เรื่องเล่าประสบการณ์ค้างคืนในป่าห้วยขาแข้งของคุณจ่อย ที่ต้องเผชิญเหตุการณ์ลึกลับและกฎโบราณที่ต้องปฏิบัติ
Ask about this video. Answers come from its transcript only — with the timestamp, so you can check them.
Generated from the transcript and can be wrong — check the timestamp.
Key Takeaways
- การอยู่ในป่ามีกฎโบราณที่ต้องเคารพเพื่อความปลอดภัย
- ป่าห้วยขาแข้งเป็นพื้นที่สำคัญทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของชาวบ้าน
- ประสบการณ์ค้างคืนในป่าสามารถมีเหตุการณ์ลึกลับและน่ากลัวได้
- การสืบทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่นช่วยรักษาวิถีชีวิตและความปลอดภัยในป่า
- น้ำผึ้งป่าเป็นสินค้าสำคัญที่มีมูลค่าสูงสำหรับชาวบ้านในพื้นที่
What the video covers
- เรื่องเล่าของคุณจ่อยที่ต้องค้างคืนในป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี เมื่อปี พ.ศ. 2538
- ป่าห้วยขาแข้งเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ครอบคลุม 3 จังหวัด
- คุณจ่อยเติบโตในหมู่บ้านชายป่าและได้รับการสอนกฎโบราณจากพ่อมั่นเกี่ยวกับการอยู่ในป่า
- กฎสำคัญคือห้ามลงจากห้างที่นั่งบนต้นไม้ในเวลากลางคืนไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดๆ
- พ่อมั่นเคยเป็นนายพรานและเปลี่ยนมาหาของป่าตามกฎหมายที่เข้มงวดขึ้น
- คุณจ่อยรับช่วงหาของป่าต่อหลังพ่อเสียชีวิต โดยเน้นหาน้ำผึ้งป่าที่มีราคาสูง
- คืนที่เกิดเหตุ คุณจ่อยเข้าไปสำรวจรังผึ้งในป่าและค้างคืนบนห้างไม้สูงจากพื้น 4-5 เมตร
- บรรยากาศในป่าคืนนั้นเงียบผิดปกติ ก่อนจะได้ยินเสียงผู้ชายร้องขอความช่วยเหลือ
- เหตุการณ์นี้สะท้อนความเชื่อและกฎโบราณที่ชาวบ้านชายป่าปฏิบัติกันมา
- เรื่องเล่าช่วยให้เห็นวิถีชีวิตและความสัมพันธ์ของคนกับป่าในอดีต
Full Transcript — Download SRT & Markdown
Speaker A
เรื่องที่ผมจะนำมาเล่าให้ฟังกันในวันนี้ จะเป็นเรื่องของคุณจ่อยครับเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นในคืนนึงที่เขาต้องค้างอยู่ในป่า ตามลำพังและมันก็เป็นคืนที่คุณจ่อยเขาบอก ว่าเขายังจำรายละเอียดของคืนนั้นได้ทุก นาทีแม้เรื่องทั้งหมดจะผ่านมานานกว่า 30 ปีแล้วก็ตามเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อ ปีพ.ศ. 2538 ครับตอนนั้นคุณจ่อยอายุ ประมาณ 29 ปีบ้านของเขาจะอยู่ในหมู่บ้าน เล็กๆแห่งหนึ่งในจังหวัดอุทัยธานีซึ่ง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแนวชายป่าห้วยขาแข้ง ป่าห้วยขาแข้งไม่ใช่ป่าขนาดเล็กทั่วไป ครับมันจะเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อ กับป่าทุ่งใหญ่นเรศวรกินพื้นที่ครอบคลุม ถึง 3 จังหวัดคือจังหวัดอุทัยธานี กาญจนบุรีแล้วก็ตากก่อนที่ป่าแห่งนี้จะ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมาตั้ง แต่ปีพ.ศ. 2534 คุณจ่อยเขาบอกว่าคนที่เกิดและโตอยู่ บริเวณชายป่าแบบเขาจะมองป่าไม่เหมือนกับ คนข้างนอกครับสำหรับบางคนแล้วป่าอาจจะ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวบางคนอาจจะมองว่า มันเป็นพื้นที่ลึกลับและน่ากลัวแต่สำหรับ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นปลามันคือ แหล่งทำมาหากินครับเป็นที่ที่พวกเขาเข้า ไปหาเห็ดหาหน่อไม้เก็บพืชผักแล้วก็นำของ ที่ได้กลับออกมาขายหรือใช้เลี้ยงครอบครัว พ่อของคุณจ่อยชื่อว่าพ่อมั่นแกเป็นคนพา คุณจ่อยเข้าป่าเป็นครั้งแรกตั้งแต่เขา อายุประมาณ 8 ขวบคุณจ่อยเขาบอกว่าในสมัย
Speaker A
ที่ตัวของพ่อเขายังเป็นหนุ่มแกก็เคยเป็น นายพรานครับเคยยิงเก้งยิงหมูปลาแล้วก็นำ เนื้อกลับมากินหรือมาแบ่งขายซึ่งในยุค นั้นกฎหมายและการควบคุมพื้นที่ยังไม่ได้ เข้มงวดเหมือนในเวลาต่อมาแต่หลังจากที่ พื้นที่ได้รับการประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ สัตว์ป่าและกฎหมายเริ่มเข้มงวดมากขึ้นพ่อ มั่นก็เลิกยิงสัตว์จากนั้นแกก็หันมาหาของ ปลาที่ไม่ได้ผิดกฎหมายแทนครับ ถึงแกจะเลิกเป็นพาลแล้วแต่กฎต่างๆที่แก เคยยึดถือเวลาที่ต้องเข้าไปอยู่ในป่าก็ ยังคงถูกนำมาสอนลูกเหมือนเดิมคุณจ่อยเขา บอกว่าพ่อไม่เคยสั่งสอนกฎเหล่านี้อย่าง จริงจังนะครับแกจะคอยพูดแทรกขึ้นมาเรื่อย ๆในระหว่างที่เดินป่าแล้วก็คาดหวังให้ลูก นั้นจำเอาเองอย่างเช่นเข้าป่าห้ามพูดจา หยาบคายห้ามพูดโอ้อวดห้ามเรียกชื่อสัตว์ ที่จะล่าดังๆถ้าเห็นอะไรที่ผิดปกติให้ทำ เป็นไม่เห็นและอย่าไปเอ่ยปากทักเด็ดขาด แต่ในบรรดากฎทั้งหมดมันจะมีอยู่ข้อนึงที่ พ่อมั่นย้ำกับคุณจ่อยหนักกว่าข้ออื่นครับ ถ้าต้องค้างคืนอยู่บนห้าง เมื่อฟ้ามืดแล้วห้ามลงจากห้างเด็ดขาดต่อ ให้ปวดหนักหรือปวดเบาแค่ไหนก็ให้ปล่อยลง ไปจากข้างบนเลยต่อให้มีใครมาเรียกมาบอก ว่าที่บ้านเกิดเรื่องหรือมาบอกให้รีบกลับ ก็ห้ามลงเหมือนกันต้องรอจนฟ้าสว่างเท่า นั้นคุณจ่อยเขาบอกว่าตอนที่ยังเป็นเด็ก เขารำคาญกฎพวกนี้มากครับเพราะในเวลานั้น ไฟฟ้าเริ่มเข้าถึงหมู่บ้านแล้วบ้านหลาย หลังก็เริ่มมีโทรศัพทัเพื่อนรุ่นเดียวกัน จำนวนมากก็ออกไปทำงานในเมืองแต่ตัวของเขา ยังต้องมานั่งจำกฎของพันธุรุ่นเก่าทั้ง ที่แทบไม่มีใครทำอาชีพนั้นแล้ว ครั้งนึงเขาเคยถามพ่อตรงๆครับว่าทำไมถึง ต้องห้ามลงจากห้างตอนกลางคืนแต่พ่อมั่นก็ ไม่ได้มีการอธิบายอะไรให้ฟังแกเพียงแค่ ตอบกลับมานะครับว่าห้ามก็คือห้ามโบราณเ ว่าเอาไว้อย่างนั้นก็แค่ทำตามมันไม่ได้ ยากอะไร
Speaker A
หลังจากนั้นคุณจ่อยก็ไม่เคยถามถึงเหตุผล อีกเลยครับเพราะรู้ว่าต่อให้ถามซ้ำไปเขา ก็คงจะไม่ได้คำตอบที่พอใจ พ่อมั่นเสียชีวิตไปในปีพ.ศ. 2535 ครับแก จากไปด้วยโรคตามวัยไม่ได้มีเหตุการณ์ที่ ผิดปกติอะไรหลังจากที่พ่อไม่อยู่คุณจ่อย จึงต้องรับช่วงการหาของป่าต่อเพราะในบ้าน ไม่เหลือใครที่รู้เส้นทางและรู้วิธีการทำ มาหากินจากป่าได้ดีเท่าเขาอีกแล้ว และในบรรดาของป่าทั้งหมดสิ่งที่ขายได้ ราคาดีที่สุดก็คือน้ำผึ้งปลาครับคุณจ่อย ได้มีการอธิบายเอาไว้ว่าน้ำผึ้งปลามันจะ มีราคาสูงกว่าน้ำผึ้งเลี้ยงหลายเท่าคนที่ รับซื้อเป็นประจำเค้าก็จะดูออกว่าอันไหน เป็นน้ำผึ้งป่าจริงอันไหนเป็นของเลี้ยง หรือของผสมแต่ปัญหามันก็คือน้ำผึ้งป่ามัน ไม่ได้หาได้ทุกครั้งตามที่ต้องการนะครับ ผึ้งหลวงจะมาทำรังอยู่บนต้นไม้ใหญ่อย่าง ต้นยางนาและต้นตะเคียนซึ่งต้นไม้พวกนี้จะ สูงหลายสบเมตรและไม่ได้มีอยู่ทั่วไปทุก จุดในป่า พ่อมั่นเป็นคนพาคุณจ่อยไปดูต้นไม้เหล่า นั้นตั้งแต่เขายังเป็นเด็กแกไม่เคยมีการ วาดแผนที่หรือจดรายละเอียดอะไรไว้เลยครับ ใช้แค่วิธีจำทั้งหมดต้นนี้อยู่ตรงไหนต้อง เดินไปจากจุดไหนใช้เวลาประมาณกี่ชั่วโมง แล้วแกก็พาคุณจ่อยเดินไปดูทีละต้นจนลูก สามารถจำได้ทั้งหมดเพราะฉะนั้นแล้วหลัง จากที่พ่อเสียไปคนเดียวในหมู่บ้านที่ยัง รู้ว่าต้นผึ้งพวกนั้นอยู่ตรงไหนบ้างจึง เหลือเพียงแค่คุณจ่อยครับและคืนที่เราจะ เล่าให้ฟังกันในวันนี้มันเกิดขึ้นในช่วง ปลายเดือนกุมภาพันธ์ปี 2538 ในช่วงนั้นจะเป็นปลายฤดูหนาวต่อต้นฤดู แล้งมันจะเป็นช่วงที่ผึ้งเริ่มเข้ามาทำ รังแล้วแต่ก็ยังไม่ถึงเวลาที่จะขึ้นไป เก็บน้ำผึ้งนะครับงานของคุณจ่อยในเวลา
Speaker A
นั้นจึงเป็นการเข้าไปสำรวจดูก่อนดูว่าใน ปีนั้นต้นไหนมีรังต้นไหนไม่มีรังมีขนาด ใหญ่แค่ไหนแล้วค่อยกลับมาวางแผนว่าจะพาคน เข้าไปเก็บน้ำผึ้งเมื่อไหร่กันดี งานเดินดูรังแบบนี้ไม่จำเป็นต้องไปกัน หลายคนครับเพราะยิ่งมีคนมากก็ยิ่งต้อง เตรียมน้ำและอาหารมากขึ้นซึ่งมันก็จะทำ ให้การที่เข้าไปแค่สำรวจลังผึ้งมันจะดู ยุ่งยากมากขึ้นในตอนนั้นเขาจึงจะเข้าไป เพียงแค่คนเดียวครับ ในเช้าวันนั้นคุณจ่อยเขาจึงออกจากบ้าน ตั้งแต่ประมาณ 5:00 น. ของที่ได้มีการนำติดตัวไปก็เป็นของสำคัญ ทั้งนั้นครับไม่ว่าจะเป็นเป้ 1 ใบเข้าห่อ น้ำมีดพ้าหรือว่าไฟฉาย ซึ่งในวันนั้นการเดินทางของเขาก็เป็นไป ด้วยความปกติทุกอย่างเพราะในตอนนั้นมันก็ เป็นหน้าแล้งพื้นทางแห้งไม่มีโคลนไม่มี ทากและอากาศก็ยังเย็นอยู่ไม่ได้อบอ้าว เหมือนช่วงฤดูร้อนแต่ในหน้าแล้งนี่เองก็ มีปัญหาอยู่อย่างนึงครับที่คนไม่เคยเข้า ป่าอาจจะนึกไม่ถึงนั่นก็คือใบไม้แห้งพอ เข้าฤดูแล้งต้นไม้ในป่าเบญชพันธ์และป่า เต็งรังก็จะมีการทิ้งใบ ใบไม้เหล่านั้นจะร่วงลงมากองทัพถมกันบน พื้นอย่างหนาซึ่งมันก็แห้งและกรอบมาก เพียงเหยียบลงไปครั้งเดียวเสียงก็อาจจะ ดังลั่นไปทั่วบริเวณ คุณจ่อยเขาย้ำว่าหน้าแล้งมันเป็นช่วงที่ เดินป่าสบายที่สุดครับแต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นช่วงที่แทบไม่มีอะไรที่จะ เคลื่อนไหวอยู่บนพื้นได้โดยไม่เกิดเสียง หนูวิ่งก็ได้ยินตะกวดเดินก็ได้ยินหรือแม้ แต่เก้งที่เดินอยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร ก็ยังพอฟังเสียงออก คุณจ่อยเดินสำรวจมาตลอดทั้งวันแวะดูต้น
