ปรับให้ SECURE มากขึ้นด้วยการรักตัวเองให้เป็นก่อน | Rel… — Transcript

วิดีโอนี้อธิบายความแตกต่างระหว่าง Self-love และ Self-care พร้อมแนวทางการรักและดูแลตัวเองอย่างแท้จริง

Key Takeaways

  • Self-love คือทัศนคติภายใน ส่วน Self-care คือการกระทำที่แสดงออก
  • การรักตัวเองเริ่มจากการพูดจาดีๆ กับตัวเองและเลิกด่าตัวเอง
  • Self-love ช่วยให้มีแรงจูงใจในการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ
  • คนที่มี Self-love สามารถจัดการอารมณ์และยอมรับความรู้สึกได้ดีขึ้น
  • การรักตัวเองคือการยอมรับและเคารพตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่การสมบูรณ์แบบ

Summary

  • อธิบายความแตกต่างระหว่าง Self-love และ Self-care โดย Self-love เป็นทัศนคติภายใน ส่วน Self-care คือการกระทำที่ดูแลตัวเอง
  • Self-love เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เกิดแรงจูงใจในการดูแลตัวเองผ่าน Self-care
  • Self-care คือกิจกรรมประจำวันที่ช่วยดูแลสุขภาพกายและใจ เช่น การพักผ่อน การกินอาหารดีๆ และตั้งขอบเขต
  • การรักตัวเองไม่ใช่แค่การทำกิจกรรมดูแลตัวเอง แต่ต้องเริ่มจากการพูดจาดีๆ กับตัวเองและเลิกด่าตัวเอง
  • Self-love คือการยอมรับและเคารพตัวเองอย่างแท้จริง รวมถึงการเห็นคุณค่าในข้อดีและข้อด้อยของตัวเอง
  • คนที่มี Self-love จะสามารถควบคุมอารมณ์และยอมรับความรู้สึกได้โดยไม่บังคับตัวเอง
  • การรักตัวเองไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเศร้าหรือเจ็บปวด แต่เป็นการอยู่กับความรู้สึกเหล่านั้นอย่างมีสติ
  • การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการฮีลใจต้องใช้เวลาและควรให้กำลังใจตัวเองในทุกความก้าวหน้า
  • การรักตัวเองเป็นเหมือนการเป็นเชียร์ลีดเดอร์ที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง
  • การรักตัวเองอย่างแท้จริงคือการยอมรับตัวเองตามที่เป็นและไม่พยายามเปรียบเทียบกับผู้อื่น

