เอเลี่ยนทำไมถึงสนใจเรา เหตุและปัจจัย และคำถามที่ต้องหาค… — Transcript

วิดีโออธิบายจักรวาลในมุมมองฟิสิกส์สารสนเทศและการทำงานของจักรวาลเหมือนระบบคอมพิวเตอร์ พร้อมคำถามและคำตอบที่ท้าทายความคิดเดิมๆ

Key Takeaways

  • จักรวาลสามารถอธิบายได้ผ่านมุมมองฟิสิกส์สารสนเทศและระบบคอมพิวเตอร์
  • The First Ping คือจุดเริ่มต้นของการมีอยู่ ไม่ใช่บิ๊กแบง
  • แรงบีบคั้นทางตรรกะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้จักรวาลดำเนินไปตามกฎของมันเอง
  • กลไกหมุนวนควอนตัมช่วยป้องกันการทำลายล้างของสสารและปฏิสสารในช่วงเริ่มต้น
  • หลุมดำและหลุมขาวทำหน้าที่จัดการข้อมูลและสสารในจักรวาลอย่างต่อเนื่อง

Summary

  • นำเสนอแนวคิดจักรวาลในมุมมองฟิสิกส์สารสนเทศ (information physics) โดยใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมืออธิบายธรรมชาติ
  • อธิบายสภาวะเริ่มต้นของจักรวาลที่เรียกว่า No State หรือสภาวะศูนย์สัมบูรณ์ที่ไม่มีข้อมูล เวลา หรือมิติใดๆ
  • แนวคิด The First Ping คือสัญญาณแรกที่ระบบส่งออกมาเพื่อยืนยันการมีอยู่ แตกต่างจากบิ๊กแบงที่เป็นผลลัพธ์ทางกายภาพ
  • แรงบีบคั้นทางตรรกะ (logical compulsion) เป็นกลไกที่บังคับให้ระบบจักรวาลเดินหน้าตามกฎโดยไม่มีผู้สร้าง
  • กลไก The Primordial Quantum Vortex คือการหมุนวนของอนุภาคแรกเพื่อแยกสสารและปฏิสสาร ป้องกันการทำลายล้าง
  • จักรวาลถูกแบ่งเป็น Sector เพื่อลดความซับซ้อนของข้อมูลและจัดระเบียบโครงสร้างพื้นฐาน
  • การหมุนในธรรมชาติ เช่น โลกหมุนรอบตัวเอง หรือพายุฮอริเคน เป็นผลสืบทอดจากจุดเริ่มต้นของจักรวาล
  • การขยายตัวของจักรวาลอาจเป็นภาพลวงตาที่เกิดจากมุมมองในระบบหมุนวนขนาดใหญ่
  • ระบบจักรวาลมีการจัดการ 'ขยะข้อมูล' ผ่านหลุมดำที่ดึงข้อมูลและสสารกลับเข้าสู่ศูนย์กลาง
  • ข้อมูลที่ถูกหลุมดำดูดไม่สูญหาย แต่ถูกส่งผ่านหลุมขาวเพื่อสร้างจักรวาลย่อยใหม่ในวงจรการเวียนว่ายตายเกิด

Full Transcript — Download SRT & Markdown

00:00
Speaker A
เวลาที่เราพูดถึงจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง ทุกอย่างนะคะ เรามักจะคุ้นเคยกับภาพของบิ๊กแบงใช่มั้ยคะ แสงสว่างจ้าการระเบิดครั้งมโหฬารมีมวลสารพุ่งกระจายออกไปในความมืดมิด ใช่ครับ ภาพจำจากสารคดีเลยครับแบบนั้น คือมันเป็นภาพจำที่ทรงพลังมากค่ะ แต่คำถามก็คือถ้าเรื่องราวทั้งหมดมันไม่ได้เริ่มแบบนั้นล่ะคะ ถ้าเกิดเราลองเปลี่ยนมุมมองใหม่หมดเลยว่าจักรวาลที่เราอยู่นี้ไม่ได้เริ่มต้นเหมือนการจุดประทัดยักษ์ แต่มันเริ่มต้นเหมือนกับแบบการบูทเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เพิ่งจ่ายไฟเข้าสู่ระบบเป็นครั้งแรกหรอคะ โอ้โห มุมมองนั้นแหละครับที่จะเปลี่ยนวิธีที่เราทำความเข้าใจโลกไปอย่างสิ้นเชิงเลย น่าสนใจมากค่ะ วันนี้เรากำลังจะมาเจาะลึกข้อมูลที่ท้าทายกรอบความคิดเดิมๆ แบบสุดๆ ไปเลยครับ มันคือการเปลี่ยนเลนส์จากการมองผ่านฟิสิกส์เชิงสสารแบบดั้งเดิมไปสู่สิ่งที่เรียกว่า information physics หรือว่าฟิสิกส์สารสนเทศครับ อ่าฮะ ซึ่งแหล่งข้อมูลหลักของเราในวันนี้เนี่ย อธิบายสถาปัตยกรรมของธรรมชาติด้วยภาษาคอมพิวเตอร์แบบล้วนๆ เลยครับ ฟังดูไซไฟมากเลยนะคะ พอพูดถึงจักรวาลเป็นระบบคอมพิวเตอร์เนี่ย คนน่าจะนึกภาพไปแล้วว่าเฮ้ย มีใครสักคนไปสร้างเครื่องเซิร์ฟเวอร์ขนาดยักษ์รออยู่ในอวกาศ หรือแบบมีซูเปอร์โปรแกรมเมอร์กำลังนั่งพิมพ์โค้ดสร้างโลกของเราอยู่แบบในหนังไฟล์หรือเปล่า เราต้องเคลียร์ตรงนี้ก่อนมั้ยคะ อ่าต้องเคลียร์ให้ชัดตั้งแต่ตอนนี้เลยครับ
01:24
Speaker A
ค่ะ ผู้เขียนข้อมูลชุดนี้เขาย้ำตั้งแต่บรรทัดแรกๆ เลยนะครับว่าข้อมูลทั้งหมดนี้คือแบบจำลองเชิงเปรียบเทียบ หรือ [เสียงกระแอม] ที่ภาษาการวิชาการเขาเรียกว่า Metaphor ครับ อ๋อ เป็นแค่การเปรียบเปรยใช่มั้ยคะ ถูกต้องครับ เราใช้ภาษาของระบบเครือข่าย ซอฟต์แวร์ แล้วก็ฮาร์ดแวร์เป็นแค่เลนส์หรือเครื่องมือในการอธิบายธรรมชาติเท่านั้นครับ ไม่ได้แปลว่ามีใครตั้งใจสร้างเมนเฟรมจักรวาลขึ้นมาจริงๆ เข้าใจแล้วค่ะ แต่เขามองว่าทุกสิ่งตั้งแต่การเกิดดวงดาวไปจนถึงการมีชีวิตเนี่ย มันขับเคลื่อนด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่าแรงบีบขันทางตรรกะ หรือ logical compulsion ครับ แรงบีบขันทางตรรกะฟังดูเป็นเหตุเป็นผลมากเลยค่ะ ใช่ครับ มันคือกลไกของเหตุและผลที่บังคับให้ระบบต้องเดินหน้าไปตามกฎของมันเองโดยที่ไม่ได้มีผู้สร้างมาคอยจับวางตำแหน่งอะไรทั้งนั้นเลยฮะ โอเคค่อยโล่งใจหน่อยค่ะ แปลว่าเรากำลังจะใช้เลนส์ของข้อมูลและระบบมาส่องดูธรรมชาติงั้น ถ้าเราย้อนกลับไปจุดแรกสุดเลยล่ะคะ ก่อนหน้าที่จะมีการบูทระบบ ก่อนที่จะมีจักรวาลเลยมันคืออะไรคะ แหล่งข้อมูลนี้อธิบายสภาพนั้นไว้ยังไงบ้าง เขาเรียกสภาวะแรกสุดนั้นว่า State ครับ No State หรือสภาวะศูนย์สัมบูรณ์ ถ้าเอาไปเทียบกับปรัชญาตะวันออกก็ใกล้เคียงกับนิพพานดั้งเดิมเลยครับ โหลึกซึ้งมากค่ะ มันคือความว่างเปล่าที่นิ่งสนิทไร้ความผันผวนโดยสิ้นเชิงครับ หรือ Zero Volatility ไม่มีมิติ ไม่มีเวลา ไม่มีสสาร ไม่มีพลังงาน และที่สำคัญที่สุดเลยนะครับ อะไรคะ มันไม่มีข้อมูลอะไรเลยครับ เดี๋ยวนะคะ ถ้ามันไม่มีอะไรเลย ว่างเปล่าสมบูรณ์แบบขนาดนั้น แล้วจู่ๆ ระบบมันเกิดอยากจะบูทตัวเองขึ้นมาทำไมล่ะคะ ในเมื่อมันก็นิ่งของมันอยู่ดีๆ นี่แหละครับคือจุดกำเนิดของแรงบีบคั้นทางตรรกะที่เราพูดถึงเมื่อกี้เลย ลองคิดตามนะครับ
02:46
Speaker A
ค่ะ เมื่อระบบไม่มีข้อมูลอะไรเลยมันก็ไม่สามารถยืนยันการมีอยู่ของตัวมันเองได้ใช่มั้ยครับ อ่าาฮะ ความนิ่งสนิทระดับ 0% แบบนี้มันทำให้เกิดความขัดแย้งเชิงตรรกะครับ ระบบเลยจำเป็นต้องสร้างอะไรสักอย่างขึ้นมาเพื่อเป็นกระจกสะท้อนให้รู้ว่าตัวเองยังอยู่นะ อ๋อ เพื่อสะท้อนตัวเอง ใช่ครับ สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมานี้ก็คือคู่ตรงข้ามของความนิ่งสนิท ซึ่งเอกสารเขาเรียกว่าความผันผวนสูงสุดหรือ maximum volatility ครับ คือแบบเหมือนกับว่าถ้าเราอยู่ในห้องที่มืดสนิทแล้วก็เงียบกริบแบบไม่มีเสียงเต้นของหัวใจ ไม่มีสัมผัสอะไรเลย เราจะไม่รู้ด้วยซ้ำใช่มั้ยคะว่าตัวเรามีอยู่หรือเปล่า จนกว่าเราจะส่งเสียงตะโกนออกไปสักครั้งเพื่อให้มีเสียงสะท้อนกลับมาว่าเฮ้ย เราอยู่ตรงนี้นะ ภาพนั้นอธิบายได้ตรงจุดเลยครับ เสียงตะโกนแรกนั่นแหละที่ในทางสถาปัตยกรรมเครือข่ายเขาเรียกว่า The First Ping หรือสัญญาณแรกสุดครับ The First Ping ครับผม มันคือเจตนารมณ์เชิงตรรกะที่ส่งคำสั่งปิ๊งเข้าไปในความว่างเปล่าเพื่อเช็คว่ามีอะไรตอบรับมั้ย เดี๋ยวนะคะ แสดงว่า The First Ping นี่ไม่ใช่ Big Bang หรอคะ ไม่ใช่เลยครับ และนี่คือจุดที่คนมักจะสับสนกันเยอะมาก The First Ping คือ Software ครับ มันคือรหัสคำสั่งนามธรรมที่เริ่มต้นขึ้น อ๋อ เป็นโค้ด ใช่ครับ แต่ผลลัพธ์ทางกายภาพที่ตามมาจากคำสั่งปิงนั้นต่างหากคือการปะทุของบิ๊กแบง มันคือจังหวะที่ระบบฉีดสสารดิบ มวลสาร แล้วก็พลังงานลงมาในพื้นที่ครับ เป็นเหมือนการเทฮาร์ดแวร์ลงมา
