาพของคนพวกนั้นก็ยิ่งย้อนกลับ เข้ามาในหัวไม่นานเสียงแม่ก็ดังขึ้นมาจาก ชั้นล่างโอ๊ต ลงมากินข้าวผมสูดลมหายใจก่อนตอบกลับไปบ่ หิวแม่ไม่ได้ถามอะไรต่อส่วนผมก็ยังนั่ง อยู่ที่เดิมจนฟ้ามืดสนิทคืนนั้นผมนอนไม่ หลับเลยทุกครั้งที่หลับตาผมจะเห็นภาพเดิม
23:51
Speaker A
วนกลับมาจนกระทั่งประมาณกลางดึกผมได้ยิน เสียงหนึ่งดังขึ้นเป็นเสียงยาวฟังคล้ายคน ร้องแต่ก็ไม่เหมือนคนเสียงนั้นดังแว่วมา จากไกลๆแล้วค่อยๆเงียบลงไม่นานก็ดังขึ้น มาอีกครั้งคราวนี้เหมือนใกล้กว่าเดิมผม นอนนิ่งไม่กล้าขยับตัวยิ่งฟังยิ่งรู้สึก ว่าเสียงนั้นดังมาจากทางวัดมันดังเป็น ช่วงแล้วก็หายไปก่อนจะกลับมาอีกครั้งทั้ง คืนผมแทบไม่ได้หลับจนสุดท้ายความสงสัยก็ เริ่มมากกว่าความกลัว ผมค่อยๆลุกจากที่นอนเดินไปที่หน้าต่าง ห้องมือที่จับบานหน้าต่างสั่นจนผมรู้สึก ได้ผมแง้มออกเพียงนิดเดียวแล้วมองออกไป บ้านผมอยู่ไม่ไกลจากวัดมากนักถึงจะมองไม่ เห็นตัวสิมแต่ยังพอมองเห็นแนวต้นไม้ บริเวณวัดได้ตอนแรกผมไม่เห็นอะไรแต่พอ เพ่งมองไปเรื่อยๆหัวใจผมก็แทบหยุดเต้น เหนือแนวต้นไม้มีเงาดำขนาดมะขือมายืนอยู่ มันสูงจนมองเห็นได้แม้อยู่ไกลขนาดนั้นผม มองไม่เห็นใบหน้าของมันแต่ผมรู้ทันทีว่า มันคือร่างเดียวกับที่ยืนอยู่หลังสิมอยู่ ตรงนั้นไม่เดินไม่ขยับเพียงยืนอยู่เงียบๆ ราวกับเฝ้ามองอะไรบางอย่างผมรีบปิด หน้าต่างทันทีก่อนถอยหลังออกมาแล้วคลุม โปรงอยู่บนเตียงจนกระทั่งตั้งฟ้าสว่าง เช้าวันนั้นผมไม่รอให้เต้มาหาเพราะตอนนี้ ผมต้องการคำตอบเพียงอย่างเดียวว่าเมื่อ คืนสิ่งที่ผมเห็นมันคืออะไรกันแน่ เช้าวันนั้นผมไม่รอช้ารีบปั่นจักรยานไป ที่บ้านของเต้ทันทีพอไปถึงผมกลับไม่เจอ เต้แต่เจอพ่อของมันกำลังเตรียมอุปกรณ์จะ ออกไปทำนาแกหันมาเห็นผมก่อนยิ้มแล้วทักมา แต่เศร้าแท้มีหยังเบาะผมรีบเดินเข้าไปหา ก่อนพูดกับแกทันที อ่ะผมมีเรื่องสิเล่าพ่อเต้เห็นสีหน้าของ ผมก็วางของในมือลงก่อนนั่งฟังผมเล่าทุก อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวานตั้งแต่ลากทาง มะพร้าวอ้อมสิมก้มครั้งแรกแล้วไม่เห็น อะไรเดินออกมาได้ยินเสียงเรียกชื่อย้อน กลับไปดูอีกครั้งเห็นคนแก่เห็นคนจำนวนมาก
26:35
Speaker A