Full Transcript — Download SRT & Markdown

00:00
Speaker A
ที่เวลาที่เรารักคนอื่นเนี่ย คนอื่นมีค่าสำหรับฉัน ฉันเลยดูแลเขา เหมือนกันเลย อันนี้คือแค่เอาเข้าตัวเองเฉยๆ อ่ะค่ะ ได้ประโยชน์บนหลังของคนอื่นอ่ะค่ะ อันนั้นน่ะคือเห็นแก่ตัวนะ ไม่ใช่รักตัวเอง
00:13
Speaker A
สวัสดีค่ะ ทุกๆ คน ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Release and Heal Podcast Podcast ที่จะช่วยทำให้คุณเข้าใจตัวเองได้มากขึ้นผ่านทฤษฎีทางจิตวิทยาค่ะ วันนี้นัทจะมาพูดถึง Self-love vs. Self-care คืออะไร ต่างกันยังไง และสิ่งที่นัทจะเอาไปด้วยในปี 2026 ค่ะ
00:29
Speaker A
ทีนี้เราจะมาดูกันว่า Self-love Self-care ต่างกันยังไง เหมือนกันยังไง เกี่ยวข้องกันยังไงนะคะ
00:36
Speaker A
คำตอบแรกที่นัทให้ได้เลยก็คือ Self-care กับ Self-love เนี่ย ต่างกัน ไม่เหมือนกันนะ แต่มีความเกี่ยวข้องกัน โดยเราจะดูที่ว่า Self-love เหมือนร่มใหญ่ แล้วก็ Self-care เป็นเหมือน Sub-set ข้างในอ่ะค่ะ
01:06
Speaker A
เป็นเหมือนส่วนย่อยเล็กๆ ของ Self-love ที่มันมีผลเยอะต่อ Self-love เหมือนกันนะ ไม่ได้หมายความว่าพอมันย่อยเล็กแล้วมันไม่สำคัญนะคะ ถ้าเรามี Self-love เราก็จะรู้สึกว่าเรามีค่าพอที่เราจะต้องดูแลตัวเอง ก็เลยไปทำกิจกรรม Self-care อ่ะค่ะ
01:46
Speaker A
Self-care ก็คือ การกระทำที่ตั้งใจทำเพื่อดูแลสุขภาวะร่างกายและอารมณ์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนให้เพียงพอ การกินอาหารที่ดี ขอความช่วยเหลือ ตั้งขอบเขต หรือว่าทำกิจกรรมที่ฮีลใจฟื้นฟูจิตใจของเราค่ะ
02:02
Speaker A
ทีเนี้ย ถ้าพูดง่ายๆ นะ มันคือการที่ เราอ่ะ เอา Self-love มาแปลงให้เป็นการกระทำ มันคือ Self-love in action อ่ะค่ะ in a way ตัว Self-care นะ มันคือแบบว่า ตอนที่เรารู้สึกว่าเรามีคุณค่า เราเห็นคุณค่าในตัวเอง เราก็จะมีแรงจูงใจในการที่จะดูแลสิ่งที่มีคุณค่า ก็คือ ฉันเนี่ยแหละค่ะ
02:25
Speaker A
ทีนี้ เวลาที่เรารักคนอื่นเนี่ย คนอื่นมีค่าสำหรับฉัน ฉันเลยดูแลเขา เหมือนกันเลย อันเนี้ยคือแค่เอาเข้าตัวเองเฉยๆ อ่ะค่ะ
02:34
Speaker A
ทีเนี้ย Self-care มันต่างกับ Self-love ตรงที่ว่า Self-care มันเป็นอะไรที่เราทำอยู่ได้ในทุกๆ วันอ่ะ มันอาจจะเป็นกิจวัตรของเราก็ได้ มันอาจจะเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เราทำทุกๆ วันอยู่แล้วอ่ะค่ะ แบบจับต้องได้อ่ะ
03:29
Speaker A
ในขณะที่ Self-love อ่ะ ไม่ใช่ เพราะว่า Self-love มันเป็นอะไรที่มันมาจากข้างใน มันเป็นทัศนคติจากข้างใน มันเป็นอะไรที่ abstract กว่า มันคือการที่เรามองเห็นคุณค่าในตนเอง ยอมรับตัวเอง รู้ถึงจุดเด่นและจุดด้อยในตัวเองอ่ะค่ะ แล้วก็มันจะสะท้อนผ่านวิธีการพูดกับตัวเองเนี่ยแหละ
04:03
Speaker A
หลายๆ คนไม่รู้ว่าตัวเองอ่ะ พูดจาด้อยค่าตัวเองอยู่ จนมาคุยกับนักจิตเนี่ยแหละ แล้วนักจิตก็จะเป็นคนเบรก เฮ้ย ยู ลองฟังดีๆ นะ นี่คือสิ่งที่ยูพูดกับตัวเองถึงตัวเองอ่ะ คุณมองว่ายังไง หลายๆ คนไม่รู้ตัวจริงๆ แล้วนัทก็เหมือนเป็นนักดักอ่ะ นัทดักได้หลายคนละ ซึ่งนัทอยากให้คุณลองไปดักตัวเองดูนะคะว่า คุณมีคำพูดไหนที่มันเป็นการ ไม่ใช่ทำร้ายนะ แต่พูดจาด้อยค่าตัวเองให้ตัวเองยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าอ่ะ
05:03
Speaker A
คุณลองปรับสิ่งนั้นดู เพราะว่า Self-love มันจะไม่เกิด Self-love อย่างที่บอก มันคือการเห็นคุณค่าในตนเองอ่ะค่ะ เพราะฉะนั้น เราลองพูดดีๆ กับตัวเองก็ได้ หลายๆ คนนัทก็บอกไปว่า ถ้าคุณยังรักตัวเองไม่ได้วันเนี้ย คุณเลิกด่าตัวเองก่อนก็ได้ค่ะ เผลอๆ อ่ะ มันอาจจะแบบ ทำให้คุณมีความคิดแง่ดีกับตัวเองได้มากขึ้น ทำให้คุณรักตัวเองได้มากขึ้นไง
05:38
Speaker A
หลายๆ คนก็จะอธิบายว่า Self-love คือรากฐานและ Self-care ก็คือการดูแลรักษาบนรากฐานนั้นอ่ะค่ะ เพราะเมื่อเรารักตัวเองจริงอ่ะ เราก็จะมีแรงจูงใจในการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ Self-care มันก็จะมาอย่างสม่ำเสมออ่ะค่ะ
06:22
Speaker A
ทีนี้ ถ้าถามว่า งั้นทำ Self-care ก่อนได้มั้ย แล้วเดี๋ยว Self-love จะตามมามั้ย มันเป็นไปได้นะ เพราะว่านัทก็มาเวย์นั้นเหมือนกัน เพราะว่าตอนแรกนัทก็ไม่เก็ตว่า Self-love คืออะไร เริ่มด้วย Self-care ตอนนั้นเริ่มด้วยโยคะทุกวัน แล้วก็เริ่มกลับมาทาครีม เพราะมีอยู่ช่วงนึงคือทานะ แต่ทาน้อยอ่ะ เออ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรตัวเองขนาดนั้นอ่ะค่ะ คือเราเวลา มีแฟนใหม่ๆ ตอนนั้นเป็นคน anxious อ่ะ เราก็ทุ่มให้เขาสุดใจเลย ไม่ได้สนใจสุขภาวะของตัวเองอะไรทั้งนั้น
07:15
Speaker A