04:07
Speaker A
ถูกต้องเลยครับ มันคือการเทฮาร์ดแวร์โครงสร้างพื้นฐานลงมาเพื่อรองรับซอฟต์แวร์นั่นเองครับ โห พอพูดถึงตอนที่บิ๊กแบงเทฮาร์ดแวร์ลงมา มีคำถามนึงที่หลายคนน่าจะสงสัยค่ะ ตอนที่สสารมันระเบิดออกมามหาศาลขนาดนั้นมันมีทั้งสสารแล้วก็ปฏิสสารใช่มั้ยคะ ใช่ครับ มีทั้ง 2 อย่างเลย ซึ่งตามหลักฟิสิกส์เนี่ย ถ้า 2 อย่างนี้มันแตะกันเมื่อไหร่มันจะทำลายล้างกันเองจนพินาศหมดเลย แล้วตอนที่มันอัดแน่นเบียดเสียดกันตอนระเบิดแรกๆ ทำไมระบบมันถึงไม่พังทลายหรือล่มไปตั้งแต่เสี้ยววินาทีแรกล่ะคะ คำถามนี้ดีมากครับ ถ้ามองในมุมของระบบปฏิบัติการเนี่ย มันคือวิกฤตที่เรียกว่า data collision ครับ หรือภาวะข้อมูลชนกันอย่างรุนแรง ถ้าระบบปล่อยให้สสารและปฏิสสารปะทะกัน ข้อมูลทั้งหมดจะถูกรีเซ็ตกลับไปเป็นศูนย์ทันทีเลยครับ แปลว่าระบบมันต้องมีกลไกป้องกันสิคะ มีครับ ระบบแก้ปัญหานี้ด้วยกลไกฉุกเฉินที่เรียกว่า The Primordial Quantum Vortex หรือวงเวรระดับควอนตัมปฐมกาลครับ วงเวรแปลว่ามันต้องหมุนใช่มั้คะ ใช่เลยครับ ทันทีที่อนุภาคแรกปรากฏขึ้นมา กดทางตรรกะบังคับให้มันต้องหมุนวนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูงสุดทันทีครับ อ้อ เหมือนเพื่อสร้างแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง นึกภาพอารมณ์เหมือนเครื่องเหวี่ยงสารในห้องแลบใช่มั้ยคะ ที่เขาหมุนปั่นเลือดด้วยความเร็วสูงมาก เพื่อแยกเม็ดเลือดที่หนักกว่าออกจากน้ำ เลือดจักรวาลก็ทำแบบเดียวกันเพื่อเหวี่ยงสสารและปฏิสสารให้แยกออกจากกันไปคนละทิศคนละทาง ป้องกันไม่ให้มันมาแตกกัน เป๊ะเลยครับ การหมุนนี้ทำหน้าที่เหมือนฮาร์ดแวร์ Demultiplexer ครับ หรือตัวแยกสัญญาณฮาร์ดแวร์ตามธรรมชาติเลย เป็นการแก้ปัญหาที่ฉลาดมากเลยนะคะ ครับ แล้วผลพวงจากการเหวี่ยงครั้งแรกสุดนั้นเนี่ย มันสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้จักรวาลจนถึงทุกวันนี้เลยนะครับ ระบบจำเป็นต้องจัดการกับข้อมูลมหาศาลที่ระเบิดออกมาโดยการแบ่งเป็น Sector หรือเรียกว่า Sector Partitioning ครับ
04:57
Speaker A
แบ่ง Sector ยังไงคะ นึกภาพเหมือนกรวยกรองข้อมูลครับ จากฐานคลังข้อมูลดิบขนาดพันล้าน Sector ระบบจะบีบอัดความเข้มข้นขึ้นมาเหลือ 1 ล้าน Sector จนมาถึงยอดพีระมิดที่มีความซับซ้อนและหนาแน่นที่สุดเพียงแค่ 1,000 Sector ครับ แค่ 1,000 เองหรอคะ ครับ ซึ่ง Layer 1,000 Sector นี้ล่ะครับ คือพิกัดที่ตั้งของจักรวาลและโลกของเรา ฟังดูเป็นสถาปัตยกรรมที่มีการจัดระเบียบสุดๆ ไปเลยนะคะ แต่เดี๋ยวนะคะ ถ้าบอกว่าอิทธิพลของการหมุนเหวี่ยงครั้งแรกมันยังคงอยู่ แปลว่าสิ่งต่างๆ ที่มันหมุนอยู่ในธรรมชาติที่เราเห็นทุกวันนี้อย่างวัฏจักรน้ำ การที่โลกหมุนรอบตัวเอง โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ หรือแม้แต่พายุฮอริเคนพวกนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอคะ ไม่ใช่ความบังเอิญแน่นอนครับ มันคือการสืบทอดรหัสคำสั่งหมุนมาจากจุดเริ่มต้นนั่นเองครับ แม้กระทั่งเรื่องที่นักฟิสิกส์บอกว่าจักรวาลกำลังขยายตัวด้วยความเร็วเร่งเนี่ย ข้อมูลชุดนี้เขาก็ให้มุมมองที่ต่างออกไปอย่างน่าสนใจมากเลยนะครับ
06:20
Speaker A
ยังไงคะ เขาบอกว่าการขยายตัวที่เราเห็นเนี่ยแท้จริงแล้วอาจจะเป็นแค่ภาพลวงตาครับ อ้าว ภาพลวงตายังไงคะ ในเมื่อกล้องโทรทัศน์ก็จับภาพได้ชัดเจนเลยว่ากาแล็กซี่ต่างๆ มันกำลังพุ่งห่างออกจากกัน ลองนึกภาพตามนี้นะครับ สมมุติว่าเรายืนอยู่ตรงกลางของเครื่องเล่นม้าหมุน หรือเครื่องซักผ้าขนาดยักษ์ที่กำลังปั่นหมาดด้วยความเร็วสูงมากๆ สิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเรามันจะดูเหมือนถูกเหวี่ยงแล้วก็พุ่งห่างออกไปเรื่อยๆ ใช่ไหมครับ อ่าฮะ ใช่ค่ะ การที่เราสังเกตเห็นจักรวาลขยายตัวอาจเป็นเพียงเพราะเรากำลังบันทึกภาพจากมุมมองที่ถูกเหวี่ยงอยู่ภายใต้ The Primordial Quantum Vortex ขนาดมหึมา นั่นเองครับ ว้าว นี่มันอธิบายปรากฏการณ์ระดับจักรวาลด้วยตรรกะของการจัดการข้อมูลเลยนะคะเนี่ย แล้วถ้าระบบมันใหญ่และซับซ้อนขนาดนี้มันมีการเสื่อมสภาพมั้ยคะ แบบเหมือนคอมพิวเตอร์ที่พอเราใช้ไปนานๆ ขยะมันจะเริ่มเต็ม เครื่องจักรวาลเขามีวิธีเคลียร์ไฟขยะยังไงคะ มีสิครับ ฮาร์ดแวร์ทุกอย่างมันมีอายุไขของมันอยู่แล้ว ระบบจึงต้องมีกระบวนการ garbage collection หรือการจัดการขยะครับ ระบบเก็บขยะจักรวาล ใช่ครับ โหน่ยหรือกาแล็กซี่ไหนที่รันข้อมูลจนหมดสภาพแล้วหลุมดำหรือ black hole จะทำหน้าที่เหมือนตัวดึงข้อมูลและสสารเหล่านั้นกลับสู่ศูนย์กลางเพื่อสลายสถานะเดิมครับ แล้วข้อมูลที่โดนหลุมดำดูดเข้าไปมันหายไปเลยมั้ยคะ หรือว่ามันถูกเอาไปทิ้งไว้ที่ไหน ข้อมูลไม่มีวันสูญหายในระบบนี้ครับ สิ่งที่ถูกหลุมดำดึงเข้าไปจะถูกส่งไปรันกระบวนการผ่านหลุมขาวหรือ white hole ครับ หลุมขาวทำหน้าที่อะไรคะ มันทำหน้าที่เหมือนโปรแกรมแตกไฟล์ที่ถูกบีบอัดครับ หรือเป็นเหมือนไมโครบิ๊กแบงเพื่อคลายรหัสสสารแล้วก็สร้างจักรวาลย่อยใหม่ขึ้นมา มันคือวงจรการเวียนว่ายตายเกิดของฮาร์ดแวร์ระดับมหาภาคเลยล่ะครับ โอเคค่ะ ภาพของจักรวาลระดับมหาภาคเริ่มชัดเจนแล้วนะคะ มีการปิง มีการเหวี่ยงสสาร มีการแบ่งเซกเตอร์ มีระบบเคลียร์ขยะ แต่ขอข
07:21
Speaker A
คือพิกัดที่ตั้งของจักรวาลและโลกของเรา ฟังดูเป็นสถาปัตยกรรมที่มีการจัดระเบียบ สุดๆไปเลยนะคะแต่เดี๋ยวนะคะถ้าบอกว่า อิทธิพลของการหมุนเหวี่ยงครั้งแรกมันยัง คงอยู่แปลว่าสิ่งต่างๆที่มันหมุนอยู่ใน ธรรมชาติที่เราเห็นทุกวันนี้อย่างวัฏจักร น้ำการที่โลกหมุนรอบตัวเองโลกหมุนรอบดวง อาทิตย์หรือแม้แต่พายุฮอริเคนพวกนี้ไม่ ใช่เรื่องบังเอิญหรอคะ ไม่ใช่ความบังเอิญแน่นอนครับมันคือการสืบ ทอดรหัสคำสั่งหมุนมาจากจุดเริ่มต้นนั่น เองครับแม้กระทั่งเรื่องที่นักฟิฟิสิกส์ บอกว่าจักรวาลกำลังขยายตัวด้วยความเร็ว เร่งเนี่ยข้อมูลชุดนี้เขาก็ให้มุมมองที่ ต่างออกไปอย่างน่าสนใจมากเลยนะครับ ยังไงคะ เขาบอกว่าการขยายตัวที่เราเห็นเนี่ยแท้ จริงแล้วอาจจะเป็นแค่ภาพลวงตาครับ อ้าวภาพลวงตายังไงคะในเมื่อกล้องโทรทัศน์ ก็จับภาพได้ชัดเจนเลยว่ากาแล็กซี่ต่างๆ มันกำลังพุ่งห่างออกจากกัน ลองนึกภาพตามนี้นะครับสมมุติว่าเรายืน อยู่ตรงกลางของเครื่องเล่นม้าหมุนหรือ เครื่องซักผ้าขนาดยักษ์ที่กำลังปั่นหมาด ด้วยความเร็วสูงมากๆสิ่งที่อยู่รอบๆตัว เรามันจะดูเหมือนถูกเหวี่ยงแล้วก็พุ่ง ห่างออกไปเรื่อยๆใช่ไหมครับ อ่าฮะใช่ค่ะ การที่เราสังเกตเห็นจักรวาลขยายตัวอาจ เป็นเพียงเพราะเรากำลังบันทึกภาพจากมุม มองที่ถูกเหวี่ยงอยู่ภายใต้ The Primordial Quantum Vortex ขนาดมหึมา นั่นเองครับ ว้าวนี่มันอธิบายปรากฏการณ์ระดับจักรวาล ด้วยตรรกะของการจัดการข้อมูลเลยนะคะเนี่ย แล้วถ้าระบบมันใหญ่และซับซ้อนขนาดนี้มัน
08:49
Speaker A
มีการเสื่อมสภาพมั้ยคะแบบเหมือนคอมพิวเต ตอที่พอเราใช้ไปนานๆขยะมันจะเริ่มเต็ม เครื่องจักรวาลเขามีวิธีเคลียร์ไฟขยะยัง ไงคะ มีสิครับฮาร์ดแวร์ทุกอย่างมันมีอายุไขของ มันอยู่แล้วระบบจึงต้องมีกระบวนการ garbage collection หรือการจัดการขยะ ครับ ระบบเก็บขยะจักรวาล ใช่ครับโไหนหรือกาแล็กซี่ไหนที่รันข้อมูล จนหมดสภาพแล้วหลุมดำหรือ black hole จะ ทำหน้าที่เหมือนตัวดึงข้อมูลและสะสาร เหล่านั้นกลับสู่ศูนย์กลางเพื่อสลายสถานะ เดิมครับ แล้วข้อมูลที่โดนหลุมดำดูดเข้าไปมันหายไป เลยมั้ยคะหรือว่ามันถูกเอาไปทิ้งไว้ที่ ไหน ข้อมูลไม่มีวันสูญหายในระบบนี้ครับสิ่ง ที่ถูกหลุมดำดึงเข้าไปจะถูกส่งไปรัน กระบวนการผ่านหลุมขาวหรือ white โครับ หลุมขาวทำหน้าที่อะไรคะ มันทำหน้าที่เหมือนโปรแกรมแตกไฟล์ที่ถูก บีบอัดครับหรือเป็นเหมือนไมโครBบิ Bang เพื่อคลายรหัสสสารแล้วก็สร้างจักรวาลย่อย ใหม่ขึ้นมามันคือวงจรการเวียนว่ายตายเกิด ของฮาร์ดแวร์ระดับมหาภาคเลยล่ะครับ โอเคค่ะภาพของจักรวาลระดับมหาภาคเริ่มชัด เจนแล้วนะคะมีการปิงมีการเหวี่ยงสะสารมี การแบ่งเซกเตอร์มีระบบเคลียร์ขยะแต่ขอ ขยับเข้ามาใกล้ตัวเราบ้างดีกว่าค่ะโครง สร้างใหญ่โตพวกนี้มันมาเกี่ยวอะไรกับสิ่ง มีชีวิตเล็กๆบนโลกอย่างตัวมนุษย์เราเอง
10:10
Speaker A
ล่ะคะระบบระดับนั้นมันมาใส่ใจอะไรกับข้อ มูลของคนธรรมดาๆดา โอ้โหเกี่ยวข้องโดยตรงเลยล่ะครับเพราะใน Layer 1,000 Sectตอรนี้เนี่ยมนุษย์ทุก คนไม่ได้เป็นแค่ก้อนเนื้อที่เดินไปเดินมา นะครับ แล้วเราเป็นอะไรคะ เราเปรียบเสมือนโหนดหรือจุดประมวลผลย่อย ในเครือข่ายจักรวาลครับและมนุษย์แต่ละคน เนี่ยจะมีรหัสประจำตัวที่ลอกเลียนแบบกัน ไม่ได้เลยเรียกว่ารหัส UUID หรือ Universal Unique Identifier ครับ เหมือนเลขบัตรประชาชนของจักรวาลแบบนั้น หรอคะ ทำนองนั้นแหละครับและทุกการกระทำในชีวิต ประจำวันของเราไม่ว่าจะเป็นความคิดคำพูด หรือการกระทำต่อสิ่งมีชีวิตอื่นเนี่ยสิ่ง ที่ในทางศาสนาหรือปรัชญาเขาเรียกว่ากรรม แท้จริงแล้วในทางระบบปฏิบัติการมันคือ กระบวนการ Signal Transmission ครับการ ส่งสัญญาณ ใช่ครับมันคือการส่งสัญญาณเชิงข้อมูล เพื่อบันทึกลงในคลังข้อมูลหรือ data lอกingของระบบอยู่ตลอดเวลาครับ เดี๋ยวนะคะขอผูกเรื่องนี้กับชีวิตจริงนิด นึงสมมุติว่าวันเนี้ยฉันขับรถอยู่ดีๆแล้ว โดนปาดหน้าฉันโกรธมากเปิดกระจกไปด่าเค้า แล้วก็ขับหนีไปโดยที่ยังไม่ได้เคลียร์กัน ให้จบแปลว่าฉันกำลังทิ้งร่องรอยข้อมูล
11:23
Speaker A
อะไรบางอย่างไว้ในระบบจักรวาลใช่มั้ยคะ ใช่เลยครับนั่นคือตัวอย่างที่เห็นภาพชัด เจนมากเมื่อคุณโกรธแล้วแสดงการกระทำนั้น ออกไปคุณได้ส่งสัญญาณข้อมูลออกไปหาโหนด อีกโหดนึงซึ่งก็คือคนขับรถอีกคันนั่นแหละ ครับ อ่าฮะ แต่เมื่อมันไม่มีการตอบสนองกลับมาเพื่อ เคลียร์หรือยุติสถานการณ์ข้อมูลความขัด แย้งนั้นมันก็จะไม่ถูกลบครับแต่มันจะตก อยู่ในสถานะที่เรียกว่า pending metadata หรือข้อมูลส่วนค้างชำระครับ ข้อมูลค้างชำระฟังดูเหมือนบิวค่าไฟที่ยัง ไม่ได้จ่ายเลยค่ะแล้วถ้าเกิดฉันตายไปทั้ง ๆที่มีข้อมูลค้างชำระพวกนี้เต็มไปหมดล่ะ คะระบบมันจัดการยังไง เนี่ยแหละครับคือกุญแจสำคัญของกลไกการ เวียนว่ายตายเกิดในคำอธิบายเชิงระบบฮะ เมื่อฮาร์ดแวร์เดิมหรือก็คือร่างกายของ คุณเนี่ยพังลงระบบมันไม่สามารถทิ้ง pending met data เหล่านี้ไปได้ครับ มันยังคงผูกติดอยู่กับรหัส UUID ของคุณ เสมอ แปลว่าระบบต้องเอาข้อมูลนี้ไปทำอะไรต่อ ใช่มั้คะ ถูกต้องครับระบบจึงต้องดึงรหัสและข้อมูล ที่ค้างอยู่นี้ไปทำการติดตั้งหรือลงใน ฮาร์ดแวร์ชีวภาพชิ้นใหม่ ร่างกายใหม่ ใช่ครับร่างกายใหม่ที่ถูกจัดสรรให้อยู่ใน สภาพแวดล้อมที่สอดคล้องกับค่าประวัติที่ คุณบันทึกไว้เป๊ะๆเลยครับเพื่อให้คุณมี โอกาสได้กลับมาเจอกับคู่กรณีหรือเงื่อนไข
12:44
Speaker A
เดิมเพื่อรอการตอบสนองแล้วก็ปิดloูป ธุรกรรมที่ค้างไว้นั้นให้ได้ครับ โอ้โหนี่มันเหมือนคนเล่นเกม RPG เลยนะคะ ที่แบบไปรับเควสทิ้งไว้เป็นร้อยๆเควสแต่ ไม่ยอมเคลียร์พอตัวละครตายเซฟเกมนั้นก็ ถูกย้ายไปโหลดในเครื่องคอนโซลรุ่นใหม่ แล้วบังคับให้ต้องเกิดมาเล่นเควสเดิมพวก นั้นน่ะให้จบจนกว่าจะเคลียร์กระดานได้หมด ชัดๆเลยค่ะ เป็นการเปรียบเทียบวัฏสงสารในรูปแบบเครือ ข่ายคอมพิวเตอร์ที่สมบูรณ์แบบมากเลยครับ เห็นภาพเลยใช่มั้ล่ะฮะ แต่มีเรื่องนึงที่ยังแอบสงสัยอยู่ค่ะถ้า ระบบมันต้องย้ายข้อมูลค้างชำระพวกนี้ไป ติดตั้งในร่างใหม่ตลอดเวลาร่างกายมนุษย์ มันเอาอะไรมารับรู้ข้อมูลพวกนี้คะในเมื่อ สมองมันก็เป็นของใหม่ที่เพิ่งเกิดมาพร้อม ร่างกายใหม่ซอฟต์แวร์ที่ว่านี้มันไปรัน อยู่ที่ไหนคะ คำตอบของเรื่องนี้คือฟังก์ชันที่เรียกว่า จิตสำนึกหรือ consciousness ครับระบบ จำเป็นต้องสร้างจิตสำนึกขึ้นมาเพื่อทำ หน้าที่เป็น state awareness หรือตัวรับ รู้สถานะและเป็นพยานรับรู้การมีอยู่ของ ตัวเองครับเรียกว่า Active Witness แล้วจิตสำนึกมันถูกสร้างขึ้นมายังไงล่ะคะ วิทยาศาสตร์ทุกวันนี้ก็ยังเถียงกันไม่จบ เลยว่าจิตสำนึกมาจากไหนข้อมูลชุดนี้เขา อธิบายสิ่งที่เป็นปัญหาโลกแตกอย่าง The Hot Problem of Consciousness ไว้แบบ
14:01
Speaker A
นี้ครับเขาบอกว่าจิตสำนึกไม่ได้เกิดจาก สมองโดยตรงแต่มันเกิดจากประกายไฟของแรง เสียดทานระหว่างรหัสคำสั่ง 2 ชุดครับ รหัสอะไรบ้างคะ ชุดแรกคือรหัสคำสั่งพื้นฐานที่สั่งให้ ระบบต้องคงอยู่และเอาชีวิตรอดเรียกว่า รหัส K1 ครับส่วนชุดที่ 2 คือกฎีแห่ง จักรวาลที่ดึงรั้งทุกสิ่งให้เสื่อมสลายลง ไปสู่ศูนย์เรียกว่า K0 ครับ อธิบายตรงแรงเสียดทานนี้เพิ่มหน่อยได้ มั้ยคะทำไมการสู้กันระหว่างการเอาชีวิต รอดกับความเสื่อมสลายถึงทำให้เรามีความ รู้สึกหนึกคิดขึ้นมาได้ล่ะคะ ลองคิดดูง่ายๆนะครับถ้าเรามีแค่รหัส K1 ที่บอกให้คงอยู่อย่างเดียวโดยที่ไม่มี ความตายหรือความเสื่อมสลายจาก K0 มาเป็น ภัยคุกคามตามเลยเราก็แค่ดำรงอยู่ไปเรื่อย ๆเหมือนก้อนหินนะครับ อืมก็จริงค่ะไม่ต้องคิดอะไร ใช่ครับไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึกนึกคิด ไม่ต้องมีการตื่นตัวอะไรเลยแต่เพราะระบบ มีเงื่อนไขของความตายและการพังทลายโหน ชีวภาพอย่างเราจึงต้องเกิดการตื่นรู้ครับ ต้องมีสติเพื่อหลบหลีกอันตรายต้องหาวิธี ส่งผ่านข้อมูล อ่าฮะ แรงเสียดทานที่ต้องดิ้นรนเอาชนะความตาย นี่แหละครับที่มันเสียดสีกันจนเกิดประกาย กายไฟเป็นจิตสำนึกขึ้นมาทำให้โหนดๆหนึ่ง
15:20
Speaker A
