Future Crisis – ถอดบัญญัติธรรมนูญ ‘จิราธิวัฒน์’ ไม่มีวิ… — Transcript

ทศ จิราธิวัฒน์ เล่าประสบการณ์วิกฤตธุรกิจและการบริหารอย่างมีวินัยเพื่อฝ่าฟันและเติบโตอย่างยั่งยืน

Key Takeaways

  • วิกฤตเป็นโอกาสในการปรับปรุงและพัฒนาธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น
  • การบริหารการลงทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัยช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพ
  • การโฟกัสธุรกิจหลักและเรียนรู้ที่จะปฏิเสธโอกาสที่ไม่เหมาะสมเป็นกุญแจสำคัญ
  • การควบคุมหนี้สินและการลงทุนอย่างสมดุลช่วยรักษาความมั่นคงทางการเงิน
  • การขยายฐานธุรกิจและสร้างเสาหลักหลายเสาช่วยกระจายความเสี่ยงในสถานการณ์วิกฤต

Summary

  • เล่าวิกฤตไฟไหม้ห้างเซ็นทรัลชิดลมที่เป็นเรือธงของธุรกิจและการฟื้นฟูที่ทำให้เกิดโอกาสใหม่ๆ
  • วิกฤตต้มยำกุ้งที่ส่งผลกระทบหนักต่อธุรกิจและการขายสินทรัพย์เพื่อรักษาธุรกิจหลักไว้
  • การบริหารการลงทุนอย่างมีวินัยผ่าน Investment Committee เพื่อควบคุมความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพ
  • การบริหารสต๊อกสินค้าและค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวดทำให้ธุรกิจมีความคล่องตัวและไม่สะเปะสะปะ
  • การเน้นโฟกัสธุรกิจหลักและการเรียนรู้ที่จะปฏิเสธโอกาสที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย
  • การลงทุนอย่างต่อเนื่องโดยไม่จ่ายปันผลมาก เพื่อขยายธุรกิจและพัฒนาประเทศในระยะยาว
  • การควบคุมหนี้สินไม่ให้เกิน 3 เท่าของรายได้เพื่อรักษาความมั่นคงทางการเงิน
  • การขยายฐานธุรกิจและสร้างเสาหลักหลายเสาเพื่อกระจายความเสี่ยง
  • ผลกระทบของโควิด-19 ที่ทำให้ธุรกิจหลากหลายได้รับผลกระทบพร้อมกัน แม้จะมีการกระจายความเสี่ยง
  • ความสำคัญของการบริหารและการลงทุนที่มีวินัยในการฝ่าฟันวิกฤตและเติบโตอย่างยั่งยืน