ถามว่ามันช่วยทำให้ Self-love ขึ้นมั้ย มันช่วยนะ เพราะว่าการ Self-care อย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่ามันจะอาจจะไม่ได้ทำให้เรา Self-love ขึ้นทันทีอ่ะค่ะ แต่มันทำให้เราเห็นพัฒนาการของตัวเอง แล้วมันก็ส่งเสริมไปถึงจุดที่ว่า อื้อ ฉันก็ทำได้เหมือนกันนะเนี่ย อื้อ ฉันก็มีคุณค่าเหมือนกันนะเนี่ย คือมันเริ่มขึ้นมาเรื่อยๆ แต่มันอยู่ที่ว่าเราจะ mindful กับความคิดเราแค่ไหนอ่ะค่ะ เพราะมันจะมีอย่างงี้นะ ถ้าเราทำ Self-care ไปแล้วเรายังแบบพูดจากดตัวเองเรื่อยๆ อ่ะค่ะ ไอ้สิ่งที่เราทำมาทั้งหมดอ่ะ มันคือ Surface level มันลงไปไม่ถึง มันก็จะไม่ช่วยทำให้เรารักตัวเองมากขึ้นเท่าไหร่
08:45
Speaker A
นัทก็จะมีพูดกับหลายๆ คนว่า ถ้าเราจะทาครีมทุกวันๆ ดูแลตัวเองนั่นนี่ พาตัวเองไปทำสปา แต่คุณยังพูดจาด้อยค่ากับตัวเองอยู่ คุณยังไม่เห็นคุณค่าของตัวเองเลย เลิกทาครีมเถอะค่ะ เปลืองครีม เพราะอันนั้นน่ะมันแค่ Surface level เท่านั้นไง คือมันอยู่ที่ว่าคุณจะดูแลตัวเองและเชื่อไหมว่าคุณก็สมควรที่จะได้รับการดูแลและได้รับความเมตตาเช่นกัน เพราะฉะนั้น Self-love เป็นอะไรที่แบบเหมือนเป็น belief deep inside you อีกทีนึงอ่ะค่ะ เป็นความเชื่อที่อยู่ข้างในลึกๆ ของคุณอีกที เพราะฉะนั้น ถ้าวันนี้คุณยังไม่เชื่อว่าคุณรักตัวเองได้ หรือคุณมีดีอะไรให้มารักอ่ะ ยังไม่ต้องเชื่อก็ได้ อย่างที่บอก เลิกด่าตัวเองก่อน แล้วก็ให้อภัยตัวเองจากสิ่งที่เราเคยทำผิดพลาดมาก่อนค่ะ ลองยอมรับก่อนก็ได้ว่าเรามีตรงไหนที่เราเด่น มีตรงไหนที่เราอ่อนด้อย มีตรงไหนที่เราถนัด มีตรงไหนที่เราไม่ถนัด เพราะนั่นคือตัวเราอ่ะ
10:32
Speaker A
จริงๆ แล้วสิ่งที่แก้ได้ยากมาก หรือว่าสิ่งที่มันนัทจะมองว่าแบบ อัยยะ อันนี้คือนัทจะพูดอัยยะออกมาเลย ก็คือการที่คนๆ นั้นมาบอกนัทว่าเขาไม่ชอบตัวเอง เขาเกลียดตัวเองอ่ะ เพราะคุณเกลียดตัวเองเนี่ย คุณวิ่งหนีไปไหนไม่ได้นะคะ เพราะว่าคุณวิ่งหนีไปมันก็จะเหมือนหนังยางดึงกลับมาอีกอ่ะ เพราะว่าคุณก็มีอยู่แค่นี้คือคุณคือตัวเองอ่ะ เพราะฉะนั้น การรักตัวเองก็คือการยอมรับและเคารพและก็เขาเรียกว่าอะไร accept ตัวเอง as it is อ่ะ เพราะว่ามนุษย์ทุกคนต่างกันค่ะ ถ้าเราพยายามไปเหมือนคนอื่น แต่สุดท้ายมันไม่ใช่ตัวเองอ่ะ สุดท้ายเราก็จะรู้สึก loss อยู่ดี เพราะฉะนั้น อุ้มชูตัวเองขึ้นมาก่อน อาจจะเป็นเวย์ที่ง่ายกว่า มองอย่างงี้นะ
12:21
Speaker A
ทีนี้ หลายๆ คนคิดว่าถ้าเรารักตัวเองแล้ว เราจะไม่เศร้า เราจะไม่เสียใจ เราจะแฮปปี้ตลอดกาล ไม่จริง คือคนที่ mentally happy mentally healthy ใช้คำว่า mentally healthy ดีกว่า คนที่ mentally healthy คน secure หรือว่าคนที่มี Self-love เนี่ย ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เศร้า ไม่เจ็บปวด ไม่อะไรเลยนะคะ ทุกคนยังเป็นมนุษย์หมด แต่เขาจะรู้ว่าอะไรที่เขาคู่ควรและไม่คู่ควร อะไรที่ไม่ควรค่ากับเขา เขาจะสามารถหันออกได้แม้กระทั่งการหันออกจากสิ่งนั้นน่ะมันจะทำให้เขาเจ็บก็ตาม แต่เขาจะสามารถ regulate อารมณ์ตัวเองได้ และรู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหนแล้ว เขาจะ allow เขาจะอนุญาตให้เขารู้สึกในอารมณ์ของตัวเอง รู้สึกในความรู้สึกนั้นๆ โดยที่ไม่ได้ไปบังคับ และเขาจะเข้าใจว่านี่คือตัวเขาแหละ และเราจะสามารถดีขึ้นได้แค่ตอนนี้เจ็บหน่อย
13:52
Speaker A
เพราะฉะนั้น มันไม่ได้หมายความว่าถ้าคุณมี Self-love แล้วคุณจะแฮปปี้ดีด๊าตลอดเวลา นัทจะพูดเล่นกันเสมอว่าคนที่จะแฮปปี้ดีด๊าตลอดเวลา ก็คือคนที่เมาตลอดเวลา หรือว่าใช้สารเสพติดตลอดเวลาค่ะ Self-love คือการที่คุณเลือกที่จะอยู่ข้างตัวเอง ไม่กลายเป็นคนที่คอยตำหนิตัวเองยืนอยู่ตรงข้ามคุณแล้วก็ชี้ๆๆ อ่ะ มันคือคนที่จะมาอยู่ข้างหลังคุณ หรือข้างๆ คุณแล้วก็คอยตบไหล่ให้กำลังใจอ่ะ นัทเคยมีคำพูดนึงที่ตอนแรกนัทไม่เก็ต เอาจริงนัทจำ exact word ไม่ได้อ่ะ นัทจำคำเป๊ะๆ ไม่ได้ แต่เขาพูดประมาณว่า เราเนี่ยแหละคือเชียร์ลีดเดอร์ที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง คือการที่มีกำลังใจจากคนอื่นด้วย มันก็ดี มันเป็น reassurance แต่จริงๆ แล้วอ่ะ คนที่จะให้กำลังใจเราได้ดีที่สุดก็คือเรา คนที่จะทำให้เราฟื้นขึ้นมาจากแผลที่มันเจ็บมากๆ ได้ ก็คือเราอยู่ดีอ่ะค่ะ เพื่อนอ่ะมีผล คนรอบข้างก็มีผล แต่สุดท้ายมันอยู่ที่ว่า Self-dialog ของเราข้างในอ่ะ พูดอะไร
15:40
Speaker A
เหมือนยังบางทีนัทแบบชมคนไข้ว่า โอ๊ย อันนี้มี progress นะ นั่นนี่ แต่เขายังหาเรื่องไปเรื่อยๆ ว่าเขาด้อยตรงนั้นตรงนี้อ่ะ นัทก็แบบ เฮ้ย เราไม่ take a pause แล้วก็ celebrate สิ่งที่เราทำกันได้แล้วไม่ดีกว่าหรอ เพราะไม่งั้นเราก็จะหาแต่ข้อเสียไปตลอดชีวิตเลยหรอ เฮ้ย เรามันต้องมีข้อดีบ้างดิ แล้วพอเรา pause ปั๊บอ่ะ เราจะเห็นเลยว่าจริงๆ แล้วเราก็มี progress เราก็จะ appreciate ตัวเองได้มากขึ้น ความรักตัวเองมันก็จะขึ้นมาค่ะ ไม่งั้นคือเราก็จะใจร้ายกับตัวเองเสมอไป อย่างบางคนที่เขาแบบไม่สามารถ pause ได้เลย นัทก็จะบอกว่า งั้นกลืนคำชมเข้าไปเลยค่ะ กลืนเข้าไปเลย ลองเชื่อในตัวเองหน่อยว่าเราทำได้ ลองเชื่อในความสำเร็จของตัวเองหน่อย แม้ว่ามันจะเป็นอันเล็กๆ น้อยๆ แต่มันถือว่ามันเป็นสิ่งที่ คุณไม่เคยทำ แล้วการฮีลจิตใจ การปรับพฤติกรรมอ่ะ ยากนะ การเปลี่ยนพฤติกรรมอ่ะ ไม่ได้ง่ายนะ เพราะถ้าเราเปลี่ยนได้นิดนึงแล้วเราควรชมตัวเอง เราควรจะ celebrate ตัวเอง ณ เดี๋ยว นั้นเลยด้วยซ้ำอ่ะ แล้วเราจะได้มีกำลังใจในการที่เราจะปรับพฤติกรรมต่อไปอ่ะค่ะ อันเนี้ยแหละก็คือ Self-love มันจะลึกกว่า Self-care อีก เพราะฉะนั้น สรุปง่ายๆ ก็คือ Self-love เนี่ยมันคือรากใหญ่ที่รวม Self-care เข้าไปด้วย มันคือทัศนคติ มันคือ attitude ที่เรามีต่อตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเคารพตัวเอง การยอมรับตัวเอง การรู้ว่าข้อดีข้อเสียของเรามีอะไรบ้างนะคะ การโอบกอดตัวเองและการเชื่อว่าตัวเองมีคุณค่าที่จะได้รับการดูแลและความเมตตาค่ะ ในขณะที่ Self-care มันคือการกระทำเล็กๆ น้อยๆ หรืออาจจะเป็นกิจวัตรอันใหญ่โตมโหฬารก็ได้ ที่ส่งเสริม Self-love ของเรา มันเป็นกิจกรรมเพื่อการดูแลสุขภาวะจิตใจ สุขภาวะกาย แล้วก็สุขภาวะอารมณ์ของเราค่ะ
16:58
Speaker A
ต่อมา นัทอยากจะมาอธิบายว่า รักตัวเอง เลือกตัวเอง เห็นแก่ตัว ต่างกันอย่างไรค่ะ
17:05
Speaker A
ที่นัท mention คำว่า เลือกตัวเองด้วย เพราะว่ามันเพิ่งขึ้นมาใน conversation ของหลายๆ คนไม่นานมานี้ ก็เลยคิดว่า เออ เราลองแตะคำนี้ด้วยแล้วกัน แต่ว่าจริงๆ mainly อ่ะ ก็คือเราต้องแยกระหว่างรักตัวเองกับเห็นแก่ตัวให้ได้ก่อน เพราะว่าไอ้เลือกตัวเองเนี่ย มันอยู่ก้ำกึ่งมากๆ เลยอ่ะค่ะ เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังว่ามันก้ำกึ่งยังไงเนาะ ก่อนอื่นเลยก็คือรักตัวเองเนี่ย มันคือการเคารพตัวเอง เคารพ boundary ปกป้อง boundary ของตัวเอง แล้วก็เห็นคุณค่าในตนเองใช่มั้ย แล้วมันคือการที่เราจะไม่ใช่เป็นแบบเอาตัวเองไปเป็นศูนย์กลางอ่ะ เพราะว่าถ้าเราบอกว่าเรารักตัวเอง แต่ทุกคนต้องทำตามเรา เราไปเอาเปรียบคนอื่น เอาเปรียบในที่นี้ก็คือได้ประโยชน์บนหลังของคนอื่นอ่ะค่ะ อันนั้นน่ะคือเห็นแก่ตัวนะ ไม่ใช่รักตัวเอง
18:36
Speaker A
เพราะฉะนั้น ถ้าคุณบอกว่าคุณเลือกตัวเอง แต่คุณไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนทางกายทางใจอ่ะ อันเนี้ยมันอาจจะไม่ใช่การรักตัวเองละ อันเนี้ยมันอาจจะเป็นความเห็นแก่ตัว คือการรักตัวเองเนี่ย มันคือการเลือกตัวเองก่อน แต่มันต้องรู้ว่าเราเลือกตัวเองแล้วมันไปเดือดร้อนใครหรือเปล่า ไปเอาเปรียบใครมั้ย เพราะถ้ามันเป็นการเลือกตัวเองแล้วไปเอาเปรียบคนอื่น นั่นก็คือเห็นแก่ตัวโดยอัตโนมัติ ทีนี้มันก็จะมีคำถามว่า เนี่ย เราต้องเลิกกับคนๆ นึงอ่ะค่ะ เพราะว่าเรารักตัวเอง แต่ว่าจะทำให้เขาเสียใจอ่ะ อย่างเนี้ยมันใช่การรักตัวเองหรือว่าเราเห็นแก่ตัวหรือเปล่า เพราะเราทำให้เขาเจ็บอ่ะ แต่ว่าเขาก็ทำร้ายเรามาแล้วนะ เราก็ไม่รู้ว่าเราก็เลยบางทีเราก็เลยรู้สึกว่าเราไม่กล้าเลิกกับเขา แต่พอไปฟังหลายๆ ที่มาเขาก็บอกว่าเราต้องรักตัวเองก่อน แต่รักตัวเองต้องไม่ทำให้คนอื่นเสียใจไง คือมันเป็นอย่างงี้ค่ะ การบอกเลิกอีกฝ่ายถ้าอีกฝ่ายทำร้ายคุณน่ะ มันคือการรักตัวเอง เพราะว่าคุณกำลังปกป้องตัวเองอยู่ โดยเฉพาะถ้าเขาทำร้ายคุณทางอารมณ์ หรือทำให้คุณตัวเล็กลงเรื่อยๆ ทำให้คุณค่าของคุณมันเหลือน้อยลงเรื่อยๆ อ่ะค่ะ อย่างเนี้ย ถ้าเขาเสียใจอ่ะ มันก็เป็นเรื่องของเขาแล้วนะ เพราะว่าเราต้องปกป้อง energy ของเราก่อน เพราะการที่เราอยู่ต่อทั้งที่เราโดนทำร้ายเนี่ย เท่ากับเราเหมือนตีตัวเองไปในตัว มันไม่ใช่ความเมตตาต่อตนเองแล้วนะคะ มันจะกลายเป็นว่าคุณน่ะ อยู่ไปเรื่อยๆ แล้วก็เสียใจไปเรื่อยๆ ถูกทำร้ายจิตใจไปเรื่อยๆ มันเป็นการเสียสละ เสียสละทั้งตัวเลยนะ ทีเนี้ย คือเสียสละขอบเขต เสียสละทุกอย่างอ่ะค่ะ อยู่ไปเรื่อยๆ แล้วก็ตัวเล็กลง เพราะฉะนั้น อย่างที่บอก ถ้ามันเป็นในกรณีนี้เนี่ย การที่อีกคนนึงเสียใจอ่ะ มันไม่ได้หมายความว่าคุณเห็นแก่ตัว มันคือการที่คุณรักตัวเองค่ะ
21:40
Speaker A
ขอแวะขายของนิดนึงค่ะ ในเดือนมกราคมนะคะ นัทมีเปิด Workshop ทางจิตวิทยา 2 ตัวนะคะ เป็นตัวที่เรียนสดผ่าน Zoom ค่ะ ก็จะมีวันที่ 25 มกราคมนะคะ เป็น Healing the Anxious Hearts Skill 3: Finding Peace in Discomfort ที่ไม่ว่าคุณจะเป็น Type Anxious Attachment Avoidant Attachment หรือว่า Fearful Avoidant Attachment หรือ Disorganized Attachment ก็เข้าได้นะคะ
22:21
Speaker A
จะเป็นการเรียน DBT Basic Distress Tolerance Skill ค่ะ เป็นหนึ่งในทฤษฎีจิตบำบัดค่ะ ที่จะช่วยในเรื่องของการดึงสติและรับมือกับอารมณ์ที่ถาโถมค่ะ
22:42
Speaker A
ถ้าใครอยากหาวิธีที่จะดึงอารมณ์ตัวเอง ทำให้ตัวเองสงบนิ่งได้มากขึ้นนะคะ นัทแนะนำ Workshop นี้เลยค่ะ
23:01
Speaker A
ส่วนตัวที่ 2 นะคะ วันที่ 31 มกราคมค่ะ Healing the Anxious Hearts Skill 2: Reclaiming Your Self-esteem ถ้าใครมีปัญหาเรื่อง Self-esteem นะคะ นัทแนะนำเลยค่ะ
23:20
Speaker A
ใน Workshop นี้เราจะใช้ CBT Skills นะคะ ในการฟื้นคืนคุณค่าในตัวคุณค่ะ
23:29
Speaker A
ส่วนอีกตัวนึงก็จะเป็น Class on demand ค่ะ Study anywhere, heal anywhere ในหัวข้อ Heartbreak Toolkit ค่ะ เยียวยาแผลใจด้วยทฤษฎีจิตบำบัดแบบ DBT
23:40
Speaker A
มันเหมาะกับคนที่เพิ่งอกหักมาค่ะ หรือว่าสูญเสียของรัก คนรัก สูญเสียของสำคัญไป แล้วไม่รู้จะเยียวยาจิตใจอย่างไรนะคะ เรามี Class ตัวนี้ค่ะ ซึ่งจะสอนทักษะทางจิตวิทยาที่คุณสามารถนำไปใช้เยียวยาจิตใจของตัวเองได้ที่บ้าน มาพร้อมกับ Worksheet นะคะ สไลด์ประกอบการเรียน แล้วก็ Video lesson ค่ะ ถ้าใครสนใจอยากขอสอบถามรายละเอียดนะคะ สามารถทักไปได้ที่ Line official account ค่ะ
23:58
Speaker A
Part สุดท้ายของ EP นี้ค่ะ เราก็จะไปดูกันว่า Self-love และ Self-care ที่นัทจะเอาไปด้วยในปี 2026 มีอะไรบ้างนะคะ
24:09
Speaker A
ตอนแรกว่าจะไม่ใช้สไลด์ค่ะ EP เนี้ย แต่ว่าใช้ซะหน่อยดีกว่า เพราะว่าตัวหนังสือเยอะจังเลย นัทกลัวพูดเองแล้วนัทก็งงเองด้วยแหละ เพราะว่าจริงๆ อันนี้เป็น page ที่ 5 ละ ทั้งหมดนี้นะคะ มีอยู่ 13 + 9 ได้เท่าไหร่ อ่ะ นัทตกเลข เอาเป็นว่า 13 + 9 ข้อเนี้ย จะเป็นสิ่งที่นัทเอาไปด้วยในปี 2026 นะคะ นัทขอเริ่มที่ Self-care ก่อนค่ะ ก็คือ ข้อ 1 โยคะ 5 วันต่อสัปดาห์ค่ะ แต่จริงๆ เมื่อเช้าอ่ะ คิดละ น่าจะ 4-5 วันต่อสัปดาห์ realistic มากกว่า ขอเป็นโยคะ 4 วันต่อสัปดาห์แล้วกัน
25:24
Speaker A
2 การมีสติอยู่กับปัจจุบัน มี Self-awareness ค่ะ 3 Mindfulness 4 การหยุดคิดเรื่องงานหลัง 20:30 5 นอนไม่เกิน 23:00 น. ค่ะ 6 การคุยกับ Anxiety ค่ะ 7 มาร์คหน้าอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง 8 ทาครีมกันแดดทุกวัน ไม่ออกจากบ้านก็ทาค่ะ 9 ลองทำเมนูใหม่ๆ ตาม IG 10 Deep breathing / Voo breathing ค่ะ 11 Celebrate ตัวเองในทุกๆ ความสำเร็จไม่ว่าจะเล็กหรือจะใหญ่นะคะ แล้วก็ 12 ไม่กินกาแฟ No caffeine ค่ะ และ 13 กิน iron tablet วันละเม็ด
26:41
Speaker A
นัทอาจจะไม่ได้ลงทุกข้อนะ ว่า 1-13 ทำอะไรบ้าง แบบละเอียดอ่ะค่ะ แต่ว่าดูโดยรวมนะ ให้สังเกต Self-care เนี่ยเป็นอะไรที่เห็นแล้วกระทำได้เลย แล้วก็เป็นเหมือนคล้ายๆ กิจวัตรประจำวันของเราด้วยซ้ำอ่ะค่ะ การทำ Mindfulness การหยุดคิดเรื่องงานหลัง 20:30 การนอนไม่เกิน 23:00 น. มันก็คือกิจวัตรของเราอ่ะ
27:07
Speaker A
ส่วนการคุยกับ Anxiety อย่างเนี้ยค่ะ บางคนก็งงว่าคุยยังไงหรอ คือนัทจะมีวิธีหนึ่ง ที่มันมาจาก Narrative therapy คือ Externalizing problem คือเอาปัญหาออกจากตัว แยกเพื่อวิเคราะห์ ไม่ได้แยกแล้ว Turn away นะ ไม่ได้แยกแล้วก็หันออก หันหนีปัญหานะคะ คือแยก Anxiety ออกมา แล้วเราเหมือนคุยกับเพื่อนเราที่เป็น Anxiety เหมือน B1 กับ B2 อ่ะค่ะ แล้วบางทีนัทอยากรู้ว่าตัวเองกังวลอะไรมากๆ อ่ะ บางทีก็จะมีเรื่องงานบ้างอะไรอย่างเนี้ยค่ะ เราก็มีการคุยกับ Anxiety เหมือนเป็น Self-talk คุยไป แล้วก็จริงๆ ตรงเนี้ยต้องใช้ Self-awareness แล้วก็ต้องใช้สติเยอะมาก เพราะว่ามันเป็นการถามลึกๆ ข้างในว่า Anxiety ของเราคิดอะไรอยู่ ความกังวลของเรามันคืออะไร Worst case ของมันคืออะไรนะคะ นัทใช้วิธีนี้กับการทำจิตบำบัดกับคนไข้หลายๆ คนด้วย
28:52
Speaker A
ซึ่งหลายๆ คนอาจจะยังไม่สามารถพูดคุยได้ เพราะว่ามันยังไม่คล่องอ่ะ มันยังฟุ้งมากๆ เลยอ่ะค่ะ แนะนำให้เขียนออกมาก็ได้นะ คือลิสต์ออกมาเลยว่า Anxiety กังวลเรื่องอะไรบ้าง จะได้รู้ เพราะว่า Anxiety บางอย่างเนี่ยมันมีมูลนะ มันไม่ใช่ว่าพอเป็น Anxiety แล้วเราต้องไม่ฟังมันเลยอ่ะค่ะ Anxiety ก็คือระบบป้องกันตัวของมนุษย์จากภัยอันตราย Anxiety แค่อยากให้เราปลอดภัยอ่ะ แต่บางทีมันทำงานเยอะเกินอ่ะ มันจะไม่ปลอดภัย เพราะมันทำงานเยอะไปเนี่ยแหละ มันเหนื่อย แล้วบางคน Anxiety ขึ้นก็คอบ่าไหล่ตึง แบบหมอนวดแบบน้องไปทำอะไรมาคะ อะไรแบบเนี้ย ไปยกของมาหรอ ทั้งที่จริงๆ แล้วคือเราอาจจะนั่งเฉยๆ เราคิดเยอะเนี่ยแหละค่ะ ก็เลยเนี่ยแหละ แนะนำ ลองคุยกับ Anxiety ดูค่ะ
30:46
Speaker A
ถ้าทำไม่ได้ แนะนำว่าคุยกับนักจิตวิทยาค่ะ เขาจะได้ดูให้ว่าต้องปรับตรงไหนนะคะ หรือวิธีนี้อาจจะไม่เหมาะกับคุณเลยก็ได้ แล้วแต่ นะ คือลืมบอกไปว่า EP เนี้ย คุณมองว่าอันไหนเหมาะกับคุณอ่ะ คุณทำอันนั้น เพราะว่าแต่ละคนเนี่ยมันก็จะไม่เหมือนกัน ทฤษฎีมันเหมาะมาอย่างเนี้ย แต่พอมันไปเข้าสู่คนๆ นั้นแล้วมันอาจจะต้องปรับนิดนึง เหมือนเวลาเล่นโยคะ ถ้ามันก็มีแหละ ต้องเอาขาขึ้นฟ้า ทำอย่างงั้นอย่างงี้ แต่คือร่างกายเนี่ยมันทำอย่างงั้นไม่ได้ เราก็ต้องมีการเรียกว่า Modification อ่ะค่ะ ก็คือ Modify ท่าหน่อย ปรับท่าหน่อย ให้มันเข้ากับสรีระของตัวเองค่ะ
32:09
Speaker A
