สรุป 3 วิกฤติของ ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกลุ่มเซ็นทรัล | ล… — Transcript

สรุป 3 วิกฤตใหญ่ของทศ จิราธิวัฒน์และบทเรียนบริหารกลุ่มเซ็นทรัลจากไฟไหม้ ต้มยำกุ้ง และโควิด-19

Key Takeaways

  • การผ่านวิกฤตต้องมีวินัยในการบริหารและการตัดสินใจที่เด็ดขาด
  • การโฟกัสธุรกิจหลักและการบริหารค่าใช้จ่ายช่วยให้บริษัทมั่นคงและเติบโตได้ในระยะยาว
  • การลงทุนอย่างมีวินัยและการควบคุมหนี้สินเป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จ
  • การบริหารธุรกิจครอบครัวต้องมีความเป็นมืออาชีพและแยกบทบาทชัดเจน
  • การปรับตัวสู่ดิจิทัลและการขายออนไลน์ช่วยให้ธุรกิจผ่านวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Summary

  • ทศ จิราธิวัฒน์เล่าวิกฤตไฟไหม้เซ็นทรัลชิดลมในปี 2538 ที่ทำให้ต้องรีโนเวตและสร้างบ้านใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม
  • วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ส่งผลกระทบหนักต่อธุรกิจ ต้องขายหุ้นบิ๊กซีและคาฟูเพื่อรักษาธุรกิจหลัก
  • วิกฤตโควิด-19 ทำให้กลุ่มเซ็นทรัลต้องปิดร้านและศูนย์การค้าครั้งแรกในรอบ 75 ปี แต่ใช้โอกาสนี้ปรับตัวสู่การขายออนไลน์
  • บทเรียนสำคัญจากวิกฤต ได้แก่ การเรียนรู้ที่จะปฏิเสธ, การโฟกัสธุรกิจหลัก, การบริหารค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด
  • กลุ่มเซ็นทรัลตั้ง Investment Committee เพื่อควบคุมการลงทุนให้มีประสิทธิภาพและความเสี่ยงเหมาะสม
  • การลดสต๊อกสินค้าเพื่อบริหารกระแสเงินสดและเพิ่มประสิทธิภาพของบริษัท
  • กลุ่มเซ็นทรัลเน้นลงทุนระยะยาว ควบคุมหนี้ไม่เกิน 3 เท่าของรายได้ และลงทุนตามความเชี่ยวชาญด้านที่ดิน รีเทล โรงแรม ศูนย์การค้า
  • การขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยมีทั้งความสำเร็จและล้มเหลว เช่น อินโดนีเซียและจีนที่ประสบปัญหา
  • การบริหารธุรกิจครอบครัวมีความท้าทาย ต้องแยกบทบาทชัดเจนและเลือก CEO ที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเป็นครอบครัวเสมอไป
  • จุดแข็งของไทยคือภาคบริการและรีเทลที่มีการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ซึ่งได้รับการยอมรับจากต่างชาติ

Full Transcript — Download SRT & Markdown

00:00
Speaker A