Speaker A
ยางไปได้ประมาณ 4-5 ต้นจนกระทั่งในช่วง บ่ายแกเขาก็มาถึงจุดที่วางแผนเอาไว้ว่าจะ ใช้ค้างคืนครับตรงบริเวณนั้นมันจะมีห้าง เก่าอยู่หลังนึงห้างในที่นี้คือที่นั่ง ซึ่งพานได้มีการสร้างเอาไว้บนต้นไม้เพื่อ ใช้ซุ่มดูสัตว์ที่ลงมากินดินโป่งวิธีทำก็ คือจะมีการนำไม้ไปพาดกับกิ่งแล้วก็ขัดกัน เป็นแค่ให้มีพื้นที่พอนั่งหรือสามารถนอน ได้ตัวห้างแห่งนี้จะสูงจากพื้นประมาณ 4-5 มต.ซึ่งห้างหลังนี้เองพ่อของคุณจ่อยกับ เพื่อนพานรุ่นเดียวกันก็ได้มีการช่วยกัน สร้างเอาไว้ตั้งแต่สมัยที่พวกเขายังล่า สัตว์กันอยู่ แม้ในเวลานั้นจะไม่มีใครใช้มันเป็นห้าง ล่าสัตว์แล้วแต่คนหาของป่าอย่างคุณจ่อยก็ ยังคงใช้เป็นที่นอนพักเพราะการที่นอนอยู่ บนต้นไม้นั้นมันย่อมปลอดภัยกว่านอนบนพื้น ทั้งจากหมูปลางูและสัตว์อื่นๆ พอไปถึงคุณจ่อยก็ปีนขึ้นไปตรวจดูสภาพห้าง ก่อนครับดูว่าไม้ส่วนไหนผุมยเชือกที่มี การมัดไว้ยังใช้ได้หรือเปล่าจากนั้นก็ตัด ไม้มาเสริมตรงจุดที่เริ่มจะไม่แข็งแรงพอ จัดการเรียบร้อยแล้วเขาก็ลงมากวาดใบไม้ และกิ่งไม้แห้งมาสุ่มเป็นกองไฟเล็กๆไว้ ที่บริเวณใต้ต้นไม้จากนั้นก็กินข้าวห่อ แล้วก็ปีนขึ้นไปนอนบนห้างก่อนที่ฟ้าจะมืด คุณจ่อยเขาบอกว่าตอนเริ่มเข้าป่าคนเดียว ใหม่ๆเขาเคยกลัวนะครับแต่พอทำมานานหลายปี เข้าความกลัวเหล่านั้นมันก็ค่อยๆหายไปบาง คืนเขายังรู้สึกว่าการนอนในป่าเขาหลับ สนิทกว่านอนอยู่ที่บ้านซะอีกครับเนื่อง จากความเงียบแล้วก็ความสงบของมันซึ่งก็ เป็นเช่นเดียวกันกับในคืนนั้นคุณจอยไม่ ได้คิดถึงกฎของพ่อเลยเพราะถึงยังไงเขาก็ ไม่ได้ตั้งใจจะลงจากห้างอยู่แล้วกลางคืน ในป่าลึกแบบนั้นคงจะมีแต่คนบ้าเท่านั้น ที่คิดจะลงไปเดินเล่นจนกระทั่งในเวลา
Speaker A
ประมาณ 22:00 น.กว่าคุณจ่อยก็เริ่มรู้สึก ว่าบรรยากาศรอบตัวมันเปลี่ยนไปครับเสียง แมลงและเสียงสัตว์ต่างๆค่อยๆหายไปทีละ อย่างจนสุดท้ายมันก็เหลือเพียงเสียงลมที่ พัดผ่านยอดไม้อยู่เหนือศีรษะของเขาซึ่งใน ตอนแรกเขาก็ยังไม่ได้ตกใจอะไรครับเพราะ บางครั้งป่ามันก็เงียบแบบนี้ได้โดยเฉพาะ ถ้ามีสัตว์ขนาดใหญ่เดินผ่านเข้ามาอย่าง เสือหรือช้างเมื่อสัตว์ใหญ่ใกล้เข้ามา สัตว์เล็กก็อาจจะหยุดส่งเสียงเพื่อที่จะ หลบภัยกันแต่ในใจของคุณจ่อยก็มีข้อสงสัย อยู่เหมือนกันครับเพราะในครั้งนี้แม้แต่ เสียงแมลงมันก็กลับหายไปด้วยตอนนั้นเขา จึงลุกขึ้นนั่งบนห้างแล้วก็ตั้งใจฟังว่า มันจะมีเสียงกิ่งไม้หักเสียงฝีเท้าหรือ เสียงของสัตว์อะไรเดินผ่านมาบ้างมยแต่มัน ก็ไม่มีเลยครับรอบตัวเงียบอยู่แบบนั้น ประมาณ 10 กว่านาทีจนกระทั่งจู่ๆมันก็มี เสียงของผู้ชายคนนึงดังขึ้นมาเสียงนั้น ดังมาจากบริเวณซ้ายมือห่างไปจากต้นไม้ที่ คุณจ่อยอยู่ประมาณ 30 เมตชายคนนั้นตะโกน ถามว่ามีใครอยู่บนนั้นมั้ย คุณจ่อยบอกว่าปฏิกิริยาแรกของเขาไม่ใช่ ความกลัวครับแต่เป็นความตกใจแบบคนที่ได้ ยินเสียงมนุษย์อยู่ในสถานที่ที่ไม่ควรมี ใครอยู่เพราะจุดที่เขาอยู่ต้องเดินเข้ามา จากหมู่บ้านเกือบทั้งวันและไม่ได้อยู่บน เส้นทางที่คนทั่วไปจะใช้เดินผ่านไปไหนแต่ ถึงจะรู้สึกแปลกเขาก็ตอบกลับไปครับยูใคร น่ะ เสียงนั้นตอบกลับมาว่าช่วยด้วยผมขาหัก เดินต่อไม่ไหวแล้วพอพอได้ยินแบบนั้นสิ่ง แรกที่คุณจอยคิดก็คงจะเป็นพวกคนหาของป่า หรือพานที่เข้ามาเหมือนกันและไอ้คนนั้น
Speaker A
มันอาจจะพาดตกจากที่สูงเหยียบพลาดหรือ เกิดอุบัติเหตุจนได้รับบาดเจ็บซึ่งไอ้ เหตุการณ์แบบนี้มันก็สามารถเกิดขึ้นได้ จริงคุณจ่อยจึงได้มีการตะโกนถามไปว่ามา จากบ้านไหนเสียงนั้นเงียบไปครู่นึงก่อนจะ มีการตอบว่าช่วยผมก่อนเถอะพี่ลงมาก่อนตอน นั้นคุณจ่อยยังไม่ได้เอะใจอะไรครับเพราะ คนที่กำลังเจ็บหนักก็คงจะไม่มีอารมณ์มา นั่งอธิบายว่าตัวเองเป็นใครหรือมาจากหมู่ บ้านไหนแต่ในตอนนั้นเขาเองก็ยังไม่ยอมลง จากห้างครับไม่ใช่เพราะกฎของพ่อด้วยซ้ำ แต่เพราะเหตุผลง่ายๆว่าในตอนนั้นมันมืด สนิทเมีไฟฉายเพียงกระบอกเดียวท่านลงไป เดินหาคนเจ็บในป่ากากลางคืนอาจจะสะดุดขอน ไม้ตกหลุมหรือเจอกับสัตว์ป่าเขาซะเองและ ที่อันตรายกว่านั้นก็คือมันอาจจะเป็นพวก โจรป่าที่หลอกให้คนลงมาเพื่อจะปล้นอาวุธ หรือของมีค่าเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะกับพรานที่มักพกปืนติดตัวคุณจ่อย เขาจึงตะโกนบอกไปว่ามาตรงนี้เลยมาอยู่ใต้ ห้างเดี๋ยวสว่างแล้วผมจะลงไปด้วย จากนั้นเขาก็เปิดไฟฉายก่อนจะส่องกวาดไป ทางที่เสียงดังมาแต่แสงจากไฟฉายสมัยนั้น มันก็ส่องไปได้ไม่ไกลครับยิ่งต้องผ่านต้น ไม้พุ่มไม้และเถาวันแสงมันก็ยิ่งสะท้อน กลับมามองเห็นได้เพียงแค่แนวต้นไม้ในระยะ ไม่กี่เมตรเท่านั้นและในตอนนั้นเองคุณ จ่อยก็เริ่มนึกถึงอีกเรื่องนึงขึ้นมาครับ กองไฟที่เขาได้มีการสุ่มเอาไว้ใต้ต้นไม้ ตั้งแต่หัวค่ำในตอนนั้นมันก็ยังไม่ดับมัน ยังมีปลิวไฟเล็กๆกับถ่านสีแดงส่องอยู่ใน ป่าที่มืดสนิทแสงจากกองไฟเพียงกองเดียว สามารถมองเห็นได้ไกลมากสำหรับคนที่หลง อยู่ในป่าได้รับบาดเจ็บและมองเห็นกองไฟ อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิเมตรต่อให้ ต้องคลานมาเขาก็ควรจะพยายามเข้าหาไฟครับ เพราะไฟมันหมายถึงแสงสว่างหมายถึงความอบ อุ่นคุณและมันหมายถึงการยืนยันว่ามีคน พร้อมจะช่วยอยู่ตรงนั้นจริงๆแต่ตลอดเวลา ที่เสียงนั้นเรียกคุณจ่อยมันกลับไม่เคย