ต่อมา มีอะไรอีกที่นัทอยากพูดถึง ข้อ 11 ค่ะ Celebrate ตัวเองในทุกๆ ความสำเร็จไม่ว่าจะเล็กหรือจะใหญ่ อันเนี้ยมันแอบไป relate กับ Self-love ด้วยนะ เพราะว่าการที่เราอนุญาตให้ตัวเอง Celebrate ตัวเองอ่ะ มันคือการเคารพตัวเองและมองเห็นคุณค่าในตัวเอง แล้ว Self-love อย่างที่บอกอ่ะค่ะ มันก็คือการมองเห็นคุณค่าในตนเองไง บางทีเราโฟกัสที่ result มากๆ อ่ะ เราโฟกัสกับผลลัพธ์ เรามัวแต่จ้องมองว่าเมื่อไหร่จะได้ผลลัพธ์ แต่เรื่องบางเรื่องมันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ และใช้เวลา แล้วถ้าเราจะไม่ Celebrate มันเลยอ่ะค่ะ เราจะเหี่ยวก่อนมั้ย
33:54
Speaker A
นัทเป็นคนที่เลือกที่จะ Celebrate effort ถึงแม้ว่ามันยังจะไม่สำเร็จก็ตาม แต่เนี้ยเหมือนเอาอย่างงี้ดีกว่า ยกตัวอย่างง่ายๆ เลย EP เนี้ย นัทอัดมาตั้งแต่เมื่อคืนละ ถ้าสังเกตนะ เสื้อนัทคนละสี ตอนแรกก็อยากใส่เสื้อตัวเดิมอ่ะ แต่ก็รู้สึกว่าไม่เอาเปลี่ยนดีกว่า คือนัทไม่ได้มองว่านัท fail เมื่อคืน แต่นัทแค่รู้สึกว่าเราทำจนเหนื่อยมากแล้วอ่ะ แล้วเราก็ไม่เป็นไรนะ ไอ้คลิปที่อัดไปแล้วอ่ะ It's okay มันคือการซ้อม มันคือความพยายามของเราอ่ะ แล้วมันก็จะทำให้เราคล่องๆ ไง เพราะว่าเราพูดมาหลายรอบแล้ว เพราะฉะนั้น มันคือการ Celebrate effort นัทก็จะบอกตัวเองอ่ะ ตอนเมื่อคืนนัทก็บอกตัวเองว่าแบบ หยุดทำงานก่อนนัท เพราะเมื่อคืนอ่ะ แอบอยากทำต่อ แต่เหนื่อยแล้ว บอกว่าหยุดทำงานก่อน
35:42
Speaker A
เออ แล้ว Celebrate เนี่ย ไม่ต้องแบบว่าของขวัญอะไรยิ่งใหญ่ตลอดเวลา แค่เอาจริงๆ นะ อนุญาตให้ตัวเองพักอ่ะ ก็ถือว่าเป็นการ Celebrate อย่างหนึ่งแล้ว เพราะว่ามันคือการทำให้เรา relax ไง การ Celebrate คือเฉลิมฉลอง ทำให้มีความสุขใช่มั้ยล่ะ แต่ว่ามันไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่อลังการขนาดนั้นก็ได้ เอาจริงๆ นะ ทุกคนที่ประสบความสำเร็จอ่ะ เวลาเราไปอ่าน Biography ไปอ่านชีวประวัติของใครอ่ะ เขาต้องใช้ความพยายาม จะเยอะจะน้อย แต่มันต้องมีความพยายาม คนที่ถูกหวย 300 ล้านอ่ะ แต่เดี๋ยวนี้รางวัลที่ 1 เขาเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้เนาะ คือถ้าเขาอ่ะ ไม่แบบลุกขึ้นมากดแอปซื้อหวย หรือว่าเดินออกไปซื้อหวย หรืออย่างที่นี่อ่ะ มันต้องเดินไปซื้อตาม Supermarket อ่ะค่ะ มันจะเป็นยอดเหรียญ Powerball ถ้าคุณไม่ขับรถ ตึ๊กๆๆๆ ไปซื้อ มันจะได้มั้ยล่ะ 300 ล้านอ่ะ สุดท้ายมันก็มี effort ของเราอยู่ดีอ่ะค่ะ หรือนัทก็ไม่รู้ว่านัทเป็นคนที่ถูกเลี้ยงมาว่าเวลาเราจะทำอะไรเราต้องพยายาม แล้วก็คุณพ่อนัทก็จะสอนตลอดว่า ลองเถอะ ดีกว่าไม่ได้ลอง เพราะฉะนั้น ตอนนี้คติในชีวิตนัทก็คือ อย่ากลัวที่จะลอง แต่กลัวที่ว่าจะไม่มีโอกาสได้ลอง อือ นัทเป็นอย่างงี้เลยนะ
37:03
Speaker A
เพราะฉะนั้น ก็เลยจะเห็นนัททำอะไรใหม่ๆ ออกมาอ่ะค่ะ เพราะบางทีก็กลัวไม่ได้ทำ คือไม่ได้ทำเพราะวิตกกังวลนะ แต่แค่มันรู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้วแหละ ไหนลองทำซิ ถ้าทำแล้วแป๊ก เอ้อ ก็ไม่เป็นไรหรอก ต่อมาอยากพูดเรื่อง Mindfulness มันก็จะไปต่อกับ Self-love ของ Be mindful ด้วย นะคะ Mindfulness เนี่ยมันคือการมีสติอยู่กับปัจจุบันโดยที่ไม่ตัดสิน ไม่ได้หมายถึงแค่ฝึกหายใจ แล้วก็นั่งสมาธิอย่างเดียวนะ มันจะมี attitude ของมันน่ะ 7 อย่าง 8 อย่างที่ทำให้คุณสามารถอยู่กับปัจจุบันโดยที่ไม่ตัดสิน แล้วก็โฟกัสแค่สิ่งที่เราทำสิ่งเดียว ตอนเนี้ย เหมือนตอนเนี้ยนัทอัด Podcast อยู่ อ่ะ นั่นหมายความว่าเราต้องมีโฟกัสอยู่ที่ Podcast ค่ะ เราจะไปคิดอะไรใต้น้ำไม่ได้ เพราะว่านั่นไม่ mindful มันจะช่วยตรงไหนรู้ป่ะ
38:40
Speaker A
มันจะช่วยตรงที่ว่า ถ้าเรา mindful อ่ะ เราจะรู้ตัวเลยว่าเราพูดจาไม่ดีกับตัวเองเมื่อไหร่ บางทีเนี่ย เราเป็นคนที่อ่ะ Self-esteem ต่ำอยู่แล้วใช่มั้ย แล้วโอเคตอนนี้เรากำลังเรียนรู้ที่จะเป็นคนที่มี Self-esteem ที่สูงขึ้น มันคงเป็นไปไม่ได้ทันทีที่จะแบบว่า อุ๊ย วันนี้ฉันมั่นใจในตัวเองแล้ว เลิกด่าตัวเองแล้ว บางทีเราอาจจะหลุดด่าตัวเองออกมา มันไม่เป็นไรนะ ถ้าคุณมี Self-awareness อ่ะ แล้วคุณก็แก้ใหม่ แต่ถ้าคุณไม่มี Self-awareness ใช้ชีวิตแบบไม่มีสติ ไม่ไม่มี Mindfulness อ่ะ นั่นหมายความว่าคุณก็จะปล่อยให้มันเลยตามเลย แล้วก็ความคิดของคุณก็ทะลัยไปกับมันด้วยอ่ะค่ะ ซึ่งอย่างที่บอกค่ะ ทั้งหมดทั้งมวล Take อันไหนได้ Take ไป หรือว่าลองไปปรับให้มันเข้ากับตัวเอง ไม่จำเป็นต้องโยคะ 5 วันก็ได้ค่ะ คุณจะไปวิ่งก็ได้ คือเอาอะไรที่มันเข้ากับคุณน่ะค่ะ ไปต่อกันที่ Self-love ดีกว่า
40:30
Speaker A