สรุป 3 วิกฤตของคุณทจิราธิวัฒน์ ประธานกลุ่มเซ็นทรัล ปกติแล้วนะคะ คุณทจิราธิวัฒน์นั้นไม่ค่อยจะออกมาให้สัมภาษณ์เท่าไหร่ค่ะ แต่ครั้งนี้นะคะเราได้ฟังแนวความคิดของคุณทดและคิดว่ามีมุมที่น่าสนใจอยู่หลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะคะ การผ่านวิกฤตครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ไฟไหม้ที่เซ็นทรัลชิดลม วิกฤตต้มยำกุ้ง และวิกฤตโควิด-19 กลุ่มเซ็นทรัลกว่าจะมาถึงวันนี้ผ่านอะไรกันมาบ้าง ถ้าพร้อมแล้วลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
01:31
Speaker A
ขอต้อนรับเข้าสู่รายการลงทุนแมน จะเล่าให้ฟัง เริ่มต้นด้วยการที่คุณทดนั้นได้เล่าย้อนไปถึงวิกฤตครั้งใหญ่ๆ ที่เคยเผชิญมา 3 ครั้งค่ะ ครั้งแรกนั้นก็คือเหตุการณ์ไฟไหม้ที่เซ็นทรัลชิดลม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 2538 นะคะ ในเวลานั้นห้างเซ็นทรัลชิดลมนั้นถือเป็นธุรกิจหลักและเปรียบเสมือนเรือธงหรือบ้านของตระกูล ไฟไหม้ในครั้งนั้นทำให้ตึกเสียหายทั้งหมด และเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นในวันเกิดของคุณทดด้วย ในแง่ของธุรกิจนั้นนะคะ ต้องบอกว่าวิกฤตครั้งนั้นเนี่ยไม่ได้ทำให้ธุรกิจเสียหายมากนะคะ เพราะว่าลูกค้าเนี่ยก็ยังสามารถไปเดินช้อปปิ้งที่สาขาอื่นได้ และที่สำคัญเนี่ยยังกลายเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ทำให้กลุ่มเซ็นทรัลนั้นหันมารีโนเวตสร้างบ้านใหม่อย่างเซ็นทรัลชิดลมเนี่ยให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม แต่ในแง่ของอารมณ์แล้ว เนี่ยคุณทดยอมรับเลยค่ะว่าถือเป็นวิกฤตที่หนักมาก เพราะคุณทดเนี่ยเคยร้องไห้กับเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย เหตุการณ์ที่ 2 คือวิกฤตต้มยำกุ้งนะคะ ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2540
02:51
Speaker A
วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในครั้งที่หนักที่สุดแล้วก็ส่งผลกระทบต่อทั้งประเทศนะคะ ปัญหาหลักก็คือบริษัทจำนวนมากในเวลานั้นเนี่ยกู้เงินมาเป็นดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อค่าเงินบาทอ่อนตัวจาก 25 บาทเป็น 50 กว่าบาท ก็ทำให้หนี้ที่กู้มานั้นเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทันที ในเวลานั้นบริษัทต้องขายทรัพย์สินออกไปจำนวนมากนะคะ เพื่อที่จะรักษาธุรกิจหลักเอาไว้ โดยทรัพย์สินที่ต้องขายออกไปเนี่ยก็รวมถึงธุรกิจที่เพิ่งจะเริ่มต้นด้วยอย่างเช่นบิ๊กซี ซึ่งในตอนนั้นเนี่ยเพิ่งมีแค่ 20 สาขา และการขายหุ้น 40% ในคาฟู คุณทดเล่าให้ฟังนะคะว่า ตอนนั้นเนี่ยจำเป็นต้องตัดใจขายหุ้นคาฟูออกไปในมูลค่าหลักร้อยล้านบาทเท่านั้นเอง โดยคนที่ซื้อหุ้นคาฟูจากคุณทดไปเนี่ยนะคะ หลังจากนั้นเขาเอาหุ้นคาฟูกลับมาขายอีกครั้งเนี่ยขายได้ในระดับราคาหมื่นล้านกันเลยทีเดียวค่ะ นอกจากนั้นเนี่ยสำหรับบิ๊กซีเองก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่คุณทดเสียดายเป็นอย่างมากนะคะ บิ๊กซีในช่วงเวลานั้นถือเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรกๆ ของเมืองไทยนะคะ มาก่อนทั้งโลตัสแล้วก็คาฟูด้วยซ้ำไป แล้วคุณทดก็บอกค่ะว่าธุรกิจบิ๊กซีเป็นธุรกิจที่ในช่วงเวลานั้นเนี่ยแม้จะเจอวิกฤตนะคะ แต่ก็ยังมีกำไรแล้วก็เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ในเวลานั้นกลุ่มเซ็นทรัลเนี่ยขายหุ้นบิ๊กซีออกมาที่มูลค่าประมาณ 6,000 กว่าล้านบาทนะคะ และคนที่ซื้อไปเนี่ยก็เป็นนักลงทุนต่างชาติ และหลังจากนั้นนักลงทุนต่างชาติรายนั้นเนี่ยก็สามารถขายหุ้นบิ๊กซีออกมาในมูลค่ากว่าแสนล้านบาทกันเลยทีเดียว ซึ่งมูลค่ามหาศาลของบิ๊กซีที่เพิ่มขึ้นมานั้นเนี่ยนะคะ เรียกว่าใช้เวลาภายใน 20 กว่าปีเท่านั้นเอง วิกฤตที่ 3 คือวิกฤตโควิด-19 ค่ะ ซึ่งคุณทดว่าสถานการณ์วิกฤตครั้งนี้เป็นอะไรที่แปลกมากนะคะ เพราะถึงแม้กลุ่มเซ็นทรัลนั้นจะมีการกระจายความเสี่ยงทั้งทำธุรกิจโรงแรม ค้าปลีก ศูนย์การค้า การขยายไปเวียดนามและยุโรป แต่กลับกลายเป็นว่าการกระจายความเสี่ยงเหล่านั้นไม่ได้ช่วยอะไรในวิกฤตครั้งนี้เลย เพราะทุกธุรกิจถูกกระทบพร้อมกันหมด และเป็นครั้งแรกในรอบ 75 ปีที่บริษัทนั้นต้องปิดร้าน ปิดศูนย์การค้า แต่กลุ่มเซ็นทรัลนั้นกลับใช้วิกฤตครั้งนี้นะคะในการเป็นโอกาสในการปรับตัวครั้งสำคัญค่ะ เค้าหาวิธีทำอย่างไรก็ได้นะคะให้ถึงแม้ว่าหน้าร้านเนี่ยจะถูกปิด ห้างจะไม่สามารถมีใครมาเดินช้อปปิ้งได้ แต่ยังสามารถรักษาให้มียอดขายในระดับหลายสิบเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ว่าเป็นศูนย์เหมือนกับการปิดห้าง ซึ่งแนวทางในการปรับตัวนั้นก็คือการขายของออนไลน์ผ่านการใช้เทคโนโลยีต่างๆ นะคะ ที่ทำให้ถึงแม้ลูกค้าเนี่ยจะไม่มาห้าง ก็ยังสามารถซื้อของจากเซ็นทรัลได้ วิกฤตที่ผ่านมาเหล่านี้นะคะ ทำให้คุณทดนั้นได้บทเรียนแล้วก็ได้สร้างวินัยพร้อมๆ กับหลักคิดสำคัญให้กับบริษัท ข้อแรกคือหลักคิดของการเรียนรู้ที่จะปฏิเสธค่ะ ก่อนวิกฤตคุณทดบอกว่านักธุรกิจมักจะมองเห็นโอกาสไปหมดแล้วก็อยากทำซะทุกอย่าง แต่สิ่งสำคัญก็คือคุณต้องเรียนรู้ที่จะปฏิเสธให้
04:28
Speaker A