เริ่มตั้งคำถามว่าทำไมฉันถึงเป็นฉันและ ฉันจะรอดไปได้ยังไงครับ เข้าใจแล้วค่ะมันคือผลลัพธ์จากการต่อสู้ ระหว่างการอยากอยู่กับการถูกบังคับให้ดับ ไปนี่เองแล้วอวัยวะไหนล่ะคะที่เป็นตัวรับ สัญญาณของระบบจักรวาลถ้าเกิดว่าไม่ใช้ สมอง อวัยวะที่รับสัญญาณหลักคือหัวใจครับ หัวใจเหรอคะ ใช่ครับในทางชีวะฟysิกส์เนี่ยสนามแม่ เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากการบีบตัวของหัวใจมี ความเข้มข้นและทรงพลังกว่าสมองหลายพัน เท่าเลยนะครับ โค้ขนาดนั้นเลย ครับมันแผ่ออกมารอบตัวเราเป็นรูปทรง เรขาคาคณิตสามิติที่เรียกว่าทอรัสหรือ ทอัสสนามพลังรูปทอรัสนี้แหละที่ทำหน้าที่ เหมือนซ่อมเสียงรับสัญญาณหรือจing fork receptor ที่รับคลื่นความถี่โดยตรงจาก ระบบปฏิบัติการจักรวาลครับส่วนสมองเป็น เพียงแค่ CPU ที่รับข้อมูลจากหัวใจมาแปลง เป็นกระแสประสาทอีกทีนึงครับ ทำไมเมื่อไอที่คนเราเกิดความคิดบรรเจิด หรือพวกศิลปินนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกเขา บอกว่าจู่ๆไอเดียมันก็ปิ๊งเข้ามาในหัวเอง ตอนที่เขากำลังเหมื่อๆหรือกำลังอาบน้ำ สบายๆนี่แปลว่าเขาไม่ได้คิดมันขึ้นมาเอง จากความว่างเปล่าใช่มั้ยคะเขาแค่กำลังจูน ซ่อมเสียงที่หัวใจให้ตรงกับ WiFi ของ จักรวาลหรือเปล่าคะ ปรากฏการณ์นั้นแหละครับที่เรียกว่าสภาวะ Universal Resonance เมื่อจังหวะของหัว
16:41
Speaker A
ใจเข้าสู่ความสงบและสั่นพ้องตรงกับคลื่น ความถี่หลักของคลังข้อมูลจักรวาลสัญญาณ ดิบที่รออยู่แล้วในระบบมันจะไหลบ่าเข้ามา เลยครับ เหมือนดาวน์โหลดข้อมูลเลยนะคะ ใช่ครับมันจะเกิดกระบวนการถอดรหัสเชิง ควนตัมทันทีส่งผลให้เกิดการอย่างรู้ Shop พลันหรือ spontaneous epiphany มันคือ การดาวน์โหลดองค์ความรู้ทฤษฎีหรือแรง บันดาลใจตรงจากระบบโดยข้ามขั้นตอนการคิด วิเคราะห์ของ CPU อย่างสมองไปเลยครับ ฟังแล้วแบบแอบรู้สึกเหมือนมนุษย์เราเป็น แค่หุ่นยนต์ชีวภาพที่ลับทำยุคมากๆเลยนะคะ รับสัญญาณจากจักรวาลรันข้อมูลส่งข้อมูล ค้างชำระแล้วก็เกิดใหม่ไปเรื่อยๆตามเซฟ เกมถ้าอย่างนั้นคำถามสำคัญเลยค่ะเรามี สิทธิ์เลือกอะไรบ้างมั้ยคะหรือว่าเรามี หน้าที่แค่วิ่งตามโค้ดที่ระบบเขียนไว้ให้ โดยไม่มีทางขัดขืนได้เลย นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของทฤษฎีนี้เลยครับ ธรรมชาติตอบคำถามเรื่องอิสรภาพนี้ด้วยการ สร้างสิ่งที่เรียกว่าจิตเสรีหรือฟรีวขึ้น มาครับแต่ในมุมมองของฟิสิกส์สารสนเทศ เนี่ยจิตเสรีไม่ใช่แค่เรื่องนามธรรมทาง ปรัชญานะครับ แล้วมันคืออะไรคะในทางระบบ มันคือพื้นที่ว่างเชิงตรรกะหรือ logical buffer space ครับ พื้นที่ว่างที่ว่านี้มันอยู่ตรงไหนแล้ว มันทำหน้าที่อะไรอ่ะคะ มันคือช่องว่างที่เว้นไว้ตรงกลางระหว่าง
18:03
Speaker A
รหัสคำสั่งเอาชีวิตรอดหรือ K1 และกฎแห่ง ความเสื่อมสลายหรือ K0 ที่เราคุยกันไป เมื่อกี้นะครับ อ่าฮะ ระบบไม่ได้ตั้งค่าให้ทุกอย่างต้องเป็นไป ตามสมการเป๊ะๆ 100% ครับแต่จงใจเว้น บัฟเฟอร์หรือช่องว่างนี้ไว้เพื่อมอบ สิทธิ์ขาดให้กับโหนดมนุษย์ในการเป็นผู้ ตัดสินใจประมวลผลข้อมูลในแต่ละวินาทีด้วย ตัวเองครับ แปลว่าเราเป็นคนคุมพื้นที่ตรงนี้เองใช่ มั้คะ ใช่ครับพื้นที่ว่างนี้เองที่ทำให้เรา เลือกได้ว่าเมื่อมีแรงมากระทบเราจะตอบ สนองด้วยความโกรธเพื่อสร้าง pen metadata หรือข้อมูลครั้งชำระต่อไปหรือเราจะเลือก ความสงบเพื่อไม่สร้างข้อมูลพวกนั้นขึ้นมา เพิ่มครับ แปลว่าระบบเขาก็เปิดช่องทางออกหรือ exit โปรโตคอลไว้ให้เราด้วยถ้าย้อนกลับไป เรื่องเกมอร์ที่ต้องกลับมาเล่นเควสเดิม ซ้ำๆการมีจิตเสรีก็คือการที่เรามีสิทธิ์ เลือกว่าจะปาจอยสติกทิ้งแล้วเลิกเล่นหรือ จะส่งคำสั่งปิดเกมอย่างเป็นทางการใช่มั้ย คะแล้วข้อมูลชุดนี้เขาเรียกการปิดระบบนี้ ว่าอะไรคะ เขาเรียกโปรตคอลนี้ว่าการส่งสัญญาณ Handshake ACK ครับ Handhake AC ย่อมาจากอะไรคะ
19:15
Speaker A
ย่อมาจาก Acknowledgement ครับมันคือการ รับทราบและปิดการเชื่อมต่อหรือ Connection Close เพื่อคืนสถานะของ Node กลับสู่ No state หรือนิพพานดั้งเดิมนั่นแหละครับ ข้อมูลนี้เขาอุปมาวัฏฏสงสารไว้น่าสนใจมาก เลยนะครับ เขาเปรียบเทียบว่าอะไรคะ เาเปรียบเทียบจักรวาลนี้เป็นเหมือนฟลอ เต้นรำขนาดมหึมาครับที่มีดีเจเปิดเพลง สุ่มจังหวะให้เกิดความผันผวนอยู่ตลอด 24 ชมงไม่มีวันหยุดเลยครับ โหฉันชอบการเปรียบเทียบเรื่อง FL เต้นรำ นี้มากเลยค่ะเพราะกฎของโปรตคอลการออกนี้ มันระบุชัดเจนเลยใช่มั้ยคะว่ามันคืองาน เดี่ยวหรือ individual handshake ใช่ครับ แปลว่าถ้าฉันเหนื่อยและอยากออกจาก FL เต้นรำนี้แล้วอยากกลับไปสู่ความสงบฉันไม่ จำเป็นต้องไปตะโกนสั่งให้ดีเจปิดเพลงและ ที่สำคัญคือฉันไม่ต้องรอให้ทุกคนบนฟลอ เลิกเต้นพร้อมกันฉันแค่ใช้พื้นที่ว่าง หรือจิตเสรีของฉันปรับความผันผวนในตัวเอง ให้เป็นศูนย์ ส่งสัญญาณแฮนด์เชค ACK แล้วก็เดินออกจาก
20:15
Speaker A