Speaker A
เคลื่อนเข้ามาอยู่ในระยะที่แสงไฟส่องถึง เลยแม้แต่ครั้งเดียว เสียงนั้นยังคงพูดต่อครับลงมาเถอะพี่ผมทน ไม่ไหวแล้วคุณจ่อยตะโกนตอบกลับเหมือนเดิม อย่าขยับรอให้สว่างก่อนเดี๋ยวผมลงไปช่วย เขาบอกว่าตอนนั้นเเริ่มรู้สึกรำคาญเล็ก น้อยแล้วครับเพราะเขาก็ได้มีการอธิบายไป หลายครั้งแต่คนข้างล่างก็ยังพูดประโยค เดิมซ้ำอยู่ทุก 2-3 นาทีจนกระทั่งเวลา ผ่านไปพักใหญ่คุณจ๋อยเขาก็สังเกตเห็นบาง อย่างครับว่าเสียงนั้นมันไม่ได้อยู่ทาง ด้านซ้ายมือแล้วมันย้ายไปอยู่บริเวณด้าน ขวามือของต้นไม้ในตอนแรกเขาก็คิดว่าตัว เองอาจจะฟังทิศทางผิด เพราะเสียงในป่ามันสามารถสะท้อนกับต้นไม้ ทำให้จับตำแหน่งได้ยากเขาจึงได้มีการ ตะโกนถามลงไปว่าตอนนี้อยู่ตรงไหนแล้ว เสียงนั้นตอบกลับมาว่าอยู่นี่แหละพี่ลงมา เถอะแล้วครั้งนี้เสียงมันก็ดังมาจากทาง ขวาจริงๆครับคุณจ่อยจึงเริ่มนับเวลาอยู่ ในใจเขาตั้งใจดูว่าถ้าเสียงนั้นมันย้าย ตำแหน่งอีกมันจะใช้เวลานานเท่าไหร่ แล้วมันก็ย้ายอีกจริงๆครับเพียง 2 หรือ 3 นาทีต่อมาเสียงนั้นกลับไปดังอยู่บริเวณ ด้านซ้ายมืออีกครั้งตรงนั้นเองที่คุณจ่อย เริ่มรู้สึกไม่ดีคนที่บอกว่าตัวเองขาหัก และเดินไม่ได้กลับสามารถย้ายจากทางด้าน ซ้ายไปทางด้านขวาแล้วจากขวากลับมาทางซ้าย ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีทั้งที่พื้นป่า บริเวณนั้นมันก็ไม่ได้โล่งเหมือนสนามหญ้า ครับมันเต็มไปด้วยเถาวันกอไม้ขอนไม้ต่อ ให้เป็นคนขาดีและต้องการฝ่าป่าในความมืด ระยะทางเพียง 30 มตก็คงจะใช้เวลานานมาก
Speaker A
แต่นี่คนที่บอกว่าขาหักกลับเคลื่อนที่ไป มาได้อย่างรวดเร็วผิดปกติและคุณจ่อยก็นึก ขึ้นมาได้อีกเรื่องครับตั้งแต่ต้นเขาบอก ไปแล้วว่าให้คลานมาอยู่ใต้ห้างรออยู่ใกล้ กับกองไฟแล้วพอฟ้าสว่าง เขาก็จะลงไปช่วยถ้าเป็นคนจริงๆที่กำลัง บาดเจ็บหนักอยู่กลางป่าย่อมไม่มีเหตุผล ที่จะปฏิเสธข้อนั้นเพราะการเข้ามาอยู่ใต้ ต้นไม้ที่มีคนอยู่ข้างบนและมีกองไฟที่ให้ ความอบอุ่นมันย่อมดีกว่าการนอนรอความช่วย เหลืออยู่ตามลำพังในความมืดแต่สิ่งนั้น มันไม่เคยเคลื่อนเข้ามาใกล้เลยสักครั้ง ครับทั้งที่มันสามารถย้ายไปทางซ้ายทางขวา และก็วนรอบต้นไม้ได้หลายครั้งในเวลาไม่ นานพอคิดได้แบบนั้นคุณจ่อยก็หยุดตอบทันที ครับเขานั่งนิ่งอยู่บนห้างไม่ตะโกนลงไป อีกแล้วก็ตั้งใจฟังเพียงอย่างเดียวและใน ตอนที่ทุกอย่างเงียบลงเขาก็นึกออกว่ามัน ยังมีความผิดปกติอีกอย่างนึงครับตั้งแต่ เสียงนั้นดังขึ้นมาเป็นครั้งแรกจนกระทั่ง มันย้ายตำแหน่งไปมาแล้วหลายรอบมันไม่เคย มีเสียงใบไม้แห้งดังขึ้นมาเลยแม้แต่ครั้ง เดียวตรงนั้นเองครับที่คุณจ่อยเข้าขนลุก ขึ้นมาทั้งตัวเพราะเขานั่งอยู่บนห้างนี้ มาตั้งแต่ช่วงหัวค่ำและได้ยินทุกอย่างที่ เคลื่อนไหวอยู่ข้างล่างอย่างที่บอกไปก่อน