Speaker A
ครั้งแรกเลยก็เป็นตอนที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม อ่ะอ่าที่ไฟไหม้ ลักษณะร้านแบบนั้นน่ะถ้าไฟไม่ไหม้ การทำใหม่มันก็ยากเพราะมัน ongoing ถามว่าวิกฤตมันก็เป็นโอกาสหรือเป็นหมวก เรียนก่อนหน้านั้นก็คือธุรกิจมันรุ่งโลจน นักธุรกิจหรือเนี่ยอยากจะทำนู่นอยากจะทำ นี่เห็นไอ้นั่นก็ดีเห็นไอ้นี่ก็ดีเห็น โอกาสไปหมดอ่ะแต่คำถามคือ you ต้อง learn to say no อ่ะ ผมเป็นประธานมาเนี่ยบางทีเนี่ย 60% เห็นด้วย 40% ไม่เห็นด้วยผมก็บอกไม่ผ่านแล้วมันก็เห็นได้ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ไม่มีอะไรแน่นอนเลยแม้แต่ อย่างเดียว วิกฤตของที่ผมเจอเองเนี่ยก็คงมี 3 วิกฤต ใหญ่นะ ครั้งแรกเลยก็เป็นตอนที่ห้างเซ็นทรัลชิดลมอ่ะอ่าที่ไฟไหม้ ธุรกิจหลักของเราเป็นห้างเซ็นทรัลนะอ่าแล้วก็ชิดลมทุกคนก็ทราบว่าเป็นพูดง่ายๆเป็นเรือธงแล้วมันก็เหมือนกับเป็นบ้านเราด้วยอ่ะ เพราะว่าผมเองก็โตที่นั่น ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือเอิ่มไฟไหม้แล้วก็ตึกก็เสียหายหมดอ่ะนะฮะเป็นวันวันเกิดตัวเองด้วยครับ เอ่อก็พูดง่ายๆว่าเราก็คือทั้งเศร้าทั้งเสียใจทั้งเป็นห่วงใช่มั้ย ทางคุณพ่อพ่อตาผมคุณพิรุณแกก็แกก็ให้ความคิดดีข้อแรก เนี่ยเนี่ยเอ่อธุรกิจเราไม่ได้เสียหรอก เอ่อเพราะว่าถึงแม้สาขานี้ปิดชั่วคราวแต่ก็ไม่ได้เพราะว่าลูกค้าเราจะหายไปเลย ลูกค้าเราก็ยังไปที่อื่นได้ในแง่โอกาสก็คือกลายเป็นว่าเออในเมื่อร้านต้องทำใหม่ทั้งหมดเนี่ย มันก็สามารถทำในสิ่งที่ดีกว่าเก่าได้ มันไม่ใช่ว่าเสียไปทีเดียว ต้มยำกุ้มก็เป็นวิกฤตที่ 2 วิกฤตแรกจริงๆแล้วสุดท้ายก็ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นเป็นแค่เป็นความเป็น emotional ซะมากกว่าแต่สุดท้ายทุกอย่างก็ราบรื่นก็ไม่ได้มีอะไรแล้วก็พอทำพอทำห้างใหม่ทุกอย่างก็เรียบร้อยนะฮะ แต่ วิกฤตที่ 2 เนี่ยก็เป็นวิกฤตที่หนักอ่า เพราะว่ามันเป็นวิกฤตทั้งประเทศด้วย ช่วงนั้นน่ะทุกคนกู้เป็นดอลลาร์เยอะพอดอลลาร์จาก 25 บาทไปเป็น 50 กว่าบาทก็หมายถึงว่าคุณมีหนี้เพิ่มขึ้น 2 เท่าภายในทันทีแล้ว ข้อที่ 2 ก็คือแบงค์ก็อยู่ในสถานะที่ไม่มั่นคง ต้องการเงินคืนด้วย คนก็มีปัญหาเรื่อง liquidity ว่าจะถ้าเกิดจะเอาเงินคืนเร็วๆ เนี่ยมันก็มันก็มันก็มันก็มีมีปัญหาแน่นอนใช่มั้ยฮะ นั่นนั่นก็เป็นวิกฤตใหญ่ที่ว่า เอ่อทำให้เราต้องขาย asset ออกไปอ่าค่อนข้างจะเยอะเพื่อเซฟธุรกิจอ่ะนั้นเราต้องเลือกว่าจะขายตัวไหนยังไงอะไรเงี้นะฮะ ในการเลือกก็คือเราเราเราก็คือเซฟตัวคอไว้ก่อนตัวเมนตัวคอของเราไว้แล้วก็ตัวอะไรที่มันเป็นตัวใหม่ๆ ตอนนั้น Big C ก็เพิ่งใหม่ก็เพิ่งเรามีแค่ 20 สาขาตอนนั้น Carrefour ก็เราก็ถือหุ้น 40% นะฮะเราก็ต้องขายไปหมดเลย เอิ่มซึ่งซึ่งถ้าจำไม่ผิดก็ได้เงินหลักร้อยล้านน่ะนะที่ตอนหลัง Carrefour ขายไปหมื่นกว่าล้านนะจากจากรเป็นเป็นหมื่นงั้น วิกฤตเนี่ยทำให้เราในแง่นึงก็คือเสียหายเยอะ กรณีที่เสียดายที่สุดคือบิ๊กซีอ่ะนะฮะ บิ๊กซีเราก็เราก็ต้องเพิ่มทุนเอ่อหลายพันล้านก็เลยต้องเอาฝรั่งมาเป็น partner ใช่มั้ยฮะ ทำให้เราเป็นเจ้าของบิ๊กซีเนี่ยก็เลยกลายเป็นว่าเรากลายเป็นถือหุ้นกลายเป็นถือหุ้นน้อยนะฮะก็คือคือพูดง่ายๆเพิ่มทุนแล้วก็โดนไดูด ดังนั้นกิจการบิ๊กซีเนี่ยเราก็เลยเหลือแค่ 26% แล้วก็เสียธุรกิจหลักของเราซึ่งเป็นธุรกิจ food ผมเองเป็นคนเริ่มบิ๊กซีแล้วก็บิ๊กซีเนี่ยจริงๆแล้วเป็นห้างแรกในประเทศไทยเอ่อก่อนโลตัสก่อนคาร์ฟู ที่เป็น store ที่เป็น store ดังนั้นเนี่ยเราเป็นคนทำแล้วก็เราก็เปิดห้างแรกมาแล้วมันก็ successful แม้กระทั่งผ่านช่วงวิกฤตเองเนี่ยยอดขายก็ไม่เคยตกแล้วก็โตตลอดแล้ว จริงๆแล้วกลายเป็นว่าหลังจากนั้นเนี่ยบิ๊กซีไม่เคยไม่เคยเงินเลยซึ่งจริงๆแล้วถ้าเราทำต่อมาเนี่ยมันก็จะกลายเป็นธุรกิจหลักของเราซึ่งก็เป็นไอเดียแรกอยู่แล้วที่จะสร้างตัวนี้นะฮะ ตอนที่เราขายเนี่ยฝรั่งเนี่ยซื้อไปถ้าผมจำไม่ผิดก็ประมาณ 6,000 กว่าล้านบาทแล้วสุดท้ายเขาขายนะฮะเอ่อถ้าจำไม่ผิดเค้าขายไปแสนกว่าล้านบาท 6,000 กว่าล้านบาทกลายเป็นแสนกว่าล้านบาทภายใน 20 กว่าปีครับ จริงๆแล้วสำหรับหลายบริษัทแล้วก็หลายคนนะ วิกฤตอันนั้นน่ะก็กลายเป็นโอกาสมหาศาลเลย ในแง่นึงเนี่ยข้อที่ 1 อ่ะคนที่สายป่าไม่ยาวอ่ะเค้าก็พูดง่ายๆเจ๊ง ดังนั้นพอเอนพอวิกฤตจบเนี่ยคู่แข่งน้อยลง ไอ้ข้อที่ 2 เนี่ยก่อนหน้านั้นก็คือธุรกิจมันรุ่งโลจน เวลาธุรกิจรุ่งโลจนเนี่ยมันเรียกว่าคุณก็มีแฟชเยอะก็คือพูดง่ายๆว่าใช้จ่ายกันสบายมาก แต่พอเราธุรกิจไม่ดีเราก็ลดลดใครจ่ายรถนู่นลดนี่ไปเนี่ยทำให้เรา very lean ก็กลายเป็นเหมือนกับเป็นนักกีฬาที่ไม่มีไขมันเลย แต่พอพอยอดขายดีเนี่ยก็ลายทำให้บริษัทมี กำไรเอ่อแล้วก็มีแคชเนี่ยมากกว่าในอดีตซึ่งมันก็เป็น discipline เรื่องของการดูแลการบริหารค่าใช้จ่าย 1 ก็คือไม่สะเปะสะปะใช่มั้ยซึ่งอันนี้เป็นเรื่องสำคัญ ฟังดูง่ายๆแต่ว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่ว่าคนเราเนี่ยมันอยากจะโดยเฉพาะนักธุรกิจหรือเนี่ยอยากจะทำนู่นอยากจะทำนี่เห็นไอ้นั่นก็ดีเห็นไอ้นี่ก็ดี เห็นโอกาสไปหมดอ่ะแต่คำถามคือ you ต้อง learn to say no อ่ะแต่ตอนหลังเนี่ยไอวิกฤตอันนี้ทำให้ทำให้ทุกคนน่ะทั้งผู้บริหารและบอร์ดเนี่ยเข้าใจว่าถ้ามันไม่ใช่แต่นี้มันก็ง่ายคือไอ้นี่ไม่ใช่ธุรกิจหลักเราไม่เอามันก็ทำให้บริษัทเนี่ยอย่างที่เรียนก็คือว่าถ้าเราโฟกัสเนี่ยมันจะดีกว่าเยอะ เอิหลังจากนั้นมาเนี่ยธุรกิจเรา ก็ very focus แล้วก็ก็ดีมาตลอด Investment เนี่ยมันสำคัญมากซึ่งหลายๆคนเนี่ยไม่เข้าใจ Investment นะแล้วธุรกิจส่วนใหญ่ที่ขาดทุนหรือล้มละลายหรือเสียหายหลักก็คือ Investment ซึ่งหลังจากนั้นมาเนี่ยเราก็มี Investment Committee จนถึงวันเนี้ยก็ยังใช้อยู่นะฮะก็คือการลงทุนทั้งหมดอ่ะแค่ 100 ล้านก็ 100 ล้านหรือหลักสิบล้านทุกอย่างเนี่ยต้องผ่านที่เราเรียกว่า Investment Committee ที่จะรีวิวว่าเราไปทำอะไรแล้วก็มันคุ้มทุนยังไง Payback เท่าไหร่อะไรอย่างเงี้นะฮะ เอ่อมีความเสี่ยงขนาดไหน งั้นนอกจากโฟกัสแล้วก็คือไม่ลงทุนสะเปะสะปะแล้วเนี่ยถึงแม้จะเป็น Call Business ก็นำเนี่ยมีการ control และมีการรีวิวที่เป็นขั้นเป็นตอน พอมี Investment Committee เนี่ยก็ทำให้การลงทุนของเราเนี่ย efficient ขึ้น แล้วก็ส่วนใหญ่ไม่พลาดด้วยส่วนใหญ่ไม่ค่อยพลาดอ่ะน้อยมากที่จะพลาด บทเรื่องที่ 3 คือการบริหารค่าใช้จ่ายธุรกิจที่ดูแลค่าใช้จ่ายดีเนี่ยเนี่ยส่วนใหญ่คือข้อดี ก็คือมันไม่เจ๊งอ่ะคุณไม่เจ๊งคุณไม่มีทางเจ๊งจากการคัดคอร์สอ่ะ สมมุติคุณลงทุนสร้างห้าง 10,000 ตารางเมตร 2,000 เนี่ยเป็นห้องสต๊อก 20% นั้นคุณก็ต้องเสียเงินสร้าง 20% น่ะในการลงทุนน่ะใช่มั้ย ถ้าเกิดคุณลงทุนสาขาละ 500 ล้าน ไอ้ 100 นึงก็ไปสต๊อกแล้วอ่ะก่อนวิกฤตเนี่ยห้องสต๊อกเนี่ยแน่นเอี้ยไปด้วยสินค้าไง ผู้บริหารจะบอกว่าเรา need stock เพราะว่าเราไม่สามารถเก็บของในหน้าร้านได้ คุณต้องเก็บหลังร้านแล้วก็การบริหาร stock ก็ยากมากเพราะว่าพอถึงจริงๆก็มันก็เละเทะแล้วก็หาของไม่เคยเจอสุดท้ายของเสียของอะไรพอเกิดวิกฤตขึ้นเนี่ยนะฮะเราต้องบริหาร cash flow ดังงั้นเราต้องลดสต๊อกลดไปลดมาไอ้ stock room มว่างแต่ยอดขายไม่ตกเลยและหน้าร้านไม่มีปัญหาในการทำงาน ดังนั้นเนี่ยหลังจากนั้นมาเนี่ยมันไม่มี stock room ไอ้ 2,000 เลดเหลือแค่ 500 สมมุตินะฮะ ดังนั้นเนี่ยเนี่ยไอ้ของพวกเนี่ยมันทำให้ไอ้ไอ้วิกฤตตัวนี้ก็ทำให้เรา