Self-love ที่นัทจะพาไปด้วยในปี 2026 นะคะ ก็จะมี 9 อย่างค่ะ ก็คือ 1 ความเป็นตัวเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแต่งตัว ความ authenticity ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง ไม่ฝืนตัวเอง 2 การรักษาขอบเขตของตัวเองค่ะ 3 ไม่รู้สึกผิดจากการปฏิเสธคนอื่น 4 Be mindful ค่ะ คือใช้ชีวิตแบบมีสตินะ 5 อนุญาตให้ตัวเองรู้สึกในสิ่งที่ตัวเองรู้สึก แล้วก็ Be vulnerable ค่ะ เดี๋ยวจะมาอธิบายคำนี้นะ ข้อ 6 ค่ะ ให้อภัยตัวเอง ข้อ 7 ใจดีกับตัวเอง ข้อ 8 โอบกอด imperfection แล้วก็ข้อ 9 ค่ะ ความกล้าในการเริ่มทำโปรเจกต์อะไรสักอย่าง นัทขออธิบายคำว่า Be vulnerable ก่อนนะคะ Be vulnerable ในภาษาไทยเนี่ย Google บอกว่า เปราะบาง ใจอ่อน อ่อนแอ แต่ว่ามันไม่ใช่อ่อนแอแบบ weak physically อย่างงั้นน่ะ คือนัทแค่รู้สึกว่าภาษาไทยมันไม่มีคำแปลเป๊ะๆ ของคำเนี้ย แต่ว่ามันจะเป็นธีมแบบปล่อยให้ตัวเอง vulnerable บ้าง คือปล่อยให้ตัวเองได้อ่อนแอ บ้าง มันจะเป็นเหมือนกับว่า Soft-hearted อ่ะ เหมือนแบบใจอ่อนอะไรอย่างเนี้ย คือไม่ต้องเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้อ่ะค่ะ
43:58
Speaker A
ประเด็นคือถ้าเราเข้มแข็งตลอดเวลา เราอาจจะไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วข้างในเราอาจจะมีปัญหาอยู่ มันก็เลยไปถึงจุดที่นัทก็บอกตัวเองว่านัทอยากอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกในสิ่งที่ตัวเองรู้สึก เท่าไหร่นัทเศร้า นัทก็จะปล่อยให้ตัวเองเศร้านะ แต่ว่าเศร้าแบบมีลิมิตนะ ไม่ให้มันไปกระทบการใช้ชีวิตประจำวันนะ อย่างเมื่อวานนัทก็บอกคนไข้คนนึงบอกว่า จะร้องไห้ก็ได้ค่ะ ร้องทุกวันก็ได้ แต่ร้องวันละ 5 นาทีก็พอ แล้วสุดท้ายต้องรู้ด้วยนะว่ามันมีเหตุผลให้ร้องหรือเปล่า คือพอรู้สึกแบบ อ่ะ โอเค อนุญาตให้ตัวเองรู้สึกนะ Be vulnerable ละ ถามตัวเองต่อ ตอนนี้รู้สึกอะไรอยู่ สมมุติเศร้า เศร้าอะไรอ่ะ คิดว่าอะไรทำให้เราเศร้าอ่ะ พอเรา curious กับตัวเอง มันเหมือนมันเป็นการเปิดโสดให้เราเข้าไปดูว่าปัญหาคืออะไร แล้วก็ใจดีกับตัวเอง ให้อภัยตัวเองค่ะ ไม่ต้องตั้งแง่กับตัวเองเยอะ แล้วก็โอบกอด imperfection ทุกคนเศร้าได้ ทุกคนมีอารมณ์หลากหลายอ่ะค่ะ เหมือน Inside Out อ่ะ มีหลายตัว ทีเนี้ยมันจะไปถึงจุดที่ว่าเราจะไปหา solution แก้ปัญหาโดยอัตโนมัติ ถ้าเราใจดีกับตัวเอง ถ้าเราโอบกอด imperfection แล้วถ้าเรา Be vulnerable เพราะอย่างที่บอก ถ้าคุณเข้มแข็งตลอดเวลา คุณอาจจะไม่รู้เลยว่าข้างในของคุณนะ ขาคุณไม่ไหวแล้วค่ะ
47:25
Speaker A
แต่ถ้าคุณลองนั่งพักดูสักพักนึงแล้วลองมานั่งดูแผลซิ แบบ เออ แผลมันก็แหกเหมือนกันนะเนี่ย ไหนลองมานั่งทำแผลก่อน มันเจ็บแหละ แต่บางเรื่องอ่ะ มันต้องเจ็บเพื่อให้ไปต่อได้ ต่อมาที่นัทอยากอธิบายก็คือการรักษาขอบเขตของตัวเองค่ะ หลายๆ คนเนี่ยมีขอบเขตนะ ไม่ใช่ไม่มี คือรู้ว่าตัวเองโอเคกับอะไร แล้วก็รู้ว่าตัวเองไม่โอเคกับอะไร แต่ว่ามันจะมีที่แบบว่า เรายังอนุญาตให้คนอื่น cross boundary อ่ะ ยังอนุญาตให้คนอื่นข้ามขอบเขตของเราโดยที่เราก็ไม่รู้ตัว มันอาจจะเป็นว่าเรากลัวโดนปฏิเสธ กลัวคนไม่รัก กลัวโดนไม่ยอมรับ หรือว่าเราเป็น people pleaser หรือเปล่า อันเนี้ยนัทก็ไม่รู้นะ มันแล้วแต่คน แต่ว่าถ้าคุณมี boundary ถ้าคุณมีขอบเขต แล้วคุณไม่รักษาขอบเขตของตัวเองอ่ะ มันอาจจะเท่ากับว่าคุณไม่มี boundary นะ
48:54
Speaker A
วันก่อนนัทคุยกับสามีเรื่องเนี้ย เหมือนคุยเรื่องทฤษฎีเนี่ยแหละ แล้วเขาก็สรุปให้ฟังว่า Setting boundary อ่ะ มันคือ ถ้าอีกคนนึงไม่ได้รับ consequence อะไรเลย จากการที่เขาข้าม boundary เรา คือเราไม่ได้โชว์ให้เขาเห็นเลยว่า ยู ยู cross my boundary นะ แล้วเขาไม่ได้มีผลที่ตามมา หรือว่าคือเราไม่ต้องไปทำโทษเขาอ่ะ แต่เราแค่ต้องบอกเขา คือบางทีจะให้ Let them do it ตลอดก็ไม่ได้ เพราะบางเรื่องเป็นเรื่อง abuse เรื่องแบบว่า Sexual coercion เป็นเรื่องอะไรที่มันลามกอนาจารอย่างเนี้ย เราจะปล่อยให้เขาทำต่อไปไม่ได้อ่ะ เราจะ Let them ตลอดก็ไม่ได้อ่ะค่ะ เพราะฉะนั้น เราต้อง alert ให้เขารู้ เขาต้องรับ consequence ด้วยว่า This is what you get when you cross my boundary นี่คือสิ่งที่คุณจะได้ ถ้าคุณข้าม boundary ฉัน แล้วปีนี้นัทก็ทำไปแล้ว 2 รอบ 3 รอบ ซึ่งนัทรู้สึกว่าการที่เราแสดงออกถึงขอบเขตของเราอ่ะ บางครั้งอ่ะ มันอาจจะไม่ได้หมายความว่าคนๆ นั้นจะอยู่ในชีวิตเราอีกต่อไปนะ มันเป็นการ screen คนไปในตัวนะคะ
50:59
Speaker A
แต่อย่างน้อยอ่ะ มันทำให้คนที่ไม่เคารพ boundary เราอ่ะ ออกไปไง แล้วมันก็จะเหลือแต่คนที่น่ารักๆ อยู่กับเรา เข้าใจเรา แล้วก็เคารพ boundary เราค่ะ อันสุดท้ายที่อยากอธิบายก็คือความ original ความเป็นตัวเองอ่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งตัว การแต่งหน้า สิ่งที่เราทำอ่ะ หลายๆ คนแต่งตัวตามสมัยนิยม แต่ไม่ได้ถามตัวเองว่าฉันชอบชุดนี้หรือเปล่า หรือว่านี่คือเข้ากับหุ่นฉันหรือเปล่า ฉันแต่งแล้วฉันรู้สึกสบายใจมั้ย บางคนแต่งเพื่อเพื่อให้คนอื่นมองว่าเราดี เราหล่อ เราสวยอย่างเนี้ย แต่สุดท้ายมันไม่ใช่ตัวเองอ่ะ คือตอนหลังอ่ะ นัทกลับมาที่ตัวเองเยอะ คือกลับมาที่ Self เยอะ แล้วถามตัวเองว่าฉันเป็นใคร ฉันชอบอะไร ฉันไม่ชอบอะไร ฉันเหมาะกับอะไร ฉันไม่เหมาะกับอะไร นัทเริ่ม define สิ่งนี้ด้วยตัวเอง เพราะนัทมองว่ามันไม่มีใครรู้จักตัวเราดีที่สุดมากกว่าตัวเองแล้วอ่ะค่ะ แต่ใช่ มันก็จะมี part ที่เราไม่รู้จักตัวเองเหมือนกัน ไว้นัทจะมาอธิบายเรื่อง Johari's Window นะ มันเกี่ยวกับความเข้าใจ Self ทั้งหมดอ่ะค่ะ มันก็จะมี part ที่เราไม่รู้เกี่ยวกับตัวเองด้วย แต่นัทแค่รู้สึกว่าเราอ่ะ as Self อ่ะ เราควรจะต้องรู้จักตัวเราเองมากกว่าที่คนอื่นจะมารู้จักเราด้วยซ้ำ