Full Transcript — Download SRT & Markdown

00:06
Speaker A
ครั้งแรกเลยก็เป็นตอนที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม อ่ะอ่าที่ไฟไหม้ ลักษณะร้านแบบนั้นน่ะถ้าไฟไม่ไหม้ การทำใหม่มันก็ยากเพราะมัน ongoing ถามว่าวิกฤตมันก็เป็นโอกาสหรือเป็นหมวก เรียนก่อนหน้านั้นก็คือธุรกิจมันรุ่งโลจน นักธุรกิจหรือเนี่ยอยากจะทำนู่นอยากจะทำ นี่เห็นไอ้นั่นก็ดีเห็นไอ้นี่ก็ดีเห็น โอกาสไปหมดอ่ะแต่คำถามคือ you ต้อง learn to say no อ่ะ ผมเป็นประธานมาเนี่ยบางทีเนี่ย 60% เห็นด้วย 40% ไม่เห็นด้วยผมก็บอกไม่ผ่านแล้วมันก็เห็นได้ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ไม่มีอะไรแน่นอนเลยแม้แต่ อย่างเดียว วิกฤตของที่ผมเจอเองเนี่ยก็คงมี 3 วิกฤต ใหญ่นะ ครั้งแรกเลยก็เป็นตอนที่ห้างเซ็นทรัลชิดลมอ่ะอ่าที่ไฟไหม้ ธุรกิจหลักของเราเป็นห้างเซ็นทรัลนะอ่าแล้วก็ชิดลมทุกคนก็ทราบว่าเป็นพูดง่ายๆเป็นเรือธงแล้วมันก็เหมือนกับเป็นบ้านเราด้วยอ่ะ เพราะว่าผมเองก็โตที่นั่น ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือเอิ่มไฟไหม้แล้วก็ตึกก็เสียหายหมดอ่ะนะฮะเป็นวันวันเกิดตัวเองด้วยครับ เอ่อก็พูดง่ายๆว่าเราก็คือทั้งเศร้าทั้งเสียใจทั้งเป็นห่วงใช่มั้ย ทางคุณพ่อพ่อตาผมคุณพิรุณแกก็แกก็ให้ความคิดดีข้อแรก เนี่ยเนี่ยเอ่อธุรกิจเราไม่ได้เสียหรอก เอ่อเพราะว่าถึงแม้สาขานี้ปิดชั่วคราวแต่ก็ไม่ได้เพราะว่าลูกค้าเราจะหายไปเลย ลูกค้าเราก็ยังไปที่อื่นได้ในแง่โอกาสก็คือกลายเป็นว่าเออในเมื่อร้านต้องทำใหม่ทั้งหมดเนี่ย มันก็สามารถทำในสิ่งที่ดีกว่าเก่าได้ มันไม่ใช่ว่าเสียไปทีเดียว ต้มยำกุ้มก็เป็นวิกฤตที่ 2 วิกฤตแรกจริงๆแล้วสุดท้ายก็ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นเป็นแค่เป็นความเป็น emotional ซะมากกว่าแต่สุดท้ายทุกอย่างก็ราบรื่นก็ไม่ได้มีอะไรแล้วก็พอทำพอทำห้างใหม่ทุกอย่างก็เรียบร้อยนะฮะ แต่ วิกฤตที่ 2 เนี่ยก็เป็นวิกฤตที่หนักอ่า เพราะว่ามันเป็นวิกฤตทั้งประเทศด้วย ช่วงนั้นน่ะทุกคนกู้เป็นดอลลาร์เยอะพอดอลลาร์จาก 25 บาทไปเป็น 50 กว่าบาทก็หมายถึงว่าคุณมีหนี้เพิ่มขึ้น 2 เท่าภายในทันทีแล้ว ข้อที่ 2 ก็คือแบงค์ก็อยู่ในสถานะที่ไม่มั่นคง ต้องการเงินคืนด้วย คนก็มีปัญหาเรื่อง liquidity ว่าจะถ้าเกิดจะเอาเงินคืนเร็วๆ เนี่ยมันก็มันก็มันก็มันก็มีมีปัญหาแน่นอนใช่มั้ยฮะ นั่นนั่นก็เป็นวิกฤตใหญ่ที่ว่า เอ่อทำให้เราต้องขาย asset ออกไปอ่าค่อนข้างจะเยอะเพื่อเซฟธุรกิจอ่ะนั้นเราต้องเลือกว่าจะขายตัวไหนยังไงอะไรเงี้นะฮะ ในการเลือกก็คือเราเราเราก็คือเซฟตัวคอไว้ก่อนตัวเมนตัวคอของเราไว้แล้วก็ตัวอะไรที่มันเป็นตัวใหม่ๆ ตอนนั้น Big C ก็เพิ่งใหม่ก็เพิ่งเรามีแค่ 20 สาขาตอนนั้น Carrefour ก็เราก็ถือหุ้น 40% นะฮะเราก็ต้องขายไปหมดเลย เอิ่มซึ่งซึ่งถ้าจำไม่ผิดก็ได้เงินหลักร้อยล้านน่ะนะที่ตอนหลัง Carrefour ขายไปหมื่นกว่าล้านนะจากจากรเป็นเป็นหมื่นงั้น วิกฤตเนี่ยทำให้เราในแง่นึงก็คือเสียหายเยอะ กรณีที่เสียดายที่สุดคือบิ๊กซีอ่ะนะฮะ บิ๊กซีเราก็เราก็ต้องเพิ่มทุนเอ่อหลายพันล้านก็เลยต้องเอาฝรั่งมาเป็น partner ใช่มั้ยฮะ ทำให้เราเป็นเจ้าของบิ๊กซีเนี่ยก็เลยกลายเป็นว่าเรากลายเป็นถือหุ้นกลายเป็นถือหุ้นน้อยนะฮะก็คือคือพูดง่ายๆเพิ่มทุนแล้วก็โดนไดูด ดังนั้นกิจการบิ๊กซีเนี่ยเราก็เลยเหลือแค่ 26% แล้วก็เสียธุรกิจหลักของเราซึ่งเป็นธุรกิจ food ผมเองเป็นคนเริ่มบิ๊กซีแล้วก็บิ๊กซีเนี่ยจริงๆแล้วเป็นห้างแรกในประเทศไทยเอ่อก่อนโลตัสก่อนคาร์ฟู ที่เป็น store ที่เป็น store ดังนั้นเนี่ยเราเป็นคนทำแล้วก็เราก็เปิดห้างแรกมาแล้วมันก็ successful แม้กระทั่งผ่านช่วงวิกฤตเองเนี่ยยอดขายก็ไม่เคยตกแล้วก็โตตลอดแล้ว จริงๆแล้วกลายเป็นว่าหลังจากนั้นเนี่ยบิ๊กซีไม่เคยไม่เคยเงินเลยซึ่งจริงๆแล้วถ้าเราทำต่อมาเนี่ยมันก็จะกลายเป็นธุรกิจหลักของเราซึ่งก็เป็นไอเดียแรกอยู่แล้วที่จะสร้างตัวนี้นะฮะ ตอนที่เราขายเนี่ยฝรั่งเนี่ยซื้อไปถ้าผมจำไม่ผิดก็ประมาณ 6,000 กว่าล้านบาทแล้วสุดท้ายเขาขายนะฮะเอ่อถ้าจำไม่ผิดเค้าขายไปแสนกว่าล้านบาท 6,000 กว่าล้านบาทกลายเป็นแสนกว่าล้านบาทภายใน 20 กว่าปีครับ จริงๆแล้วสำหรับหลายบริษัทแล้วก็หลายคนนะ วิกฤตอันนั้นน่ะก็กลายเป็นโอกาสมหาศาลเลย ในแง่นึงเนี่ยข้อที่ 1 อ่ะคนที่สายป่าไม่ยาวอ่ะเค้าก็พูดง่ายๆเจ๊ง ดังนั้นพอเอนพอวิกฤตจบเนี่ยคู่แข่งน้อยลง ไอ้ข้อที่ 2 เนี่ยก่อนหน้านั้นก็คือธุรกิจมันรุ่งโลจน เวลาธุรกิจรุ่งโลจนเนี่ยมันเรียกว่าคุณก็มีแฟชเยอะก็คือพูดง่ายๆว่าใช้จ่ายกันสบายมาก แต่พอเราธุรกิจไม่ดีเราก็ลดลดใครจ่ายรถนู่นลดนี่ไปเนี่ยทำให้เรา very lean ก็กลายเป็นเหมือนกับเป็นนักกีฬาที่ไม่มีไขมันเลย แต่พอพอยอดขายดีเนี่ยก็ลายทำให้บริษัทมี กำไรเอ่อแล้วก็มีแคชเนี่ยมากกว่าในอดีตซึ่งมันก็เป็น discipline เรื่องของการดูแลการบริหารค่าใช้จ่าย 1 ก็คือไม่สะเปะสะปะใช่มั้ยซึ่งอันนี้เป็นเรื่องสำคัญ ฟังดูง่ายๆแต่ว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่ว่าคนเราเนี่ยมันอยากจะโดยเฉพาะนักธุรกิจหรือเนี่ยอยากจะทำนู่นอยากจะทำนี่เห็นไอ้นั่นก็ดีเห็นไอ้นี่ก็ดี เห็นโอกาสไปหมดอ่ะแต่คำถามคือ you ต้อง learn to say no อ่ะแต่ตอนหลังเนี่ยไอวิกฤตอันนี้ทำให้ทำให้ทุกคนน่ะทั้งผู้บริหารและบอร์ดเนี่ยเข้าใจว่าถ้ามันไม่ใช่แต่นี้มันก็ง่ายคือไอ้นี่ไม่ใช่ธุรกิจหลักเราไม่เอามันก็ทำให้บริษัทเนี่ยอย่างที่เรียนก็คือว่าถ้าเราโฟกัสเนี่ยมันจะดีกว่าเยอะ เอิหลังจากนั้นมาเนี่ยธุรกิจเรา ก็ very focus แล้วก็ก็ดีมาตลอด Investment เนี่ยมันสำคัญมากซึ่งหลายๆคนเนี่ยไม่เข้าใจ Investment นะแล้วธุรกิจส่วนใหญ่ที่ขาดทุนหรือล้มละลายหรือเสียหายหลักก็คือ Investment ซึ่งหลังจากนั้นมาเนี่ยเราก็มี Investment Committee จนถึงวันเนี้ยก็ยังใช้อยู่นะฮะก็คือการลงทุนทั้งหมดอ่ะแค่ 100 ล้านก็ 100 ล้านหรือหลักสิบล้านทุกอย่างเนี่ยต้องผ่านที่เราเรียกว่า Investment Committee ที่จะรีวิวว่าเราไปทำอะไรแล้วก็มันคุ้มทุนยังไง Payback เท่าไหร่อะไรอย่างเงี้นะฮะ เอ่อมีความเสี่ยงขนาดไหน งั้นนอกจากโฟกัสแล้วก็คือไม่ลงทุนสะเปะสะปะแล้วเนี่ยถึงแม้จะเป็น Call Business ก็นำเนี่ยมีการ control และมีการรีวิวที่เป็นขั้นเป็นตอน พอมี Investment Committee เนี่ยก็ทำให้การลงทุนของเราเนี่ย efficient ขึ้น แล้วก็ส่วนใหญ่ไม่พลาดด้วยส่วนใหญ่ไม่ค่อยพลาดอ่ะน้อยมากที่จะพลาด บทเรื่องที่ 3 คือการบริหารค่าใช้จ่ายธุรกิจที่ดูแลค่าใช้จ่ายดีเนี่ยเนี่ยส่วนใหญ่คือข้อดี ก็คือมันไม่เจ๊งอ่ะคุณไม่เจ๊งคุณไม่มีทางเจ๊งจากการคัดคอร์สอ่ะ สมมุติคุณลงทุนสร้างห้าง 10,000 ตารางเมตร 2,000 เนี่ยเป็นห้องสต๊อก 20% นั้นคุณก็ต้องเสียเงินสร้าง 20% น่ะในการลงทุนน่ะใช่มั้ย ถ้าเกิดคุณลงทุนสาขาละ 500 ล้าน ไอ้ 100 นึงก็ไปสต๊อกแล้วอ่ะก่อนวิกฤตเนี่ยห้องสต๊อกเนี่ยแน่นเอี้ยไปด้วยสินค้าไง ผู้บริหารจะบอกว่าเรา need stock เพราะว่าเราไม่สามารถเก็บของในหน้าร้านได้ คุณต้องเก็บหลังร้านแล้วก็การบริหาร stock ก็ยากมากเพราะว่าพอถึงจริงๆก็มันก็เละเทะแล้วก็หาของไม่เคยเจอสุดท้ายของเสียของอะไรพอเกิดวิกฤตขึ้นเนี่ยนะฮะเราต้องบริหาร cash flow ดังงั้นเราต้องลดสต๊อกลดไปลดมาไอ้ stock room มว่างแต่ยอดขายไม่ตกเลยและหน้าร้านไม่มีปัญหาในการทำงาน ดังนั้นเนี่ยหลังจากนั้นมาเนี่ยมันไม่มี stock room ไอ้ 2,000 เลดเหลือแค่ 500 สมมุตินะฮะ ดังนั้นเนี่ยเนี่ยไอ้ของพวกเนี่ยมันทำให้ไอ้ไอ้วิกฤตตัวนี้ก็ทำให้เรา efficient ขึ้นเยอะ ตั้งแต่คุณปู่มาใช่แล้วคุณพ่อผมคุณสำฤทธิ์แล้วก็มาคุณอาผมคุณวรชัยจนถึงรุ่นปัจจุบันเนี่ยตระกูลเรามันตลกในแง่ที่ว่า enjoy กับการสร้างพัฒนานะฮะแล้วก็ต้องการให้บริษัทโตมีการลงทุนมีการจ้างงานมีการมีลูกค้ามากขึ้นพัฒนาประเทศนะฮะ เราจะเห็นว่าเราไปที่ไหนเนี่ยไปลงทุนที่ไหนเนี่ยบริเวณนั้นหรือแถวนั้นจะเจริญขึ้นทุกแห่งเลย กิจการเรา 75 ปีเนี่ย เราจ่ายปันผลผมว่าไม่เกิน 20 ปีมั้ง ก็หมายถึงว่า 40 กว่าปีไม่เคยจ่ายปันผล แปลว่าเงินอยู่ในบริษัทแล้วก็ไปลงทุนต่อ แต่หลายๆบริษัทหรือหลายๆคนเนี่ยไม่ได้เป็นแบบนั้นหลายๆคนลงทุนเนี่ยผู้ถือหุ้นต้องการเงินคืนต้องการไม่ต้องการให้ขยายเยอะกลัวมีความเสี่ยง อ่าไม่ต้องการสร้างหนี้ งั้นเนี่ยมันก็ต่างกันนะมันก็ต่างกันแล้วแต่แล้วแต่นโยบาย ดังนั้นแน่นอนเอ่อคนที่ลงทุนเพื่อปันผลมันก็โตช้าหน่อยหรือไม่ค่อยโตแต่แน่นอนบริษัทไหนที่ลงทุนมากไปแล้วไม่มี discipline เรื่องหนี้มันก็มีความเสี่ยงว่าเจ๊งถ้าหนี้สูงเกินไปเอ่อดังนั้นเนี่ยแต่ของเราเนี่ยก็คือเราปันผลน้อยเราลงทุนเยอะ แต่เราก็คอนโทรลหนี้เรารู้ว่าหนี้เราเท่าไหร่เราหาเงินได้เท่าไหร่ แล้วก็หนี้เราไม่ควรจะเกินเท่าไหร่สูตรที่เราใช้เนี่ยคือเราไม่ให้เกิน 3 เท่ากับเงินที่เราหาได้ ถ้าเกิดยูหาได้ 100 เนี่ยยูก็ไม่ควรจะมีหนี้เกิน 300 ครับ การลงทุนของเรามันจะ align กับ business ของเราเป็นหลักที่ดินเรื่องการก่อสร้าง เรื่องรีเทลเรื่อง hotel เรื่องศูนย์การค้าเราเราชำนาญดังนั้นเนี่ยมันง่ายที่เราจะถ้าเกิดคุณให้ผมไปลงทุน hospital โรงพยาบาลให้คุณไปทำโรงงานไอ้นั้นเราทำไม่เป็น โควิดมันมันเป็น interesting situation นะ คือวิกฤตของชิดลมเนี่ยทำให้เรารู้ว่าเราต้องพูดง่ายๆว่าขยายฐานของเราอ่ะให้กว้างขึ้นนะ ดังนั้นเนี่ยเมื่อก่อนเรามีธุรกิจคออันเนี้ยเราพยายามจะสร้าง Core business มากขึ้นใช่ไหม แทนที่คุณจะ depend on สิ่งเดียวเนี่ยทำให้คุณมีหลายๆพูดง่ายๆว่ามีมีเสาหลักหลายเสาแทนที่มีเสาเดียว จ๊อบหลักของผมเลยคือ create new platform เพื่อให้โตแล้วก็เป็นเสาหลักตัวใหม่ อันนี้โควิดเนี่ยมันก็ตลกที่ว่าเราก็ diversify มาพอสมควรนะเรามีธุรกิจโรงแรมเรามีธุรกิจรีเทลเรามีธุรกิจศูนย์การค้าเราขยายไปเวียดนามขยายไปต่างประเทศยุโรปแต่ไอ้โควิดมันฮิตหมดฮิตเรียบเลยของเราเกิดจะไม่มีอะไรรอดสักอันเลยมันก็มันก็ไปยกมันก็ว่าคุณ diversify ยังไงก็แล้วแต่เนี่ยนะ
01:28
Speaker A
เนี่ยเนี่ยเอ่อธุรกิจเราไม่ได้เสียหรอก เอ่อเพราะว่าถึงแม้สาขานี้ปิดชั่วคราวแต่ ก็ไม่ได้เพราะว่าลูกค้าเราจะหายไปเลยลูก ค้าเราก็ยังไปที่อื่นได้ในแง่โอกาสก็คือ กลายเป็นว่าเออในเมื่อร้านต้องทำใหม่ทั้ง หมดเนี่ย มันก็สามารถทำในสิ่งที่ดีกว่าเก่าได้มัน ไม่ใช่ว่าเสียไปทีเดียวต้มยำกุ้มก็เป็น วิกฤตที่ 2 วิกฤตแรกจริงๆแล้วสุดท้ายก็ ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นเป็นแค่เป็นความเป็น เป็น emotional ซะมากกว่าแต่สุดท้ายทุก อย่างก็ราบรื่นก็ไม่ได้มีอะไรแล้วก็พอทำ พอทำห้างใหม่ทุกอย่างก็เรียบร้อยนะฮะแต่ วิกฤตที่ 2 เนี่ยก็เป็นวิกฤตที่หนักอ่า เพราะว่ามันเป็นวิกฤตทั้งประเทศด้วยช่วง นั้นน่ะทุกคนกู้เป็นดอลลาร์เยอะพอดอลลาร์ จาก 25 บาทไปเป็น 50 กว่าบาทก็หมายถึงว่า คุณมีหนี้เพิ่มขึ้น 2 เท่าภายในทันทีแล้ว ข้อที่ 2 ก็คือแบงค์ก็อยู่ในสถานะที่ไม่ มั่นคงต้องการเงินคืนด้วยคนก็มีปัญหา เรื่อง liquidity ว่าจะถ้าเกิดจะเอาเงิน คืนเร็วๆเนี่ยมันก็มันก็มันก็มันก็มีมี ปัญหาแน่นอนใช่มั้ฮะ นั่นนั่นก็เป็นวิกฤตใหญ่ที่ว่า
02:31
Speaker A
เอ่อทำให้เราต้องขาย asset ออกไปอ่าค่อน ข้างจะเยอะเพื่อเซฟธุรกิจอ่าั้นเราต้อง เลือกว่าจะขายตัวไหนยังไงอะไรเงี้นะฮะใน การเลือกก็คือเราเราเราก็คือเซฟตัวคอไว้ ก่อนตัวเมนตัวคอของเราไว้แล้วก็ตัวอะไร ที่มันเป็นตัวใหม่ๆตอนนั้นBigซก็เพิ่ง ใหม่ก็เพิ่งเรามีแค่ 20 สาขาตอนนั้น Car 4ฟก็เราก็ถือหุ้น 40% นะฮะเราก็ต้องขายไป หมดเลยเอิ่มซึ่งซึ่งถ้าจำไม่ผิดก็ได้เงิน หลักร้อยล้านน่ะนะที่ตอนหลังคาโฟขายไป หมื่นกว่าล้านนะจากจากรเป็นเป็นหมื่นงั้น วิกฤตเนี่ยทำให้เราในแง่นึงก็คือเสียหาย เยอะกรณีที่เสียดายที่สุดคือบิ๊กซีอ นะฮะบิ๊กซีเราก็เราก็ต้องเพิ่มทุนเอ่อ หลายพันล้านก็เลยต้องเอาฝรั่งมาเป็น พารทเnerอร์ใช่มั้ยฮะทำให้เราเป็นเจ้าของ บิ๊กซีเนี่ยก็เลยกลายเป็นว่าเรากลายเป็น ถือหุ้นกลายเป็นถือหุ้นน้อยนะฮะก็คือคือ พูดง่ายๆเพิ่มทุนแล้วก็โดนไดูดดังนั้น กิจการบิ๊กซีเนี่ยเราก็เลยเหลือแค่ 26% แล้วก็เสียธุรกิจหลักของเราซึ่งเป็น ธุรกิจ food ผมเองเป็นคนเริ่มบิ๊กซีแล้ว ก็บิ๊กซีเนี่ยจริงๆแล้วเป็นห้างแรกใน ประเทศไทยเอ่อก่อนโลตัก่อนคาฟู ที่เป็น store ที่เป็น store ดังนั้นเนี่ยเราเป็นคนทำ แล้วก็เราก็เปิดห้างแรกมาแล้วมันก็
03:48
Speaker A
successful แม้กระทั่งผ่านช่วงวิกฤตเอง เนี่ยยอดขายก็ไม่เคยตกแล้วก็โตตลอดแล้ว จริงๆแล้วกลายเป็นว่าหลังจากนั้นเนี่ย บิ๊กซไม่เคยไม่เคยเงินเลยซึ่งจริงๆแล้ว ถ้าเราทำต่อมาเนี่ยมันก็จะกลายเป็นธุรกิจ หลักของเราซึ่งก็เป็นไอเดียแรกอยู่แล้ว ที่ที่จะสร้างตัวนี้นะฮะตอนที่เราขาย เนี่ยฝรั่งเนี่ยซื้อไปถ้าผมจำไม่ผิดก็ ประมาณ 6,000 กว่าล้านบาทแล้วสุดท้ายเขา ขายนะฮะเอ่อถ้าจำไม่ผิดเค้าขายไปแสนกว่า ล้านบาท 6,000 กว่าล้านบาทกลายเป็นแสนกว่าล้าน บาทภายใน 20 กว่าปี ครับ จริงๆแล้วสำหรับหลายบริษัทแล้วก็หลายคนนะ วิกฤตอันนั้นน่ะก็กลายเป็นโอกาสมหาศาลเลย ในแง่นึงเนี่ยข้อที่ 1 อ่ะคนที่สายป่าไม่ ยาวอ่ะเค้าก็พูดง่ายๆเจ๊งดังนั้นพอเอนพอ วิกฤตจบเนี่ยคู่แข่งน้อยลงไอ้ข้อที่ 2 เนี่ยก่อนหน้านั้นก็คือธุรกิจมันรุ่งโลจน เวลาธุรกิจรุ่งโลจนเนี่ยมันเรียกว่าคุณก็ มีแฟชเยอะก็คือพูดง่ายๆว่าใช้จ่ายกันสบาย มากแต่พอเราธุรกิจไม่ดีเราก็ลดลดใครจ่าย รถนู่นลดนี่ไปเนี่ยทำให้เรา very lean ก็กลายเป็นเหมือนกับเป็นนักกีฬาที่ไม่มี ไขมันเลยแต่พอพอยอดขายดีเนี่ยก็ลายทำให้ บริษัทเมีกำไรเอ่อแล้วก็มีแคชเนี่ยมาก กว่าในอดีตซึ่งมันก็เป็นdiscipลineเรื่อง ของการดูแลการบริหารค่าใช้จ่าย
05:15
Speaker A
1 ก็คือไม่สะเปะสะปะใช่มั้ซึ่งอันนี้ เป็นเรื่องสำคัญฟังดูง่ายๆแต่ว่ามันเป็น เรื่องสำคัญที่ว่าคนเราเนี่ยมันอยากจะโดย เฉพาะนักธุรกิจหรือเนี่ยอยากจะทำนู่นอยาก จะทำนี่เห็นไอ้นั่นก็ดีเห็นไอ้นี่ก็ดี เห็นโอกาสไปหมดอ่ะแต่คำถามคือ you ต้อง learn to say no อ่ะแต่ตอนหลังเนี่ย ไอวิกฤตอันนี้ทำให้ทำให้ทุกคนน่ะทั้งผู้ บริหารและบอเนี่ยเข้าใจว่าถ้ามันไม่ใช่ แต่นี้มันก็ง่ายคือไอ้นี่ไม่ใช่ธุรกิจ หลักเราไม่เอามันก็ทำให้บริษัทเนี่ยอย่าง ที่เรียนก็คือว่าถ้าเราโฟกัสเนี่ยมันจะดี กว่าเยอะเอิหลังจากนั้นมาเนี่ยธุรกิจเรา ก็ very focus แล้วก็ก็ดีมาตลอด Invest Investment เนี่ยมันสำคัญมากซึ่งหลายๆคน เนี่ยไม่เข้าใจ Investment นะแล้วธุรกิจ ส่วนใหญ่ที่ขาดทุนหรือล้มละลายหรือเสีย หายหลักก็คือ Investment ซึ่งหลังจากนั้น มาเนี่ยเราก็มี Investment Commit จนถึง วันเนี้ยก็ยังใช้อยู่นะฮะก็คือการลงทุน ทั้งหมดอ่ะแค่ 100 ล้านก็ 100 ล้านหรือ
06:15
Speaker A