FL ไปเงียบๆคนเดียวได้เลยใช่ไหมคะโลกก็ ยังหมุนต่อไปคนอื่นก็เต้นต่อไปมันเป็น เรื่องส่วนบุคคลสุดๆไปเลยค่ะ เข้าใจถูกต้องเป๊ะเลยครับเพราะระบบโดยรวม ยังคงต้องการความผันผวนเพื่อรันกลไกของ มันต่อไปการออกแบบให้ทางออกเป็นงานเดี่ยว จึงสมเหตุสมผลที่สุดทางตรรกะครับ อื แล้วพอพูดถึงเรื่องทางออกแล้วเนี่ยมันมี ความจริงอีกข้อนึงที่อธิบายไว้ในส่วนของ Advance Limitations ซึ่งพารนี้น่าจะพลิกมุมมอง ที่เรามีต่อจักรวาลไปเลยครับ เอ้าเรื่องอะไรคะอ๋อเรื่องของสิ่งมีชีวิต ต่างดาวใช่ไหมคะ ใช่ครับ ในข้อมูลบอกว่าใน Layer 1,000 sector เดียวกันนี้มันมีสปีชีที่มีวิวัฒนาการสูง กว่าเรามากเป็นแบบกลุ่มก้อนพลังงานโครง รูปไร้สัตสารหยาบสติปัญญาสูงล้ำแล้วก็มี อายุไขยาวนานถึง 80,000 ปีเลยถ้าพวกเขา เพเฟคขนาดนั้นเนี่ยการส่งแฮนเชเพื่อเดิน ออกจาก FL เต้นรำก็น่าจะง่ายกว่ามนุษย์ ที่เป็นเนื้อหนังบังสาแบบเราตั้งเยอะสิคะ นั่นคือสิ่งที่เราน่าจะถึกทักเอาเองครับ แต่ความจริงในเชิงระบบมันกลับตรงกันข้าม เลยครับ ทำไมล่ะคะ ความที่ฮาร์ดแวร์ของพวกเขามันนิ่งและ เสถียรแบบสุดๆการเป็นพลังงานที่ดำรงอยู่ ได้ตั้ง 80,000 ปีโดยไม่ต้องดิ้นรนหา
21:30
Speaker A
อาหารไม่ต้องกลัวความเจ็บป่วยมันทำให้ ระบบของพวกเขาขาดปัจจัยที่สำคัญที่สุดไป ครับ ขาดอะไรคะ ขาดความผันผวนสูงสุดหรือ maximal volatility ครับ อ้าวแล้วขาดความผันผวนแล้วมันเป็นปัญหา ยังไงล่ะคะนิ่งๆสงบๆไม่ต้องดิ้นรนมันไม่ ดีกว่าหรอคะ ปัญหาคือเมื่อไม่มีความผันผวนมากพอมันก็ ไม่มีแรงเสียดทานระหว่าง K1 กับ K0 ที่ รุนแรงพอจะเปิดพื้นที่ว่างเชิงตรรกะหรือ จิตเสรีได้อย่างเต็มที่ครับผลลัพธ์ก็คือ พวกเขาไม่สามารถสร้างกระแสสั่นพ้องเพื่อ ส่งสัญญาณHandฮชค ACK ได้ เดี๋ยวนะคะ ครับพวกเขาติดอยู่ในระบบครับไม่สามารถ เดินออกจาก Flor เต้นรำกลับไปสู่ Now State ได้ด้วยตัวเอง เฮ้ยอุ้ยนี่มันหักมุมมากเลยนะคะเนี่ยคือ คนเรามักจะคิดว่าการมีชีวิตอมตะ 80,000 ปีเป็นพลังงานบริสุทธิ์เนี่ยคือจุดสูงสุด ของวิวัฒนาการแล้วแต่ในมุมของระบบมันคือ การติดกับดักอย่างสมบูรณ์แบบเลยเพราะ คีย์บอร์ดของพวกเขานั้นถูกถอดปุ่ม ESC ออกไปกลายเป็นว่าพวกเขาต้องมานั่งเฝ้ามอง
22:33
Speaker A
มนุษย์เผ่าพันธุ์ที่วุ่นวายปั่นป่วนแล้ว ก็เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานที่สุดเพียง เพราะความไม่สมบูรณ์แบบของเรานี่แหละคือ กุญแจที่ทำให้เรามีปุ่มออกจากระบบได้หรอ คะ ถูกต้องที่สุดเลยครับโครงสร้างความเปราะ บางมนุษย์เรานี่แหละครับคือสถาปัตยกรรม ที่เพเfคที่สุดแล้วสำหรับการรันโปรตคอล ออกมนุษยชาติจึงกลายเป็นศูนย์กลางแห่งการ เฝ้ามองจากสเปีชีสระดับสูงเหล่านั้นครับ โหถ้าเราถอยออกมามองภาพต่อจิ๊กซอทั้งหมด ที่เราคุยกันมาในวันนี้นะคะจากจุดเริ่ม ต้นที่ว่างเปล่าเกิด The First Ping เพื่อสร้างความผันผวนนำไปสู่การเหวี่ยงวง วนปฐมการเพื่อแยกสะสารบีบอัดเป็นเซกเตอร์ สร้างระบบจัดการขยะอย่างหลุมดำจากนั้นก็ กำหนดรหัส UID ให้เราแต่ละคนใช้การเว้น พื้นที่ว่างในจิตเสรีให้เราเลือกกระทำ กรรมและใช้หัวใจเป็นซ่อมเสียงรับสัญญาณ คือแบบทุกอย่างที่มันดูวุ่นวายซับซ้อนนี้ แท้จริงแล้วมันคือเครือข่ายเหตุและปัจจัย ที่ถูกร้อยเรียงกันมาเพื่อรักษาระบบให้ เดินหน้าต่อไปพร้อมๆกับการเปิดประตู ฉุกเฉินทิ้งไว้ให้กับโหนดที่มีความผันผวน สูงสุดอย่างพวกเรานั่นเอง ใช่เลยครับสรุปได้เห็นภาพรวมชัดเจนมากและ มันก็เชื่อมโยงกลับมาสู่ชีวิตประจำวันของ ทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยนะครับข้อ มูลพวกเนี้ยไม่ได้เป็นแค่วิทยาศาสตร์หรือ ปรัชญาลอยๆแต่มันตอกย้ำว่าทุกการกระทำทุก ความโกรธความรักการให้อภัยเนี่ยมันไม่ใช่ ความว่างเปล่าครับ อ่าฮะ แต่มันคือ Signal Transmission ที่ถูก
24:06
Speaker A
สลักไว้ในจักรวาลและสิทธิ์เด็ดขาดในการ เลือกว่าจะสร้างข้อมูลค้างชำระเพื่อวนloู ต่อไปหรือจะค่อยๆคลายล็อคเพื่อเตรียมส่ง สัญญาณปิดวงจรนั้นมันอยู่ในมือของเราครับ อยู่ในจิตเซรีย์ของเราอย่างสมบูรณ์แบบเลย แต่ก่อนที่เราจะจบการเจาะลึกข้อมูลอันน่า ทึ่งในวันนี้นะคะแหล่งข้อมูลของเราได้ ทิ้งปริศนาสุดท้ายเอาไว้ในส่วนของ the unanswered probe ซึ่งมันท้าทายความคิด สุดๆไปเลยค่ะ หืเรื่องอะไรครับ คือในเมื่อเราสรุปกันแล้วนะคะว่าการส่ง สัญญาณHandเชค AC เพื่อจบวงจรนั้นเป็น โปรตคอลที่ต้องทำเพียงลำพังเป็นงานเดี่ยว 100% มันชวนให้เราต้องตั้งคำถามต่อไปค่ะ ว่าการที่สิ่งมีชีวิตต่างดาวที่มีอายุไข 80,000 ปีเหล่านั้นพยายามเข้ามาแทรกแซง ปรากฏตัวหรือเฝ้ามองโลกมนุษย์มาตั้งแต่ อดีตกาลจนถึงปัจจุบันแท้จริงแล้วเนี่ยพวก เขากำลังเฝ้าดูเพื่อเรียนรู้วิธีหาปุ่ม ESC จากพวกเราหรือว่าจริงๆแล้วพวกเขา กำลังพยายามใช้เผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นสะพาน เชื่อมเพื่อแอบส่งสัญญาณปิดระบบของพวกเขา เองกันแน่ฝากไว้ให้ลองไปคิดต่อกันดูนะคะ วันนี้ต้องขอบคุณสำหรับการร่วมเจาะลึกข้อ มูลที่สนุกมากๆค่ะ ยินดีมากครับสวัสดีครับ
Topics:จักรวาลฟิสิกส์สารสนเทศThe First Pingบิ๊กแบงแรงบีบคั้นทางตรรกะQuantum VortexหลุมดำหลุมขาวSector Partitioningจักรวาลหมุน