efficient ขึ้นเยอะ ตั้งแต่คุณปู่มาใช่แล้วคุณพ่อผมคุณสำฤทธิ์แล้วก็มาคุณอาผมคุณวรชัยจนถึงรุ่นปัจจุบันเนี่ยตระกูลเรามันตลกในแง่ที่ว่า enjoy กับการสร้างพัฒนานะฮะแล้วก็ต้องการให้บริษัทโตมีการลงทุนมีการจ้างงานมีการมีลูกค้ามากขึ้นพัฒนาประเทศนะฮะ เราจะเห็นว่าเราไปที่ไหนเนี่ยไปลงทุนที่ไหนเนี่ยบริเวณนั้นหรือแถวนั้นจะเจริญขึ้นทุกแห่งเลย กิจการเรา 75 ปีเนี่ย เราจ่ายปันผลผมว่าไม่เกิน 20 ปีมั้ง ก็หมายถึงว่า 40 กว่าปีไม่เคยจ่ายปันผล แปลว่าเงินอยู่ในบริษัทแล้วก็ไปลงทุนต่อ แต่หลายๆบริษัทหรือหลายๆคนเนี่ยไม่ได้เป็นแบบนั้นหลายๆคนลงทุนเนี่ยผู้ถือหุ้นต้องการเงินคืนต้องการไม่ต้องการให้ขยายเยอะกลัวมีความเสี่ยง อ่าไม่ต้องการสร้างหนี้ งั้นเนี่ยมันก็ต่างกันนะมันก็ต่างกันแล้วแต่แล้วแต่นโยบาย ดังนั้นแน่นอนเอ่อคนที่ลงทุนเพื่อปันผลมันก็โตช้าหน่อยหรือไม่ค่อยโตแต่แน่นอนบริษัทไหนที่ลงทุนมากไปแล้วไม่มี discipline เรื่องหนี้มันก็มีความเสี่ยงว่าเจ๊งถ้าหนี้สูงเกินไปเอ่อดังนั้นเนี่ยแต่ของเราเนี่ยก็คือเราปันผลน้อยเราลงทุนเยอะ แต่เราก็คอนโทรลหนี้เรารู้ว่าหนี้เราเท่าไหร่เราหาเงินได้เท่าไหร่ แล้วก็หนี้เราไม่ควรจะเกินเท่าไหร่สูตรที่เราใช้เนี่ยคือเราไม่ให้เกิน 3 เท่ากับเงินที่เราหาได้ ถ้าเกิดยูหาได้ 100 เนี่ยยูก็ไม่ควรจะมีหนี้เกิน 300 ครับ การลงทุนของเรามันจะ align กับ business ของเราเป็นหลักที่ดินเรื่องการก่อสร้าง เรื่องรีเทลเรื่อง hotel เรื่องศูนย์การค้าเราเราชำนาญดังนั้นเนี่ยมันง่ายที่เราจะถ้าเกิดคุณให้ผมไปลงทุน hospital โรงพยาบาลให้คุณไปทำโรงงานไอ้นั้นเราทำไม่เป็น โควิดมันมันเป็น interesting situation นะ คือวิกฤตของชิดลมเนี่ยทำให้เรารู้ว่าเราต้องพูดง่ายๆว่าขยายฐานของเราอ่ะให้กว้างขึ้นนะ ดังนั้นเนี่ยเมื่อก่อนเรามีธุรกิจคออันเนี้ยเราพยายามจะสร้าง Core business มากขึ้นใช่ไหม แทนที่คุณจะ depend on สิ่งเดียวเนี่ยทำให้คุณมีหลายๆพูดง่ายๆว่ามีมีเสาหลักหลายเสาแทนที่มีเสาเดียว จ๊อบหลักของผมเลยคือ create new platform เพื่อให้โตแล้วก็เป็นเสาหลักตัวใหม่ อันนี้โควิดเนี่ยมันก็ตลกที่ว่าเราก็ diversify มาพอสมควรนะเรามีธุรกิจโรงแรมเรามีธุรกิจรีเทลเรามีธุรกิจศูนย์การค้าเราขยายไปเวียดนามขยายไปต่างประเทศยุโรปแต่ไอ้โควิดมันฮิตหมดฮิตเรียบเลยของเราเกิดจะไม่มีอะไรรอดสักอันเลยมันก็มันก็ไปยกมันก็ว่าคุณ diversify ยังไงก็แล้วแต่เนี่ยนะ