53:19
Speaker A
นัทเลยเริ่มเข้าไปที่นิสัยแต่ละอย่างของตัวเองอย่างที่บอกคือความถนัดของตัวเอง ความไม่ถนัดของตัวเอง แล้วโอบกอดมันทุกอย่างเลยค่ะ แล้วเริ่มเลือกอาชีพจาก characteristic ของตัวเอง เพราะฉะนั้น นักจิตเป็นอาชีพแรกที่เราเลือกจาก characteristic ของตัวเองจริงๆ แล้วก็เลือกจาก needs ของตัวเองค่ะ ว่าความต้องการในชีวิตของเราเราอยากได้อะไร แล้วเราก็มาดูว่าอาชีพไหนมันน่าจะเข้าบ้าง แทนที่คนส่วนใหญ่ก็จะมองว่าอาชีพไหนที่มีในตลาดแล้วเข้ากับเรา หรือเปล่าอ่ะ คือนัทลองเปลี่ยนใหม่ อ่ะค่ะ แต่ว่าอันเนี้ยนัทเปลี่ยนตอนอายุประมาณ 30 31 อ่ะ เพราะว่าตอนแรกก็เป็นแอร์ เราก็คิดว่า เออ เป็นแอร์มันก็ดีแหละ ได้แต่งตัวสวยๆ ได้ไปเที่ยวอะไรอย่างเนี้ย แต่สุดท้ายก็คือมันไม่ใช่อ่ะ แต่พอมาเป็นอาชีพเนี้ย มันใช่อเรามากกว่า เพราะว่าเราเลือกจาก characteristic ของตัวเอง อันนี้เป็นสิ่งที่โรงเรียนไทยไม่สอน คือเขาไม่ได้สอนให้รู้จักตัวเองขนาดนั้นอ่ะค่ะ แต่เขาสอนให้รู้ว่าในโลกเนี้ยมีอาชีพอะไรบ้าง แล้วเธออยากเป็นอะไร แต่นัทก็จะถามคนไข้หลายๆ คนว่าแล้วคุณอ่ะ เป็นอะไร ไม่ได้บอกว่าเธอเป็นอะไรนะจ๊ะ แบบเธอเป็นอะไรแบบเป็นอะไรอ่ะ แต่หมายความว่าเธอเป็นอย่างไร ชอบอะไรไม่ชอบอะไร Limit ของตัวเองอยู่ที่ไหน ชอบอากาศเย็นหรืออากาศหนาว คือถามไปขนาดนั้นเลยนะ แบบจุดเล็กจุดย่อยเอาหมดเลยค่ะ เพราะว่าสถานที่นัทอยู่ตอนนี้ ประเทศที่นัทอยู่ อ่ะ ถือนัทเป็นคนเลือกนะ เพราะว่านัทขีด characteristic มาแล้ว นัทไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้คือ manifestation หรือเปล่า เอาตรงๆ นะ บางทีก็ยังงงอยู่ แต่ว่านัทมองว่าเราลองเป็นตัวเองดูค่ะ แล้วความภูมิใจมันจะขึ้นมาจริงๆ นะ เพราะถ้าเราไปเป็นคนอื่นเรื่อยๆ อ่ะ ความเป็นตัวเองมันจะกลืนหายไป คุณค่าของตัวเองมันก็จะหายไป ถ้าคุณอยากสร้าง Self-esteem อ่ะค่ะ สิ่งนี้อาจจะช่วยคุณได้เช่นกัน
54:59
Speaker A
นัทจะขอวกกลับมาที่ความใจดีกับตัวเองนิดนึงนะคะ เมื่อกี้บอกว่าอันสุดท้ายแล้วใช่มั้ย แต่คือเพิ่งนึกได้เมื่อกี้ คือหลายๆ คนน่ะ ไม่รู้ว่าความใจดีกับตัวเองอ่ะ มันต้องทำยังไง
55:18
Speaker A
อันนี้จะยกตัวอย่างว่าความใจร้ายกับตัวเองคืออะไรก่อนนะ มันจะได้เห็นภาพเป็น opposite อ่ะค่ะ
55:29
Speaker A
การที่เราใจร้ายกับตัวเองก็คือการที่เรายัง push ตัวเองให้ทำอะไรที่เราไม่ชอบ หรือว่าทำอะไรแล้วเราเจ็บอ่ะ เช่น เรายังไปเล่นกีฬา ทั้งที่จริงๆ แล้วคือขาเจ็บไม่ไหว อันนี้ก็ฝืนตัวเองอยู่นะคะ หรือว่าพยายามที่จะอยู่ในความสัมพันธ์กับคนที่ทำให้เราเจ็บเรื่อยๆ อันนี้ก็ถือว่าใจร้ายกับตัวเองนะ
55:56
Speaker A
เพราะถ้าเราจะใจดีกับตัวเองอ่ะ เราจะไม่ตีตัวเอง เราจะไม่ทำให้ตัวเองเจ็บไง
55:59
Speaker A
แต่ถ้าเราทำให้ตัวเองเจ็บเมื่อไหร่ โดยที่มันไม่จำเป็นด้วยในบางกรณีอ่ะค่ะ อันเนี้ยคือการที่เราไม่ใจดีกับตัวเอง
56:08
Speaker A
นัทอาจจะไม่ได้มีคำอธิบายที่มันกระชับมาก กว่านี้ เห็นภาพเยอะกว่านี้ แต่หวังว่าอาจจะทำให้หลายๆ คนเห็นภาพมากขึ้นนะคะว่าการใจดีกับตัวเองคืออะไร
56:19
Speaker A
และนี่ก็คือทั้งหมดของ Self-love Self-care และสิ่งที่นัทจะนำไปใช้ในปี 2026 ค่ะ ลองนำไปปรับใช้ดู กับตัวเองนะคะ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องทำตามนัทเป๊ะๆ นะคะ ทุกคนมีความ unique ของตัวเอง ลองไปปรับให้เข้ากับความถนัดแล้วก็ความชอบของแต่ละคนค่ะ หวังว่าจะ เป็นประโยชน์ให้กับหลายๆ คนนะคะ
56:36
Speaker A
Release and Heal ก็จะไปกับนัทด้วยค่ะ ในปี 2026
Topics:รักตัวเองดูแลตัวเองSelf-loveSelf-careจิตวิทยาสุขภาพจิตการยอมรับตัวเองพัฒนาตนเองการพูดกับตัวเองการฮีลใจ

Frequently Asked Questions

Self-love กับ Self-care แตกต่างกันอย่างไร?

Self-love คือทัศนคติและความเชื่อภายในที่เห็นคุณค่าในตัวเอง ส่วน Self-care คือการกระทำที่ตั้งใจทำเพื่อดูแลสุขภาพกายและใจ เช่น การพักผ่อนและตั้งขอบเขต

ถ้ายังรักตัวเองไม่ได้ ควรเริ่มต้นอย่างไร?

ควรเริ่มจากการเลิกด่าตัวเองและพูดจาดีๆ กับตัวเองก่อน จากนั้นค่อยๆ ยอมรับข้อดีและข้อด้อยของตัวเองอย่างใจเย็น

การรักตัวเองหมายความว่าจะไม่มีความเศร้าหรือไม่?

ไม่ใช่ การรักตัวเองหมายถึงการยอมรับและอยู่กับความรู้สึกต่างๆ อย่างมีสติ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเศร้าหรือเจ็บปวดเลย

Get More with the Söz AI App

Transcribe recordings, audio files, and YouTube videos — with AI summaries, speaker detection, and unlimited transcriptions.

Or transcribe another YouTube video here →