หลักสิบล้านทุกอย่างเนี่ยต้องผ่านที่เรา เรียกว่า Investment Committee ที่จะ รีวิวว่าเราไปทำอะไรแล้วก็มันคุ้มทุนยัง ไง Payback เท่าไหร่อะไรอย่างเงี้นะฮะเอ่อ มีความเสี่ยงขนาดไหนงั้นนอกจากโฟกัสแล้ว ก็คือไม่ลงทุนสะเปะสะปะแล้วเนี่ยถึงแม้จะ เป็น Call Business ก็นำเนี่ยมีการ control และมีการรีวิวที่เป็นขั้นเป็น ตอนพอมี Investment Compity เนี่ยก็ทำ ให้การลงทุนของเราเนี่ย efficient ขึ้น แล้วก็ส่วนใหญ่ไม่พลาดด้วยส่วนใหญ่ไม่ ค่อยพลาดอ่ะน้อยมากที่จะพลาดบทเรื่องที่ 3 คือการบริหารค่าใช้จ่ายธุรกิจที่ดูแลค่า ใช้จ่ายดีเนี่ยเนี่ยยังส่วนใหญ่คือข้อดี ก็คือมันไม่เจ๊งอ่ะคุณไม่เจ๊งคุณไม่มีทาง เจ๊งจากการคัดคอร์สอ่ะ สมมุติคุณลงทุนสร้างห้าง 10,000 ตรางเมต 2,000 เนี่ยเป็นห้องสต๊อก 20% นั้นคุณก็ต้องเสียเงินสร้าง 20% น่ะในการ
07:13
Speaker A
ลงทุนน่ะใช่มั้ถ้าเกิดคุณลงทุนสาขาละ 500 ล้านไอ้ 100 นึงก็ไปสต๊อกแล้วอ่ะก่อน วิกฤตเนี่ยห้องสต๊อกเนี่ยแน่นเอี้ยไปด้วย สินค้าไงผู้บริหารจะบอกว่าเรา need stock เพราะว่าเราไม่สามารถเก็บของในหน้าร้าน ได้คุณต้องเก็บหลังร้านแล้วก็การบริหาร stock ก็ยากมากเพราะว่าพอถึงจริงๆก็มัน ก็เละเทะแล้วก็หาของไม่เคยเจอสุดท้ายของ เสียของอะไรพอเกิดวิกฤตขึ้นเนี่ยนะฮะเรา ต้องบริหาร cash flow ดังงั้นเราต้องลด สต๊อกลดไปลดมาไอ้ stock roomมว่างแต่ยอด ขายไม่ตกเลยและหน้าร้านไม่มีปัญหาในการทำ งานดังนั้นเนี่ยหลังจากนั้นมาเนี่ยมันไม่ มี spock room ไอ้ 2,000 เลดเหลือแค่ 500 สมมุตินะฮะดังนั้นเนี่ยเนี่ยไอ้ของพวก เนี่ยมันทำให้ไอ้ไอ้วิกฤตตัวนี้ก็ทำให้ เรา efficient ขึ้นเยอะ ตั้งแต่คุณปู่มาใช่แล้วคุณพ่อผมคุณ สำฤทธิ์แล้วก็มาคุณอาผมคุณวรชัยจนถึงรุ่น ปัจจุบันเนี่ยตระกูลเรามันตลกในแง่ที่ว่า enjoy กับการสร้างพัฒนานะฮะแล้วก็
08:14
Speaker A
ต้องการให้บริษัทโตมีการลงทุนมีการจ้าง งานมีการมีลูกค้ามากขึ้นพัฒนาประเทศนะฮะ เราจะเห็นว่าเราไปที่ไหนเนี่ยไปลงทุนที่ ไหนเนี่ยบริเวณนั้นหรือแถวนั้นจะเจริญ ขึ้นทุกแห่งเลยกิจการเรา 75 ปีเนี่ย เราจ่ายพันผลผมว่าไม่เกิน 20 ปีมั้ง ก็หมายถึงว่า 40 กว่าปีไม่เคยจ่ายปันผล แปลว่าเงินอยู่ในบริษัทแล้วก็ไปลงทุนต่อ แต่หลายๆบริษัทหรือหลายๆคนเนี่ยไม่ได้ เป็นแบบนั้นหลายๆคนลงทุนเนี่ยผู้ถือหุ้น ต้องการเงินคืนต้องการ ไม่ต้องการให้ขยายเยอะกลัวมีความเสี่ยง อ่าไม่ต้องการสร้างหนี้งั้นเนี่ยมันก็ ต่างกันนะมันก็ต่างกันแล้วแต่แล้วแต่ นโยบายดังนั้นแน่นอนเอ่อคนที่ลงทุนเพื่อ ปันผลมันก็โตช้าหน่อยหรือไม่ค่อยโตแต่แน่ นอนบริษัทไหนที่ลงทุนมากไปแล้วไม่มี discipลineเรื่องหนี้มันก็มีความเสี่ยง ว่าเจ๊งถ้าหนี้สูงเกินไปเ่อดังนั้นเนี่ย แต่ของเราเนี่ยก็คือเราปันผลน้อยเราลงทุน เยอะ แต่เราก็คอนโทรลหนี้เรารู้ว่าหนี้เราเท่า ไหร่เราหาเงินได้เท่าไหร่ แล้วก็หนี้เราไม่ควรจะเกินเท่าไหร่สูตร ที่เราใช้เนี่ยคือเราไม่ให้เกิน 3 เท่า กับเงินที่เราหาได้ ถ้าเกิดยูหาได้ 100 เนี่ยยูก็ไม่ควรจะมี หนี้เกิน 300 ครับ
09:37
Speaker A
การลงทุนของเรามันจะวิลateกับ business ของเราเป็นหลักที่ดินเรื่องการก่อสร้าง เรื่องรีเทลเรื่องhฮotเทลเรื่องศูนย์การ ค้าเราเราชำนาญดังนั้นเนี่ยมันง่ายที่เรา จะถ้าเกิดคุณให้ผมไปลงทุน hospital โรงพยาบาลให้คุณไปทำโรงงานไอ้นั้นเราทำ ไม่เป็น ไโควิดมันมันเป็น interesting situation นะคือวิกฤตของชิดลมเนี่ยทำให้เรารู้ว่า เราต้อง พูดง่ายๆว่าขยายฐานของเราอ่ะให้กว้างขึ้น นะดังนั้นเนี่ยเมื่อก่อนเรามีธุรกิจคอ อันเนี้ยเราพยายามจะสร้าง Core business มากขึ้นใช่มแทนที่คุณจะ depend on สิ่ง เดียวเนี่ยทำให้คุณมีหลายๆพูดง่ายๆว่ามี มีเสาหลักหลายเสาแทนที่มีเสาเดียวจ๊อบ หลักของผมเลยคือ create new platform เพื่อให้โตแล้วก็เป็นเสาหลักตัวใหม่อัน นี้โคovิดเนี่ยมันก็ตลกที่ว่า เราก็ diversify มาพอสมควรนะเรามีธุรกิจ โรงแรมเรามีธุรกิจรีเทลเรามีธุรกิจศูนย์ การค้าเราขยายไปเวียดนามขยายไปต่างประเทศ ยุโรปแต่ไอ้โควิดมันฮิตหมดฮิตเรียบเลยของ เราเกิดจะไม่มีอะไรรอดสักอันเลยมันก็มัน ก็ไปยกมันก็ว่าคุณ diversify ยังไงก็แล้ว
10:50
Speaker A
แต่เนี่ยนะ diversify industry diversify country up covid ซัดเรียบ แต่งั้นเนี่ยมันก็หนักที่ว่า 75 ปีไม่เคย ปิดร้านน่ะใช่มั้ฮะไอ้นี่โดนปิดก็ก็มึน เหมือนกันพอเราปิดร้านเนี่ยถามว่าโอกาส เราคืออะไรเราก็โอกาสเราก็คือว่าเนื่อง จากไอ้พวก New Teทologyทั้งหลายที่ที่ เกิดขึ้นในโลกเนี่ยเราก็เปลี่ยนวิธีขาย ว่าเออจะขายยังไงโดยที่ลูกค้าไม่ต้องมา ร้านเราทั้งผู้บริหารทั้งพนักงาน 5 ล้าน เนี่ยก็กลายเป็นขายของ ออนไลน์ขายของโดยวิธีอื่นทุกวิธีอ่ะทำให้ ยอดขายเรายังสามารถรักษาได้เอ่อหลาย 10 เปอร์เซ็นน่ะเอ่อซึ่งซึก็แปลกที่ว่าห้าง ปิดไปแล้วแต่ยอดขายไม่เหลือ 0 เอ่อยอดขาย เนี่ยยังยังมีอยู่หลาย 10% อ่าจากการขาย ของโดยที่ลูกค้าไม่ต้องมาห้าง [เพลง] เวลาเกิดวิกฤตขึ้นเนี่ยคนก็จะตกใจจะกลัว จะนู่นนี่นั่นน่ะนะฮะซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ต้องบอกว่า อย่าไปตกใจอย่าไปกลัวอย่าไปอย่าไปใช่เสีย เวลาเยอะกับเรื่องเรื่องแบบนั้นน่ะนะฮะ
12:02
Speaker A
ถ้าเกิดวิกฤตขึ้นก็คือก็คือตั้งตัวให้ดี อ่ะแล้วก็ไม่ต้องไปี่กับปัญหาให้มามาตมา ตั้งใจว่าเออเราจะเราจะสู้กับมันยังไงมี ผู้ใหญ่ท่านก็สอนว่าไม่มันไม่มีปัญหาให้ มันแก้ได้ทุกวันน่ะแล้วก็ระหว่างทางเนี่ย เราก็จะมองเห็นโอกาส มันก็แล้วแต่ช่วงอายุของคนด้วยอ่ะกรณีชิด ลมอย่างเงี้ย มันก็ very emotional นะผมเองก็นั่งร้อง ไห้เลยอ่ะไอ้กรณีของต้มยำกุ้งเนี่ยก็คือ เราก็คือเครียดกับไอ้ภาวะหนี้ที่เกิดขึ้น แล้วก็เราต้องไปแก้ปัญหารถหนี้ขาย asset หรือพวกนี้ขายธุรกิจที่เราสร้างมาไอ้นั่น ก็แต่ว่าเราก็ take action เอ่อเพื่อแก้ ปัญหาแล้วแล้วก็รู้ว่าถ้าเราทำเดินดำเนิน การในสิ่งเหล่าเนี้ยปัญหามันก็จะจบไป โควิดเนี่ยผมรีลักมากเลย ผมไม่มีความรู้สึกเลยไม่มีความเศร้าไม่มี ความกลัวไม่มีความรู้สึกเลยแค่พูดง่ายๆ ว่าเราก็รันธุรกิจให้มันดีที่สุดวันต่อ วันผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่องของ maturity กับประสบการณ์ซะมากกว่า นิ่งอย่างงั้นเลยนะครับ เออไม่รู้สึกแต่สุดท้ายเนี่ยคุณต้องเอง ต้องต้องรักษาบริษัทให้ให้แข็งแรงเสมอ ด้วยบริษัทเราในช่วงโควิดเนี่ยเป็นเป็น ช่วงที่เราแข็งแรงมากแล้วมันก็เห็นได้ว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะวันเนี้ยในใน โลกเราเนี่ยนะยิ่งยิ่งน่ากลัวขึ้นทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีเรื่องสงคราม เรื่องเชื้อโรคเรื่อง AI เรื่องโอ้โห
13:28
Speaker A
สารพัดเรื่องถ้าเป็นเรื่องตัวเองก็ต้องดู แลสุขภาพร่างกายกับสุขภาพบริษัทมันเหมือน กันเป๊ะคือถ้าเกิดคุณดูแลให้แข็งแรงนะ อย่างน้อยโอกาสคุณก็ดีที่สุดอ่ะ ก่อนหน้าเนี่ยยกตัวอย่างว่าระบบฝรั่ง เนี่ยก็คืออย่างเช่นซุเปอร์มาร์เก็ตขาย ทั่วประเทศอย่างเงี้ยระบบฝรั่งก็คือจะ ต้อง efficiency ต้องมี distribution center ซื้อของเข้ามาจัดทรงนู่นนี่นั่น ใช่มั้ฮะก็เป็นระบบเอ่อ Centraliz ต่างๆ นานาเราก็เราก็ follow ระบบฝรั่งตอนนั้น น่ะนะแต่ผมมาดูแล้วสุดท้ายผมก็บอกว่าเฮ้ย มันแปลกนะแล้วผมเนี่ยเมืองไทยมันเป็น ประเทศที่แปลกจริงแล้วอาหารการกินมันมี ทุกจังหวัดนะผมเปลี่ยนนโยบายว่า ซุเปอร์มาร์เก็ตเราอ่ะให้sอce locally ให้หมดเลยถ้าเกิดเป็นสินค้าโลโกalให้คุณ ซื้อโลคลี่ให้หมดคุณไม่ต้องมาซื้อจาก กรุงเทพฯแล้วไม่ต้องส่งจากกรุงเทพฯด้วย คุณไปหาคนปลูกเนี่ยเค้าไม่มีคุณให้เค้า ปลูกสินะเรานั่งโกตูสินค้าผักผลไม้ทั้ง ประเทศไทยเลยอ่ะทุกจังหวัดเทำได้หมดอ่ะ ซึ่งอันเนี้เป็นการเป็นทำให้ชุมชนแข็งแรง แล้วก็แล้วก็ผลิตที่นั่นน่ะแล้วก็สอนให้ เขาเก่งขึ้นแล้วก็แล้วก็สิ่งแบบนี้เราเรา เห็นเราทำมาเยอะแล้วก็เราเห็นเลยว่า progress ของของชาวบ้านเนี่ยเป็นยังไง แม้กระทั่งสินค้าไทยตอนเนี้ยไม่ทราบเคย เคยไปดู good มั้ฮะคุณไปดูเนี่ยคนจีนเข้า