ยืนอยู่รอบสิม ร่างสูงมะฮึมาที่ค่อยๆหันหน้ามามองผมรวม ทั้งเรื่องเมื่อคืนที่ผมยังเห็นมันจาก หน้าต่างห้องนอนพอผมเล่าจบพ่อเต้ก็นั่ง นิ่งไปพักใหญ่สีหน้าของแกเปลี่ยนไปทันที ก่อนจะถอนหายใจยาว เฮ้อ[เสียงถอนหายใจ] อาคิดบ่ฮอดฮอดดอกว่ากูเล่าให้มันฟังแล้ว มันสิพาเอ็งไปลองของอีหลีแกส่ายหน้าช้าๆ ก่อนพูดต่อตอนแรกอ้าแค่อยากให้มันย่านสิ ได้บ่ไปเล่นแถวนั้นอีก ผมนั่งเงียบอยู่พักหนึ่งก่อนตัดสินใจพูด สิ่งที่ค้างอยู่ในใจออกมาอ่าตอนนี้ผมบ่ ต้องก้มรอดวางขาแล้วผมก็ยังเห็นคือเก่า ทันทีที่ได้ยิน สีหน้าของพ่อเต้ก็เปลี่ยนไปทันทีแกเงย หน้ามองผมก่อนนิ่งเงียบอยู่ครู่นึงจาก นั้นก็ลุกขึ้นยืนช้าๆบ่ดีแล้วแกพึมพำเบาๆ เหมือนกำลังพูดกับตัวเองก่อนหันกลับมามอง ผมอีกครั้งมีอยู่วิธีเดียวผมรีบถามทันที วิธีอีหยังครับพ่อเต้ถอนหายใจก่อนอธิบาย ช้าๆเอ็งจำได้บ่ ตอนเมื่อวานเอ็งล่มนาควำแล้วกลิ้งผมรีบ พยักหน้าจำได้ครับนั่นล่ะคนเฒ่าเพิ่นว่า มันคือการเปิดทางคือการหลงเขาไปทางของเขา ผมเริ่มรู้สึกหนาวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวพ่อ เต้จึงพูดต่อถ้าสิออกมาก็ต้องย่อนคลื่น ทางเดิมผมขมวดคิ้วแกจึงบอกวิธีอย่างชัด เจนเอาทางมะพร้าวเส้นเดิเดิมลากทวนเข็ม นาฬิกาแล้วกลิ้งย้อนกลับมาตรงที่เอ็งล่ม เห็ดให้ไหว้ที่สุดแกมองหน้าผมนิ่งๆก่อน พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นไปเดี๋ยวนี้ผมไม่ รอช้ารีบวิ่งขึ้นไปบนบ้านปลุกเต้ที่กำลัง หลับอยู่ดึงมันลุกจากที่นอนก่อนเล่าให้ มันฟังคร่าวๆแล้วพากันรีบปั่นจักรยานไป ที่วัดทันทีพอไปถึงสิมตั้งอยู่ที่เดิม เงียบเหมือนทุกวันพอไปถึงวัดทุกอย่างยัง เงียบเหมือนเดิมสิมเก่าหลังนั้นยังตั้ง อยู่ตรงเดิมเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ลานวัดว่างเปล่าไม่มีคนแก่ไม่มีคนโบราณ
29:13
Speaker A
ไม่มีร่างสูงที่ยืนอยู่หลังสิมจนผมเริ่ม คิดว่าหรือเมื่อคืนทุกอย่างจะเป็นเพียง ฝันร้ายแต่พอเดินเข้าไปใกล้สายตาผมก็ สะดุดกับบาง ทางมะพร้าวแห้งเส้นเดิมยังวางอยู่ตรงจุด เดิมแม้แต่ตำแหน่งของใบมะพร้าวก็แทบไม่ ต่างจากเมื่อวานผมยืนนิ่งอยู่พักนึงก่อน ก้มลงหยิบมันขึ้นมาในใจได้แต่หวังว่าสิ่ง ที่พ่อเต้บอกจะเป็นเรื่องจริงผมหันไปมอง เต้มันเองก็ไม่ได้พูดอะไรเพียงพยักหน้า เบาๆเหมือนกำลังบอกให้ผมรีบทำผมสูดหายใจ เข้าลึก ก่อนเริ่มลากทางมะพร้าวเดินทวนเข็มนาฬิกา