หน้าแม้แต่เสียงหนูวิ่งอยู่ใต้ใบไม้เสียง นกกระพือปีกหรือเสียงกิ่งไม้แห้งที่ตกลง มากระแทกพื้นเขาก็ได้ยินมันทั้งหมดแต่ สิ่งเดียวที่กำลังเคลื่อนที่วนอยู่รอบต้น ไม้ของเขาในคืนนั้นกลับไม่เคยทำให้ใบไม้ ดังขึ้นเลยแม้แต่ใบเดียวตอนนั้นมือของคุณ จ่อยค่อยๆคำไปหามีดพ้าที่วางอยู่ข้างตัว โดยอัตโนมัติครับทั้งที่เขารู้ดีว่าถ้า สิ่งที่อยู่ข้างล่างไม่ใช่คนจริงๆมีดพร้า ก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้แต่มันก็เป็นสิ่ง เดียวที่เขาสามารถจับเอาไว้ได้ในตอนนั้น เสียงนั้นยังคงพูดต่อครับลงมาเถอะพี่ผมขา หักผมเดินไม่ไหวมันพูดซ้ำอยู่อย่างนั้น เป็นเวลานานคืนนั้นคุณจ่อยเขาไม่ได้หลับ
Speaker A
เลยครับเขานั่งเฝ้าอยู่บนห้างไม่ตอบไม่ ส่องไฟลงไปไม่ขยับตัวไม่จำเป็นและในหัว ของเขามีเพียงประโยคเดียวที่วนซ้ำอยู่ ตลอดเวลาห้ามก็คือห้ามกุณจ่อยบอกว่าตอน ที่พ่อมั่น[เพลง]พูดประโยคนี้กับเขาเมื่อ หลาย 10 ปีก่อนเขาเคยคิดว่าพ่อคงขี้เกียจ อธิบายแต่ในคืนนั้นเขาเข้าใจแล้วครับพ่อ ไม่ได้ขี้เกียจอธิบายพ่ออาจจะอธิบายไม่ ได้ต่างหากเพราะกฎบางอย่างในป่ามันอาจจะ ไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุผลที่พิสูจน์ได้มัน อาจเกิดจากคนรุ่นก่อนที่เคยพบเจอสิ่ง เดียวกันแล้วรอดกลับออกมาได้ก่อนจะมีการ ส่งคำเตือนต่อกันมาเพียงว่าอย่าลงไป เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงงงจนกระทั่งเสียง นั้นมันก็เริ่มค่อยๆห่างออกไปในช่วงเวลา ประมาณ 4:00 น.ครับมันไม่ได้เงียบหายไปใน ทันทีแต่มันค่อยๆเบาลงเบาลงเรื่อยๆเหมือน สิ่งที่ส่งเสียงมันตลอดคืนกำลังเคลื่อน ห่างออกไปในความมืดจนในที่สุดทุกอย่างก็ กลับมาเงียบอีกครั้ง ประมาณครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นเสียงของ ป่าก็ค่อยๆกลับมาครับเสียงนกเริ่มร้อง เสียงสัตว์เล็กเริ่มขยับอยู่ตามกองใบไม้ และเมื่อเสียงเหล่านั้นกลับมาคุณจ่อยถึง เพิ่งรู้ว่าตลอดคืนที่ผ่านมาป่ารอบตัวมัน เงียบผิดปกติมากแค่ไหนแม้ฟ้าจะเริ่มสว่าง แล้วเขาก็ยังไม่กล้าลงจากห้างทันทีครับ เขารอจนแสงแดดส่องลงมาถึงพื้นป่าชัดเจน จากนั้นจึงค่อยปีนลงมาสิ่งแรกที่คุณจ่อย ทำก็คือเดินไปสำรวจบริเวณที่เสียงนั้นเคย ดังขึ้นเขาเดินดูทั้งบริเวณด้านซ้ายและ ขวาเดินวนรอบต้นไม้ในรัศมีเกือบ 50 เมต พื้นบริเวณนั้นมีใบไม้แห้งทับถมกันหนา เหมือนที่เขาคิดเอาไว้ครับแต่ทุกอย่างมัน
Speaker A