14:48
Speaker A
แถวไอ้นี่ก็เป็น nonprofit ที่เราทำนะเรา เอาดีไซน์ของไทยอ่ะมาทำให้มันเป็น modเดิร์นขึ้นเด็กในต่างจังหวัดเนี่ยนะฮะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ creative ide เ เก่งมาก 1 เนี่ยรันธุรกิจมันก็ยากอยู่แล้วใช่ มั้ยในฐานะที่คุณเป็น CEO ที่จะบริหารงาน เนี่ยมันก็เงินมันก็หนักอยู่แล้วอ่ะแต่ ว่าคุณมีครอบครัวเอ่อตั้งแต่รุ่นอารุ่นอา รุ่นพี่รุ่นน้องรุ่นหลานเนี่ยนะที่จะต้อง ทำให้ถูกใจเนี่ยมันก็ยากกว่าอีกคือคุณ เป็น CEO คุณบอกคุณจะไปทางเนี้ย แค่แค่เถียงว่าไทยทางนี้ก็ไปทางนั้นหรือ ไปทางนี้เนี่ยก็ก็เหนื่อยแล้วนะข้อที่ 1 นะฮะแต่ข้อที่ 2 ไปทางสมมุติว่าเลือกเอา ไปทางเนี้ยแต่แล้วไปยังไงอ่ะคุณจะกลับ ขึ้นทางด่วนหรือคุณจะวิ่งโลal road เนี่ย นะยังเถียงกันอีกเยอะงั้น Family Family เนี่ยเนี่ยข้อข้อดีก็คือ การเป็น family แต่ข้อไม่ดีก็คือว่าเจะ โทรหาคุณเมื่อไหร่ก็ได้เจะว่าด่าคุณเมื่อ
15:52
Speaker A
ไหร่ก็ได้เจะด่าคุณในห้องประชุมก็ได้เขา จะด่าคุณเวลาคุณกินข้าวก็ได้หรือวัน อาทิตย์ก็ได้ดังนั้นนี่มันมันทั้งวันทั้ง คืนแล้วก็แล้วก็คุณมี 100 คนก็มี 100 คำ 100 opinion อ่ะดังนั้นเนี่ยถ้าเกิดคุณ เลือกฟังแบบนี้อีกคนก็จะไม่พอใจแต่คุณ เลือกแบบนั้นอีกคนก็ไม่พอใจก็ค่อนข้าง ข้างจะหนักหนักพอสมควรแต่ก็ต้องก็ต้องรับ สภาพอ่ะในยุโรปเองผมก็เห็น Family Business ที่เขาอยู่มาต้องโอต้อง 7 8 6 7 8 90 Generation ก็มีนะวันก่อนคุย กับญี่ปุ่นเค้าก็บอกว่าเ้าบอกว่าธุรกิจใน โลกธุรกิจครอบครัวที่เกิน 1000 ปียังมี เลยอมี 13 ครอบครัวในโลก 10 ครอบครัวอยู่ ในญี่ปุ่น 1000 ปีผมก็ยังคิดว่า ธุรกิจครอบครัวท่านวิโรจก็เคยพูดจากกูก็ เคยบอกว่ามันต้องมีธุรกิจก่อนถ้าไม่มี
16:49
Speaker A
ธุรกิจมันก็ไม่มีธุรกิจครอบครัวดังนั้น เนี่ยสำคัญที่สุดคือธุรกิจมันต้องไปได้ มันต้องไปได้ดังนั้นคุณก็ต้องเลือกคนที่ เก่งที่สุดมาทำไว้ก่อนนะโอหยกตัวอย่างตอน เอ่อกรณีของ CPN นะเอาง่ายๆ CPN เนี่ยนะ เราเข้าตลาดหลักทรัพย์คุณสุธธรรมเป็น CEO ก็เป็น Family Member เสร็จแล้วกลายเป็น คุณกรอบชัยเป็น CEO ก็กลายเป็น Family Member แต่สุดท้ายเนี่ยเนี่ยหลายๆคนก็ นึกว่าผมจะเลือก Family Member เป็น CEO แต่สุดท้ายไม่ผมก็เลือกคุณปรีชาเอกคุณ อากูลเป็นเป็น CEO คนในวงการข้างนอกก็ตก ใจเฮ้ยเป็นท่านไม่ได้ใช้ครอบครัวแล้วนี่ ออใช่มันไม่จำเป็นน่ะผมก็เลือกคนที่ผม เขี้ยวเหมาะสมที่สุดนะ CRC ก็เช่นเดียว กันผมเป็น CEO มาตลอดสุดท้ายก็กลายเป็น หุ่นยนต์แต่ข้อดีของการเป็นระบบครอบครัว คือว่ามัน long tercision
17:38
Speaker A
มัน long term commitment มัน long ter ดังนั้นเนี่ยการทำอะไรการทำงานการคุยกับ ใครการกับพารทเnerอร์บริษัทที่เป็น พารทเนอร์กับเราอ่ะหลายคนก็ค้าขายกันมา เป็น 3-40 ปีแล้วก็เ้าก็เห็นเป็น business เป็น generation นะวันก่อนผมก็ไปพูดกับเ เราsupพลerเราเนี่ยที่เป็นคู่ค้าเราทั้ง หมดอ่ะผมก็บอกว่าเนี่ย ท่านก็เห็นอยู่แล้วว่า 30 ปีเนี่ยคนที่ ท่านรู้จักทุกวันนี้ก็ยังอยู่ถึงแม้จะ เปลี่ยนไปแล้วก็ตามนะก็ยังเป็นกรรมการ เป็นบอร์ดนะฮะผู้บริหารใหม่ที่มาแต่สุด ท้าย กลุ่มเนี้ยทั้งกลุ่มยังไม่ไปไหนะก็ยัง อยู่ดังนั้น commitment อะไรที่วางกันไว้ นะคำพูดอะไรที่พูดไว้มันมันไม่มันยังอยู่ ไม่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงบางทีผมหลายๆ บริษัทผมผมขี้เกียจคุยเลยอ่ะเพราะว่าคุย กับคุยกับคุณเหรอผมคุยทำไมไม่รู้เดี๋ยว อีก 2 ปีคุณก็ไปละอีก 2 ปีคุณก็ไปละแล้ว นโยบายเปลี่ยนยิ่งเป็นบริษัทอเมริกัน
18:34
Speaker A
เนี่ยนโยบายเปลี่ยนพลิกหน้ามือเป็นหลัง มือได้ทุกวันเลยนะ ในอดีตตอนสมัยคุณพ่อคุณสำฤทธิ์เนี่ยมันก็ เป็นระบบเรียกว่าระบบกงศรีใช่มั้ครับ ทุกอย่างมันปนอยู่ในนั้นหมดอ่ะถึงแม้ไม่ มีนเนี่ยก็คือคุณจะหยิบของในเซ็นทรัลหยิบ มันฟรีหมดกินฟรีอยู่ฟรีบ้านฟรีรถฟรีเอ่อ ทุกอย่างมันฟรีหมดมันก็ถึงแม้ไม่มีปันผล แต่ว่าก็คือก็คือกงศรีจ่ายให้แต่ว่าพอตอน หลังเราก็เราก็อย่างที่บอกว่าเราก็จะปรับ องค์กรให้มันให้มันเอ่อกลายเป็นองค์กร professional ขึ้นก็เป็นหลักของ Family Management นะก็คือก็คือคุณแยกวงธุรกิจ ก็เป็นเรื่องธุรกิจนะแล้วลง Family แล้ว ก็วงแชร์ holdolder งั้นโดยเฉพาะผู้ใหญ่ เนี่ยมันก็สำคัญที่ว่าในแง่นึงเนี่ย ธุรกิจเราก็ยึด professional เป็นหลักเลย ก็คือ organiz เหมือน professional company ทั่วโลก Organiz แบบนั้นการ เลือกการเรื่อง CEO เรื่องอะไรเงี้ยเพียง แต่ว่าบอร์ดเนี่ยเราว่า represent ใน
19:37
Speaker A
บอร์ด นะทุกแชร์holdลดอร์ไม่ใช่ว่าเฮ้ยผมเป็น หุ้นใหญ่นะดังนั้นผมยึดบอร์ดนะดังนั้นไอ้ พวกที่เป็นหุ้นเล็กก็ก็ไม่พอใจเราไม่ใช่ เราให้พูดง่ายๆว่าคุณมี 10% คุณก็มี 1 ที่นั่งคุณมี 10% คุณมี 1 ที่นั่งทุกคนมี 1 ที่นั่งหมดเอ่อไม่ไม่มีคำว่าหุ้นเล็ก หุ้นใหญ่งั้นทุกคนเนี่ยก็รู้แล้วอย่าง น้อยเนี่ยฉันมีทาง ฉันมีทิศทางที่ที่ชัดเจน Family Council เนี่ยก็คือว่าทุกเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับ ธุรกิจทุกเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัว เรื่องบ้านเรื่องงานแต่งงานเรื่องงานศพ เรื่องรักษาพยาบาลเรื่องป่วยเรื่องไข้ เรื่องค่าเล่าเรียนก็ไปอยู่เรื่องของ Family Council บอร์ดก็ก็จะแยกกันนะ ซึ่งอันนั้นเราก็ให้ในแง่ของ Famy แล้วก็ ให้ผู้อาวุโส เดิมเนี่ยธุรกิจเราอ่ะเริ่มจากกรุงเทพฯ ธุรกิจเราเนี่ย 7-80% เ่ะอยู่กรุงเทพฯไม่ ได้อยู่ต่างจังหวัดนะแล้วผมก็ นโยบายว่าประเทศไทยมันไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ เราต้องไปต่างจังหวัดงั้นช่วงแรกๆไปต่าง จังหวัดไม่ง่ายเลยนะเอ่อแม้กระทั่งตอน
20:44
Speaker A
เปิดบิ๊กซีอ่ะยากในแง่ของคนแง่เรื่องของ การส่งของการดูแลทุกวันนี้ยังเป็นปัญหา เลยว่าหลายๆบริษัทไม่สามารถเปิดต่าง จังหวัดได้เอ่ออย่างร้านค้าเฮ้ยคุณไปขยาย ต่างจังหวัด 4 เค้าบอกเออเค้าทำไม่ได้ งั้นเราก็ต้องพยายามอย่างที่บอกก็คือโดย เฉพาะ SME เนี่ยเราต้องเป็นพี่เลี้ยงให้ เค้าให้ได้ไงเอ่อว่าเค้าติดอะไรมั่งเป็น เรื่องเงินเรื่องคนเรื่องการดูแลอะไรพวก เนี้ยหรือ 2 สุดท้ายเนี่ยโลคalให้ง่าย ช่วยคนโลโคalดีง่ายที่สุดแล้วก็ดีที่สุด ด้วยแต่อินโดก็ไม่เวิร์คคือไม่สามารถโต ได้ นะเราไปจีนเราก็เฟล ก็ขาดทุนไปเยอะดังนั้นก็จริงๆแล้วก็วาง แผนค่อนข้างดีนะว่าถ้าเฟลจะเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายเนี่ยก็เจ๊งหมดแต่ตอนหลังมาโฟกัส ก็ที่เวียดนามแล้วก็ไปลงทุนใหญ่ที่ยุโรป เวียดนามเองก็ไม่ง่ายเพราะว่าจริงๆประเทศ เค้าก็ยังเป็นประเทศที่กำลังกำลังพัฒนา ดังนั้นเนี่ยระบบอะไรต่างๆเค้าก็ไม่ชัด เจนนะฮะแล้วก็ surprising แล้วเป็นข่าวดี สำหรับคนไทยในแง่ที่ว่าผมก็ไม่รู้นะก่อน โควิดและหลังโควิดเนี่ยนะเวียดนามเราเห็น ตัวเลขโต 7% 8% ถึงแม้ช่วงนี้ผมมีปัญหาก็ยังโต 6% ใน ขณะที่เมืองไทยตัวเลขบอกโตโตเท่าไหร่ 2%
22:07
Speaker A