ช้าๆรอบแรกทุกอย่างยังปกติมีเพียงเสียง ทางมะพร้าวขูดไปกับพื้นดิน รอบที่ 2 ลมที่พัดอยู่ตลอดค่อยๆเบาลงต้น ไม้ที่เคยไหวเริ่มหยุดนิ่งทีละต้นแมลงที่ ร้องอยู่เมื่อครู่ค่อยๆเงียบหายไปผมหันไป มองเต้มันเองก็กำลังมองไปรอบรอบเหมือน เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติเหมือนกันพอ เข้ารอบสุดท้ายบรรยากาศรอบวัดกลับเงียบ สนิท ผมลากครบ 3 รอบก่อนหยุดยืนอยู่ตรงจุดเดิม หัวใจเต้นแรงจนได้ยินชัดผมหลับตาอยู่ครู่ หนึ่งก่อนค่อยๆนอนลงบนพื้นแล้วกลิ้งย้อน กลับไปตามทางเดิมจังหวะที่ร่างของผมเริ่ม กลิ้งลมรอบตัวหยุดลงทันทีต้นไม้ทั้งลาน วัดนิ่งสนิทไม่มีเสียงนกไม่มีเสียงแมลง แม้แต่เสียงใบไม้เสียดสีกันก็หายไปหมด เหมือนเวลาทั้งวัดหยุดเดินลงชั่วขณะผม กลิ้งต่อไปช้าๆจนกลับมาถึงจุดที่เมื่อวาน ผมเคยล้มทันทีที่ร่างของผมหยุดนิ่งลมก็ กลับมาอีกครั้งใบไม้เริ่มไหวเสียงนกดัง ขึ้นเสียงแมลงกลับมาเหมือนเดิมราวกับ เมื่อครู่ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเลย ผมไม่รู้ว่าวิธีนี้ได้ผลจริงหรือเปล่าแต่
31:28
Speaker A
ความอึดอัดที่กดทับอยู่ในใจเหมือนเบาลง มากระหว่างเดินออกจากวัดผมก็ได้แต่ภาวนา ขออย่าให้มีเสียงเรียกชื่อผมอีกเลย หลังจากวันนั้นผมแทบไม่กลับไปที่วัดอีก และไม่เคยมองไปที่สิมหลังนั้นนานๆเพราะผม กลัวว่าถ้าผมหันไปมองผมอาจเห็นพวกเขายัง ยืนอยู่ที่เดิม และอีกอย่างนึงที่ยังคาใจอยู่ตอนนี้เสียง ประหลาดที่ผมยังได้ยินแทบทุกคืนผมก็ได้ แต่หวังว่ามันจะไม่ใช่เสียงของพวกเขา เรื่องที่ผมนำมาเล่าในวันนี้ก็จบลงเพียง เท่านี้ครับหากชื่นชอบเรื่องเล่าลึกลับ เรื่องผีและความเชื่อทางภาคอีสานฝากกดติด ตามช่องเล่าเรื่องเล่าไว้ด้วยนะครับเพื่อ ไม่พลาดเรื่องราวใหม่ๆที่ผมจะนำมาเล่าให้ ฟังสำหรับวันนี้ขอบคุณทุกคนที่รับฟังจนจบ แล้วพบกันใหม่ในเรื่องหน้าครับสวัสดีครับ
Topics:เรื่องเล่าสยองขวัญวัดประจำหมู่บ้านสิมเก่าความเชื่อพื้นบ้านผีและเสียงลึกลับพิธีทางมะพร้าวภาพวาดจิตกรรมโบราณประสบการณ์เหนือธรรมชาติเล่าเรื่องเล่าวัฒนธรรมอีสาน

Get More with the SozAI App

Transcribe recordings, audio files, and YouTube videos — with AI summaries, speaker detection, and unlimited transcriptions.

Or transcribe another YouTube video here →