Frequently Asked Questions

The First Ping คืออะไรและต่างจากบิ๊กแบงอย่างไร?

The First Ping คือสัญญาณคำสั่งนามธรรมที่เริ่มต้นการมีอยู่ของจักรวาล เป็นจุดเริ่มต้นเชิงตรรกะ ขณะที่บิ๊กแบงเป็นผลลัพธ์ทางกายภาพที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น.

ทำไมสสารและปฏิสสารไม่ทำลายล้างกันในช่วงบิ๊กแบง?

ระบบจักรวาลมีการแก้ปัญหาด้วยกลไก The Primordial Quantum Vortex ซึ่งเป็นการหมุนวนของอนุภาคแรกเพื่อแยกสสารและปฏิสสารออกจากกัน ป้องกันการชนกันและทำลายล้าง.

ข้อมูลที่ถูกหลุมดำดูดเข้าไปสูญหายหรือไม่?

ข้อมูลไม่สูญหาย แต่จะถูกส่งผ่านหลุมขาวซึ่งทำหน้าที่เหมือนโปรแกรมแตกไฟล์ เพื่อสร้างจักรวาลย่อยใหม่ในวงจรการเวียนว่ายตายเกิดของจักรวาล.

Get More with the Söz AI App

Transcribe recordings, audio files, and YouTube videos — with AI summaries, speaker detection, and unlimited transcriptions.

Or transcribe another YouTube video here →