อย่างเก่งตอนนี้ 3% มันเหมือนประเทศไทย มันไม่โตอ่ะถ้าเกิดถามผมนะก่อนโควิดแล้ว หลังโควิดผมไปดูนะผมว่าเมืองไทยพัฒนาดู ด้วยตาเนี่ยพัฒนามากกว่าเวียดนามเยอะเลย ในทุกๆเรื่องส่วนอิตาลีเนี่ยก็เป็นอีก เรื่องนึงที่ว่าเทรนด์ของโลกมันเปลี่ยน เราเห็นว่าในแง่ของห้างเนี่ยพวกแบรนด์หรู อ่ะมันมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆนี่เรา พูดถึง 10 ปี 10 กว่าปีที่แล้วนะฮะจนวัน เนี้ยมันชัดเจนเห็นเลยว่าแบรนด์หรูเนี่ย มันสำคัญมากพวกluชี่แรนดเนี่ยสำคัญมาก อเนี่ยก็ไม่ได้เในแง่ที่ว่าเราไม่สามารถ build ธุรกิจได้นะเราเปิดสาขาเดียวแล้ว ก็แล้วก็จนถึงวันนี้ก็มีสาขาเดียวเ่อมี กำไรมั้ยมีกำไรไม่ได้ขาดทุนนะแต่เฟลก็คือ ไม่สามารถขยายได้งั้นอินโดเนี่ยก็จะมี 2 ประเด็นนะประเด็นที่ 1 ก็คือว่า อินโดนี่มีบริษัทยักษ์เนี่ยเยอะมากเลยเรา ไปเนี่ยนะเราใหญ่ที่เมืองไทยเราแต่เรา เป็น Notting ที่นั่นน่ะแล้วก็ 2 เนี่ย Industry ของ retail เนี่ย มัน concentrate มาก
23:19
Speaker A
ทำให้ผู้เล่นบางคนเนี่ยมัน powerful ซึ่ง ทำให้ทำธุรกิจยากเมืองไทยเนี่ยข้อดีก็คือ ว่าเราเราโตมาตั้ง 70 ปีเนี่ยเรามีบริษัท เต็มไปหมดเลยเวลาเราทำอะไรเนี่ยก็จะมีคน มาร่วมธุรกิจเนี่ยเยอะแต่ของเค้าเนี่ย ค่อนข้างแคบแล้วก็มีบางกลุ่มเนี่ยคอนโทรล เยอะมากทำให้ทำอะไรไม่ได้ส่วนจีนเนี่ยจีน เนี่ยข้อดีคือทุกคนเฟลหมดไม่ใช่เราเฟลคน เดียวไม่ว่าจะเป็นต่างชาติหรือคนโลคalก็ เฟลชนะฮะที่นู่น ไม่มี แล้วมันเป็นรุสเกมดิ ไม่มีใครชนะเลยเพราะว่ามันใหญ่เกินไปแล้ว ก็มันคนทำเยอะเกินไป to much supply อ่ะคนทุกคนมันลงมาเล่นกันหมดห้างก็เต็มไป หมดเลยศูนย์การค้าก็เต็มไปหมดเลยเนื่อง จากว่ามันโตเร็วมากและประเทศใหญ่มากเนี่ย supพลerเองก็ตามไม่ทันด้วยทำให้ มันไม่balanceซในการsupพortในการ grow ไง เครื่องสำอางสมมติสมมุติว่า Laal ก็เป็น Top Company เบอกว่าเ้าขยายได้แค่ 10 แห่งแต่มันมีห้างเปิด 30 แห่งอ่ะ คือทั้งประเทศจีนน่ะนะฮะเพราะถ้าไปอยู่ ที่นั่นจะรู้จริงๆว่ามันใหญ่จริงๆประเทศ
24:37
Speaker A
[เพลง] การบริหารจัดการเนี่ยเราก็ไม่ได้แพ้เค้า อ่ะในเรื่องของการอย่างที่ผมบอกนะเรื่อง การดูแล investment การดูแลเอ่อผลประกอบ การ ดูแลคนอะไรพวกนี้ผมคิดว่าเราไม่แพ้ใครใน โลก ส่วนในแง่ของถ้าเกิดพูดถึงธุรกิจรีเทล เนี่ยผมก็คิดว่าเราก็ถือว่าเป็นหนึ่งใน โลกที่ที่ดีที่สุดตอนนี้กลายเป็นว่าฝรั่ง มาดูเรา จริงๆแล้วทุกชาติเลยตอนนี้มาดูเราเอ่อไม่ ว่าจะเป็นญี่ปุ่นจีนยุโรปเนี่ยของเรา เนี่ยก็ถือว่าดีที่สุดจริงแล้วในแง่ของ ประสบการณ์ ในการทำ development ใหญ่ๆแล้วก็ mixed use ใหญ่ๆแล้วก็ activity ใหญ่ๆตรงเนี้ย เราจริงๆแล้วเราน่าจะมีประสบการณ์มากที่ สุดในโลกคนนึงเอ่อยกตัวอย่างของ Central World ก็ตามเนี่ยในนั้นน่ะมันมีทุกอย่าง เลยมีบริษัทในโลกที่น้อยอ่ะที่ว่า 1 ซื้อ ที่เอง 2 ออกแบบเอง 3 ก่อสร้างเอง 4 เช่า
25:36
Speaker A
เอง 5 รันเองด้วยเอ่องั้นไอ้การรันเนี่ย แล้วเราก็รันหมดนะเราทำหมดทุกอย่างเลยอ่ะ operate เองอ่ะไอ้ตรงเนี้ยที่ฝรั่งไม่มี กรณีแม้กระทั่ง CPN ก็ตามเนี่ยช่วงนึง เนี่ยมันจะเหมือนกับกลายเป็น Real Estate Company ผมก็บอกผมก็บอกเว่าเฮ้ยถ้ายู เป็น Real State Company เมื่อไหร่นะู เจ๊งเมื่อนั้นเลยนะยูต้อง 1 ยูต้องเป็น ด้วยแล้วยูต้องเอาสำคัญที่สุดคือลูกค้า ที่มาซื้อเนี่ยถ้ายูไม่เข้าใจถ้าเกิดผู้ บริหารไม่เข้าใจทีมงานไม่เข้าใจเนี่ยนะ คุณมีปัญหาแน่นอนงั้นมีมันมียุคนึงมัน เริ่มความเข้าใจมันเริ่มน้อยลงมันไปสนใจ เรื่องแค่เช่าร้านเช่าร้านแล้วจบ ลูกค้าคุณไม่ใช่แค่เนี่ยลูกค้าคือคนที่ ซื้อของถ้าเกิดคุณไม่เข้าใจลูกค้าไม่ดูแล ลูกค้าเนี่ยคุณไม่มีทาง successful แล้วถ้าเกิดคุณไม่ทำอะไรเลยคุณจะเช่า อย่างเดียวเนี่ยคุณก็ไม่มีทาง successful ต้องรู้วิธี operate ถ้าเกิดคุณรู้วิธี operate เนี่ยเราจะเข้าใจเค้าเข้าใจเรา
26:42
Speaker A
นะเราจะเข้าใจเนา มีประเด็นอะไรดังนั้นเนี่ย relationhip เนี่ยมันถึงยาวงั้นถ้าเกิดไปดูlandนลอ์ด ที่เป็นlนอร์ดเพียวๆเนี่ยเาไม่แคร์ ten แล้วเไม่เข้าใจด้วยเสนใจว่าเขาเก็บค่า เช่าเท่าไหร่นะยูจะอยู่จะไปยูจะเป็นยังไง เไม่สนเจะสนใจเดี๋คุณจะจ่ายค่าเช่าเท่า ไหร่แต่แต่ Operator แบบเราเนี่ยเราไม่ เป็นแบบนั้นทุกอย่างมันมีขึ้นมีลงมันมี cycle มันมีปัญหามันมีประเด็นเราต้องดู แลซึ่งกันและกันเพื่อเป็น long term partnership [เพลง] ผมเองก็คุยกับผู้นำประเทศมาตลอด 20 ปี เนี่ยถ้าเกิดคุณดูเนี่ยนโยบายประเทศเนี่ย จะพูดเรื่อง industry การลงทุนอุตสาหกรรม ใช้คำว่าอุตสาหกรรมเยอะแล้วก็การลงทุน หรือการพัฒนาเนี่ยแต่ไม่เคยได้ยินคำว่า ภาคบริการเลยว่ารัฐบาลเนี่ยทำอะไรบ้าง เรื่องภาคบริการคนไทยเนี่ยเนเจอร์ของคน ไทยคือบริการภาคเราไม่ได้เป็น industry เพราะเราชอบสนุกเราไม่ชอบเรียนหนังสือ แล้วเราสร้างเทคโนโลยีเองไม่ได้ไม่มี นวัตกรรมเอง แต่เราเนี่ยเก่งมากเรื่อง Service Creativity Art Service ไอ้เรื่องเเรา
27:55
Speaker A
ชนะขาดแต่ว่าไม่มีใครสนับสนุนเอกชนเรา่ะ เก่งคนไทยเก่งดังนั้นภาคบริการเราถึง เจริญขนาดนี้ไงทั้งๆที่รัฐบาลเกือบจะไม่ ได้ดูแลเลยเรื่องแรกเลยนะคือเรื่อง Connectivity นะซึ่งโดยรวมเราใช้ได้แต่ขาดสำคัญที่สุด คือเรื่องรถไฟนะถ้าเรา build รถไฟให้ เหมือนต่างประเทศได้เนี่ยนะคุณยกตัวอย่าง ง่ายที่สุดก็คือเกาะสมุยเกาะสมุยก่อนมี airport กับหลังมีairร์พอร์เี่เกิดอะไร ขึ้น ก่อนมี airport ก็คือสวนมะพร้าวแล้วก็ไม่ มีอะไรเลยพอมี Airport เนี่ยดูเศรษฐกิจ วันนี้ของเกาะสมุยเมืองไทยเนี่ยถือว่า เป็น industry ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอันนึง นะทourisมใช่มั้ฮะ เอ่อกรุงเทพฯเป็นเมืองอันดับ 1 ของโลกโรง แรมดีๆสมมุติโรงแรม 5 ดาวเนี่ยเเชฟเป็น ฝรั่งเกือบทุกโรงแรมเงินเดือนหลายแสนบาท คำถามคือทำไมเเชคฟไม่เป็นคนไทยทั้งๆที่คน ไทยเป็นสบายมากเลยงั้นถ้ามันมีการเทรนing การดูเรื่องเนี้ยไอ้เชฟทั้งประเทศเนี่ย เป็นเชฟไทยสตรายมากเลยและเงินในพวกนี้ เป็นหลายแสนบาทในเustryเนี่ยโอ้ทำได้ทุก อย่างเลยไม่ว่าจะเป็นเรื่องอารทเรื่อง ดีไซน์เรื่องอาริเคจureเรื่องเอ่อคนไทย เนี่ยเก่งอยู่แล้วเก่งกับว่าการดูแล
29:13
Speaker A
ซัพพอร์ตเี่ไม่พอเทคโนลีเนี่ยจะทำให้การ บริการเนี่ย convenient ขึ้นเั้นเราเองก็ ต้องเอาเทคโนโลยีทั้งหมดมาใช้เพื่อให้การ บริการเนี่ยมัน convenient ผมไม่เชื่อว่า เทคโนโลจะ replace เอ่อการมาใช้บริการเ่อ การใช้บริการเนี่ยคนก็ต้องออกข้างนอกมา เที่ยวมากินข้าวมาเดินเล่นมาอะไรเงี้ยนะ ฮะแต่ว่าทำเอาทำไงให้เทคโนโลยีเนี่ยมาให้ มัน convenient มากขึ้นไปอีกนะซึ่ง อันเนี้ยก็เป็นอะไรที่เป็น challeng ที่ เราพยายามดำเนินการอยู่ยังไงก็ตามเนี่ย เราต้องสาสร้างสถานที่ของเราเนี่ยเพื่อ ดึงคนเข้าอันนั้นอันนั้นสำคัญที่สุดนะ ซึ่งในอดีตเริ่มจากการขายของต่อมาเป็น เรื่องของเรื่อง Service มากขึ้นต่อมาจะ เป็นเรื่อง Entertainment มากขึ้นใช่มั้ย ฮะมันก็จะไปแบบเนี้ยแต่สุดท้ายก็คือก็คือ ทำเพื่อให้คนเข้าห้างแล้วก็สุดท้ายเนี่ย เทคโนโลยีก็ต้องเข้ามาเพื่อให้การเข้า เนี่ยสะดวกที่สุดแล้วก็เรามี direct contact กับ relationship กับเขาซึ่ง อันเนี้ยเป็นตัวสำคัญสำหรับเ่ออนาคต
30:23
Speaker A