กลับเรียบสนิทไม่มีรอยเท้าไม่มีรอยคาน สิ่งที่ทำให้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนที่ สุดก็คือรอยเท้าของคุณจ่อยเองครับใน ระหว่างที่เดินสำรวจเขาหันกลับไปมองทาง ด้านหลังแล้วก็เห็นรอยเท้าของตัวเองทอด ยาวมาเป็นทางใบไม้แห้ง แตกกระจายอยู่ทุกก้าวที่เขาเหยียบแต่ตรง จุดที่เสียงนั้นเคยดังขึ้นมันไม่มีร่อง รอยอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวในเช้าวันนั้น คุณจ่อยรีบเก็บของก่อนจะออกเดินจากป่าทัน ทีครับเขาไม่ได้เดินไปดูต้นยางอีก 2-3 ต้นที่เหลือตามแผนที่ได้มีการวางไว้และจะ เดินกลับมาถึงหมู่บ้านเวลาก็ล่วงเลยไปจน ถึงช่วงบ่ายแก่ๆคุณจ่อยบอกว่าวันนั้นเขา ไม่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ใครฟังนะ ครับเพราะรู้ดีว่าถ้าเล่าออกไปชาวบ้านก็ จะตีความกันไปต่างๆนานาสุดท้ายเรื่องที่ เกิดขึ้นอาจจะถูกเล่าต่อจนผิดเพี้ยนไปหมด จนถึงทุกวันนี้แม้เวลาจะผ่านมา 30 ปีแล้ว คุณจ่อยก็ยังไม่รู้เลยว่าเสียงที่วนเวียน เรียกเข้าอยู่ใต้ห้างในคืนนั้นมันคืออะไร กันแน่หลังจากเหตุการณ์นั้นคุณจอยก็ยัง เข้าป่าตามปกติติครับยังไปเก็บน้ำผึ้งจาก ต้นไม้ต้นเดิมที่พ่อเคยพาไปดูยังเคยกลับ ไปนอนบนห้างหลังเดิมที่เขาได้เจอเรื่อง ประหลาดในคืนนั้นแต่ตัวของเขาเองก็ไม่เคย เจออะไรอีกเลย และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมดของคุณจ่อยนะ ครับเป็นเหตุการณ์ที่เขาได้ประสบพบเจอมา ต้องบอกว่าเรื่องนี้เนี่ยไม่ได้มีผีไม่ ได้มีสัตว์ประหลาดอะไรมาปรากฏตัวให้เห็น เป็นตัวเป็นตนมาเป็นเพียงแค่เสียงเหมือน กับเรื่องก่อนๆเกี่ยวกับเรื่องของการนั่ง ห้างที่มันจะใช้เหมือนเป็นกลอุบายบางทีก็ เป็นเสียงของคนรู้จักหรืออะไรก็ตามแต่มัน จะพูดให้เราเนี่ยพยายามลงมาจากห้างให้ได้ แล้วเว่ากันว่าถ้าเกิดลงมาจากห้างหรือว่า
Speaker A
ถูกมันหลอกแล้วลงมาเนี่ยคนๆนั้นก็จะไม่ รอดนะครับเค้าเรียกว่าน่าจะเป็นพวกผีปา หรืออะไรก็ตามแต่นี่แหละที่มันจะหลอกล่อ คนแล้วก็เอาวิญญาณของคนพวกนั้นไปซึ่ง เรื่องเกี่ยวกับการนั่งห้างเนี่ยก็มีอยู่ เยอะมากเลยในช่องเรานะครับใครที่อยากจะ ฟังเพิ่มเติมก็ลองไปย้อนดูนะส่วนใหญ่แล้ว ถ้าเกี่ยวกับนั่งห้างก็จะตั้งชื่อว่านั่ง ห้างนี่แหละสำหรับวันนี้นะครับผิดพลาดตรง ไหนไปผมก็ต้องขออภัยด้วยใครมีเรื่องเล่า สนุกนะครับหรือว่ามีเว็บมีเกี่ยวกับบท ความที่เค้าได้มีการเขียนเล่าเรื่องเอา ไว้สามารถส่งมาให้ผมได้นะผมจะได้ไปขอ อนุญาตเค้าไปลองสอบถามดูว่าสามารถหยิบยก นำมาเล่าให้ผู้ฟังได้ฟังกันได้มยเพราะว่า ตอนนี้คนชอบเรื่องป่ามากจริงๆแต่จะให้เอา เรื่องป่ามาเล่าได้บ่อยๆมันก็ไม่ได้มี ตลอดนะครับส่วนใครที่มีเรื่องเล่าสยอง ขวัญแนวอื่นๆนะครับก็สามารถส่งมาได้ เหมือนเดิมเลยทางอีเมลผีเล่า@gmail.com เดี๋ยวผมจะมีการใส่ไว้ในคอมเมนต์ให้นะ ครับสำหับวันนี้ก็ต้องขอตัวลาไปก่อนเจอ กันใหม่สำหรับรายการผีเล่าเรื่องใน EP หน้าวันนี้ฝันดีขอให้ผีหลอกครับ
Topics:ผีเล่าเรื่องป่าห้วยขาแข้งน้ำผึ้งป่ากฎโบราณค้างคืนในป่าจังหวัดอุทัยธานีวิถีชีวิตชาวบ้านเรื่องเล่าผีประสบการณ์ลึกลับนายพราน