ตอนนี้กลายว่าภาษีเมืองไทยเนี่ยเนี่ยซึ่ง เป็นนโยบายที่ดีในอดีตที่ผ่านมาตลอดผม เรียกว่า 30 ปีก็ถูกต้องแต่ตอนเนี้ย Import เนี่ยสูงที่สุดในเอเชียสูงกว่า พม่าสูงกว่าเขมรสูงกว่าลาวสูงกว่าอินโด สูงกว่ามาเลเซียผมก็ไม่รู้ว่ากันไว้เพื่อ อะไรนะทั้งๆที่เงินไหลออกคนไทยไปซื้อของ นอกประเทศเนี่ยนะมโหฬารมหาศาลแล้วโตโตทุก ฟรีอ่าแทนที่ให้เค้าเนี่ยมาใช้จ่ายใน ประเทศส่วนทourิที่มาในเมืองไทยเนี่ยต่อ หัวเนี่ย spending ในแง่ของการซื้อของ เนี่ยน้อยกว่าทั้งๆที่ทourิมากที่สุดนะฮะ แต่เขาใช้เงินน่ะน้อยที่สุด อือฮึ ต่อหัวเราก็ยังรักษาไอ้ภาษีตัวนี้ไว้ซึ่ง อย่างที่เรียนก็คือสูงที่สุดถ้าคุณทำ Import tax ให้ competitive ไม่ต้อง 0 ก็ได้แต่ให้ competitive เนี่ยนะคนก็จะ ซื้อของในประเทศมากขึ้นเยอะ [เพลง] ถามว่าออนไลน์มามั้มาแน่แล้วก็แต่ว่ามาใน รูปแบบไหนก็ยังไม่แน่นะมันมันเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่าอย่างโซเชียลมีดีก็ มาแรง TikTok ก็มาแรงมากั้นการขายของ เนี่ยผ่านอะไรเนี่ยโอ้โหมันจะมี channel
31:43
Speaker A
เยอะมากเลยงั้นผมก็คิดว่าคงไม่มี channel ไหน dominate และไม่มี channel ไหนกินหมด มันเกี่ยวกับ modern trade กับ traditional trade มันก็ไม่ใช่ว่า modern เล่นเทรดจะชนะและ traditional เทรดจะหายไป traditional เทรดก็ยังมีเยอะ อยู่ดังนั้นเนี่ยมันไม่ใช่ว่าออนไลน์มา ร้านค้าจะหายไปเราเองต้องต้องสามารถ ทำได้ทุกแบบทุกรูปแบบด้วยไงอ่าถ้าเราทำ ไม่ได้เราก็จะมีปัญหาอย่างสมห้างในยุโรป เราเนี่ยเราก็พูดว่าเราไม่ได้ขายของนะ selfish อย่างเงี้ยเรามาเพราะคนเนี่ย อยากจะมาแล้วมาแล้วเขา enjoy แล้วท่าน เชนตก็เหมือน เอิ่มมาแล้วไม่ได้มาซื้อของแต่มาเพื่อ เค้ามาแล้วสนุกไงแฮปปี้แล้วแล้วระหว่าง นั้นน่ะก็คือซื้อไปด้วยในขณะที่เมืองไทย เนี่ยเรามีศูนย์การค้ามีอะไรมันก็มันก็ สร้างในตัวอยู่ะระดับหนึนะดังนั้นเนี่ย โอเคงั้น mentality เนี่ยมันก็จะก็จะ sวิตchว่าคุณไม่ได้มาเพื่อขายของนะคุณมา
32:46
Speaker A
เพื่อสร้าง experience ให้ลูกค้าแล้ว เมื่อลูกค้ามาแล้วเนี่ยเก็จะจับจ่าย [เพลง] ข้อดีคือเด็กรุ่นใหม่เนี่ยกล้าใช้เงิน ก็เป็นดีสำหรับผมเพราะว่ายิ่งใช้ยิ่งดี แล้วก็กลายเป็นว่าเน้นของเน้นของดีอะไร มากขึ้นนะฮะเอิ่ซึ่งซึ่งอันนั้นก็เป็น เทรนด์ที่ที่เห็นชัดเจนแต่ว่าเค้าเองก็มี ช้อยส์มากขึ้นนะก็คือ channel ก็เยอะแยะ ไปหมดซื้อขายกันเองก็เยอะนะคือใช้แล้วก็ ขายต่อเอมันก็มันก็ interesting ดีในแง่ นั้นน่ะทำให้โอเคคือทั้งหมดเนี่ยมันก็ ค่อนข้างจะไดนamิแม้กระทั่งที่ self เอง เราก็เริ่มซื้อของ use มาขายละเอิ่ก็ interesting โดยทั่วไปอ่ะคนก็ยังชอบก็ ยังชอบช้อปปิ้งชอบเที่ยวกลายเป็นว่าหนัก กว่าเดิมด้วยซ้ำนะฮะกลายเป็นว่าในแง่ เทรนด์น่ะน่าจะดีสำหรับเราเพราะว่าอย่าง ที่เรียนก็คือเด็กรุ่นใหม่ก็คือกล้าใช้ กล้าเที่ยวกล้าใช้เงินน่ะส่วนตอนนี้กลาย เป็นว่าคนแก่ก็กล้าใช้เงินเหมือนกันเพราะ ว่าพอหลังหลังจากโควิดแล้วเนี่ยไอ้ที่ เห็นๆเลยนะฮะกล้าใช้เงินเยอะขึ้นเยอะเลย เพราะว่าไม่รู้ตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้อดใช้ เงินตอนนี้ตอนนี้ใช้กันแรงเลย 1 ก็คือแชionเลยอ่ะนะถ้าเกิดเขามีแชion กับธุรกิจนะอันนี้ไปไกลเลยอ่าอันที่ 2
34:08
Speaker A
เนี่ยถ้าเกิดเค้าเป็นleadเดอร์ที่ดีก็ หมายถึงว่าคนรักเานะอันนี้ก็ไปไกลleเดอร์ ที่ดีบอกว่าเห็นทะเลเราเดินลุยไปเลยแล้ว ไปก็ลุยไปแล้วไม่มีใครไปเนี่ยนะมันมันจะ รู้เลยว่าใครใช่ใครไม่ใช่แล้วถ้าเกิดเค้า มีdiscipลineเรื่องมีหัวเรื่องอเรื่องค่า ใช้จ่ายกับ investment นะ 3 วันเนี้ยไป ไกล [เพลง] SME ผมเองก็ไม่เคยทำแล้วก็เพราะว่าผมมา พ่อเทำพ่อกับอาเค้าก็ทำใหญ่แล้วเอ่อแต่ผม ก็ไปเปิดศาลาของผมในแง่นั้นเนี่ยเราก็ พยายามฉีกแนวแล้วทำในสิ่งที่คนอื่นไม่เคย ทำมาก่อนเอิ่มแล้วก็ make sure ว่าทุก อย่างมันอยู่ที่ demand supัlyอ่ะ SME เนี่ยผมก็คิดว่าหา demand supัlyให้ถูก อ่ะอะไรที่ซัlyเยอะเนี่ยมันก็ลำบากพูด จริงๆคุณจะเก่งไงก็ตามก็ลำบากก็หาพยายาม หาช่องที่คนอื่นเขาไม่ทำอ่ะแต่ว่าเมื่อทำ แล้วทำให้มันดีเอ่อเรื่อง Quality เนี่ อยากอย่า Compromise เรื่อง Service อย่า
35:10
Speaker A
Compromise เรื่องความน่าเชื่อถืออยาก อย่า Compromise คนไทย in general เก่งเอ่อแต่ผมจะแนะนำ ว่าสำคัญที่รู้สึกคือเรื่องภาษาถ้าเรารู้ ภาษาเดี๋ยวนี้มันไม่ใช่ 2 แล้วอ่ะมัน 2 หรือ 3 อ่ะงั้นคุณต้องรู้ภาษาอังกฤษคุณ ต้อง fluent คุณต้องสามารถพูดได้อ่านได้ ศึกษาได้จะเป็นอังกฤษหรือจีนก็ได้ 2 อันเนี้ยต้องเป็นไม่เป็นไม่ได้ไม่รู้ไม่ ได้แล้วก็เท่าที่ผมสังเกตเด็กไทยเนี่ยถ้า รู้เนี่ยโอ้โหไปไกลต่างกันเยอะเลยไอ้คน รู้กับคนไม่รู้เนี่ยนะฮะอ่าต่างกันเยอะ มันมันจะไปไกลแล้วก็เพราะว่าการรู้ภาษา เนี่ย 1 เนี่ยคุณสามารถตอนเนี้ยเนื่องจาก เทคโนโล ของทั่วโลกได้สบายมากดังนั้นเนี่ยเด็ก เดี๋ยวนี้รู้มากกว่าเราเราเเคล่องกว่า เยอะแต่ถ้าเกิดคุณไม่รู้ภาษาเนี่ยมันก็ ศึกษาลำบากนะงั้นความรู้ exposure มัน สำคัญเอ่อถ้าถ้าคุณรู้คุณเห็นเนี่ยคุณก็ จะสามารถทำงานได้ดีขึ้นนะกรณีลูกชายผม เนี่ยอายุ 20 กว่าเค้าก็ตั้งบริษัทส่วน
36:20
Speaker A
ตัวของเค้ามันก็ตลกดีว่าว่า แล้วทีมงานเค้านั่งอยู่ทั่วโลกโดยที่ไม่ เคยเจอกันเลยทุกอย่างอยู่ในโลกออนไลน์ผม ยังงงแล้วมันทำได้ยังไง ผมยังทำไม่ได้เลย ขายของในขายของออนไลน์ทีมงาน recruit ออนไลน์พารทเnerอร์ไม่เคยเจอหน้ากันเลย ไม่เคยไม่เคยไม่เคยแล้วก็ทีมงานนะอยู่ อินเดียอยู่อยู่ตุรกีอยู่ ไหนก็ไม่รู้เอ่อแต่ว่า สร้างได้ผลิตได้ขายได้ การทำงานเนี่ยอย่าไปวอี่เรื่องเงินใส่ใจ ในเนื้องานของตัวเองอ่ะอ่าให้ให้มากที่ สุดแล้วก็ 1 เรามันถ้ายิ่งถ้าเรายิ่งชอบ เนี่ยยิ่งดีแต่ว่าใส่ใจในผลงานว่าคุณ เนี่ยทำยังไงให้บริษัทหรือองค์กรน่ะดี ขึ้นคือพูดง่ายๆก็ต้องเป็น can do attitude อ่ะคือทุกอย่างคือทำได้นะไม่ ใช่ไม่ใช่ทำไม่ได้ถ้าทำไม่ได้เนี่ยถ้า เกิดคิดว่าไอ้นั่นมีปัญหานี่ก็คือมันไม่ ต้องไปไหนมันจะ long lasting กว่าและ ประโยชน์มันจะมาทีหลังแต่ถ้าเกิดเรามัว คิดแต่เอาประโยชน์วันเนี้ยมันเหมือนกับ มันจะมองระยะสั้นคุณก็จะเปลี่ยนงานไป เปลี่ยนงานมาแล้วสุดท้ายผมเห็นเด็กหลายๆ คนเนี่ยมันจะไปติดตอนอายุ 40 อ่ะสมมติคุณ เอาเงินเป็นหลักเดี๋ยวย้ายนู่นย้ายนี่ แล้วก็แล้วก็เลือกแต่ที่เราชอบเลือกตามใจ ตัวเองอ่ะมันจะไปติดอายุ 40 แล้วก็หลัง
37:54
Speaker A
จากนั้นไม่มีใครเอาละแต่ความสำเร็จสุด ท้ายเนี่ยมันอยู่ที่ช่วง 40-60 งั้นไอ้ช่วง 20-30 เนี่ยเราต้องตั้งใจ อย่าไปเรื่องเงินเดือนนะอย่าไป worry คือ ตั้งใจเรื่องงานแล้วก็แล้วก็ deliver และ โชว์ผลงานว่าเราเนี่ยทำงานได้เข้ากับคน ได้คุยกับคนได้เป็นทีมนะเป็นเราเป็นผู้ ร่วมงานที่ดีคนชอบทำงานด้วยถ้าเราโฟกัส เนี่ยช่วง 20 30 เนี่ยแล้ว playback มัน จะมาแล้วเราก็จะ successful ตอนจบ [เพลง] คนจีนไม่เข้ามาซื้อคอนโดโไม่มีการโอนงาน ก่อสร้างก็ช็อกไปหมดก่อนโควิดเนี่ยในวง การ Startup มันก็โดนมานิดนึงก่อนอยู่ แล้วคือตอนนั้นเราเหมือนเรากำลังขับรถ ด้วยความเร็วสูงอยู่ที่เราไม่เคยขับเร็ว ขนาดนี้มาก่อนหลังจากปี 2019 การทำ Fund Racing ในในภูมิภาคนี้มันแห้งเหือดเหลือ เกินน้องๆในออฟฟิศไม่เคยรู้เลยนะว่า บริษัทอยู่ในสถานการณ์แบบไหนรู้แต่ว่ามี
39:03
Speaker A
แต่ข่าวดี Run Run มากตอนช่วงโควิดเนี่ย เป็นครั้งแรกครับที่ผมยอมรับกับน้องๆว่า เฮ้ยจริงๆแล้วบริษัทเราขาดทุนมาตลอด เลยนะโควิดเนี่ยเราบอกว่าเฮ้ยเวลา ใกล้จะหมดแล้วว่ะเล่น 541 ยังไงก็ไม่ชนะ [เพลง]
Topics:วิกฤตธุรกิจทศ จิราธิวัฒน์การบริหารธุรกิจInvestment Committeeการลงทุนการบริหารค่าใช้จ่ายเซ็นทรัลชิดลมต้มยำกุ้งโควิด-19การขยายธุรกิจ

Frequently Asked Questions

วิกฤตไฟไหม้ห้างเซ็นทรัลชิดลมส่งผลกระทบอย่างไรต่อธุรกิจ?

แม้ห้างเซ็นทรัลชิดลมจะถูกไฟไหม้และต้องปิดชั่วคราว แต่ธุรกิจหลักยังคงแข็งแกร่ง ลูกค้ายังไปใช้บริการที่สาขาอื่นได้ และยังเป็นโอกาสในการปรับปรุงและสร้างสาขาใหม่ที่ดีกว่าเดิม

ทศ จิราธิวัฒน์ บริหารการลงทุนอย่างไรในช่วงวิกฤต?

มีการตั้ง Investment Committee เพื่อพิจารณาการลงทุนทุกครั้งอย่างละเอียด ทั้งเรื่องความคุ้มทุน ความเสี่ยง และแผนการคืนทุน ทำให้การลงทุนมีประสิทธิภาพและลดความผิดพลาด

ธุรกิจของครอบครัวจิราธิวัฒน์มีนโยบายการจ่ายปันผลอย่างไร?

ธุรกิจจ่ายปันผลน้อยมากในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา เพื่อเก็บเงินไว้ลงทุนขยายธุรกิจและพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการลงทุนมากกว่าการจ่ายเงินคืนผู้ถือหุ้น

Get More with the Söz AI App

Transcribe recordings, audio files, and YouTube videos — with AI summaries, speaker detection, and unlimited transcriptions.

Or transcribe another YouTube video here →