เป็นข้อที่ 2 ความมุ่งเน้น วิกฤตนั้นทำให้ผู้บริหารและคณะกรรมการนั้นเข้าใจนะคะว่าเราควรจะต้องโฟกัสเฉพาะธุรกิจหลักหรือ Core Business ของเราประเด็นที่ 3 คือเรื่องของการบริหารค่าใช้จ่ายค่ะ คุณทดบอกว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นทำให้บริษัทนั้นลดค่าใช้จ่ายได้จนกลายเป็นบริษัทที่รีดมาก เหมือนนักกีฬาที่ไม่มีไขมันนะคะ การดูแลค่าใช้จ่ายที่ดีเนี่ยทำให้ในระยะยาวแล้วบริษัทนั้นมีความมั่นคงมากขึ้นแล้วก็ไม่เจ๊งง่ายขึ้น ข้อ 4 การลงทุนอย่างมีวินัย กลุ่มเซ็นทรัลนั้นมีการจัดตั้ง Investment Committee ขึ้นมานะคะ เพื่อที่จะรีวิวการลงทุนทั้งหมด แม้แต่หลักสิบล้านหรือร้อยล้าน เพื่อให้แน่ใจค่ะว่าทุกการลงทุนนั้นมีประสิทธิภาพ คุ้มทุน และมีความเสี่ยงที่เหมาะสม และข้อ 5 คือการจัดการสต๊อก วิกฤตต่างๆ นั้นทำให้กลุ่มเซ็นทรัลรู้ค่ะว่าการมีห้องสต๊อกสินค้าจำนวนมากนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป การลดสต๊อกเพื่อบริหารกระแสเงินสดไม่ได้ทำให้ยอดขายตกหรือมีปัญหาในการทำงาน โดยพื้นที่สต๊อกนั้นสามารถลดลงได้อย่างมากนะคะ อย่างเช่นจาก 2,000 ตารางเมตร เหลือ 500 ตารางเมตร และก็ทำให้บริษัทนั้นมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ในขณะที่ปรัชญาการเงินและการลงทุนของกลุ่มเซ็นทรัลเบื้องหลังที่ได้มาจากวิกฤตเหล่านี้ก็คือ ข้อแรก การลงทุนระยะยาว ธุรกิจของตระกูลนั้นจะให้ความสำคัญกับการสร้างและการพัฒนาโดยตลอด 75 ปีที่ดำเนินกิจการมานะคะ กลุ่มเซ็นทรัลนั้นจ่ายปันผลไม่เกิน 20% เพื่อที่จะนำเงินของบริษัทไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง ข้อที่ 2 คือการควบคุมหนี้ คุณทดบอกว่าเมื่อบริษัทมีการลงทุนเยอะก็จะต้องมีการควบคุมหนี้อย่างเคร่งครัด โดยจะมีสูตรนะคะที่ไม่ให้มีหนี้เกิน 3 เท่าของเงินที่หาได้ เช่นถ้าเราหาเงินมาได้ 100 หนี้ที่เราจะก่อก็ไม่ควรเกิน 300 และข้อที่ 3 คือเน้นลงทุนตามความชำนาญ ซึ่งความเชี่ยวชาญของกลุ่มเซ็นทรัลนั้นก็คือเรื่องของที่ดิน การก่อสร้าง รีเทล โรงแรม และศูนย์การค้า นอกจากนี้วิกฤตไฟไหม้ที่เซ็นทรัลชิดลมนั้นก็เป็นเครื่องเตือนใจค่ะ ที่ทำให้คุณทดนั้นตั้งใจอยากจะขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น และสร้างเสาหลักของธุรกิจเซ็นทรัลเนี่ยให้มีมากกว่าแค่เสาเดียว และนั่นก็คือการที่กลุ่มเซ็นทรัลนั้นเน้นที่จะขยายกิจการไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯ แต่ยังออกไปต่างจังหวัดด้วย และที่สำคัญไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่ยังขยายกิจการไปยังต่างประเทศด้วย ซึ่งการตัดสินใจที่ขยายธุรกิจออกไปแบบนั้นก็มีทั้งเคสที่ประสบความสำเร็จและเคสที่ล้มเหลว อย่างในอินโดนีเซียเองก็เป็นเคสที่กลุ่มเซ็นทรัลไปแล้วไม่ประสบความสำเร็จในการขยายสาขานะคะ เหตุผลก็คืออินโดนีเซียนั้นเป็นประเทศที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่มากนะคะ และอุตสาหกรรมค้าปลีกก็มีการผูกขาดสูงค่ะ การผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ในอินโดนีเซียนั้นจะถูกควบคุมโดยไม่กี่บริษัท ซึ่งก็เลยทำให้ธุรกิจยากต่างจากประเทศไทยที่ธุรกิจนั้นกระจายไปหลายๆ บริษัท แล้วก็สามารถหาคู่ค้าได้ง่ายกว่าส่วนในจีนเองเนี่ยคุณทดก็ยอมรับว่ากลุ่มเซ็นทรัลประสบความล้มเหลวและขาดทุนไปมากเช่นกัน เพราะจีนเองเนี่ยนะคะ คุณทดบอกว่าเป็นตลาดที่ใหญ่เกินไป ในตลาดนี้เนี่ยมีผู้เล่นมากเกินไปค่ะ ซัพพลายเยอะกว่า ส่วนประเทศที่ธุรกิจไปได้ดีก็จะมีอย่างเวียดนาม ซึ่งมีอัตราการเติบโตอยู่ประมาณ 6-8% แต่แปลกนะคะที่คนส่วนใหญ่จะเห็นว่าเวียดนามเติบโตดีแล้ว ไทยเนี่ยไม่ค่อยโต แต่ในสายตาของคุณทดนั้นกลับเห็นว่าประเทศไทยช่วงหลังโดยเฉพาะโควิด-19 นั้นมีการพัฒนากว่าเวียดนามมาก ส่วนในยุโรปนั้นนะคะ สิ่งที่คุณทดเห็นก็คือเทรนด์นั้นเปลี่ยนไป เน้นที่แบรนด์หรูมากขึ้น ซึ่งเทรนด์นี้กำลังเป็นเทรนด์สำคัญของโลก มาที่คำถามเรื่องของการบริหารธุรกิจครอบครัวในมุมมองของคุณทดนะคะ คุณทดได้บอกไว้นะคะว่าการบริหารธุรกิจครอบครัวนั้นมีความท้าทายมากกว่าการบริหารธุรกิจทั่วไปค่ะ เพราะจะต้องทำให้สมาชิกครอบครัวที่มีหลากหลายความคิดนั้นเห็นและพอใจตรงกัน แต่ทางกลุ่มเซ็นทรัลนั้นก็มีการปรับตัวสู่ความเป็นมืออาชีพมากขึ้น จากเดิมที่เป็นระบบกงสีที่หลายๆ อย่างนั้นปนเปกันไปหมด องค์กรนั้นได้มีการปรับตัวสู่ความเป็นมืออาชีพ และก็แบ่งในเรื่องของครอบครัวธุรกิจและผู้ถือหุ้นออกจากกันอย่างชัดเจน และการเลือก CEO ที่จะมาบริหารกิจการธุรกิจของครอบครัวนั้นก็ต้องมีความเหมาะสม และไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกในครอบครัวเสมอไป นอกจากนี้ก็จะมีส่วนของ Family Council ที่จะมีการบริหารจัดการในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจโดยตรง เช่น เรื่องบ้าน งานแต่งงาน ศพ ค่าเล่าเรียนของบุตรหลาน รวมไปถึงค่ารักษาพยาบาลต่างๆ ของคนในครอบครัว แต่ในอีกมุมนึงนะคะ คุณทดก็บอกว่า Family Business หรือธุรกิจครอบครัวนั้นก็มีข้อดีเช่นกันค่ะ ซึ่งข้อดีนั้นก็คือการมีวิสัยทัศน์และการตัดสินใจในระยะยาว ทำให้ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่นั้นมักจะมีความสัมพันธ์ที่ดีนะคะ ต่อคู่ค้ามายาวนานต่อเนื่องหลายสิบปี โดยคุณทดมองนะคะว่าธุรกิจของไทยนั้นถือว่าดีที่สุดในโลกแห่งนึงด้านรีเทล และมีการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ซึ่งต่างชาติไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น จีน ยุโรป ต่างก็มาศึกษาโมเดลของเซ็นทรัล นอกจากนี้เนี่ย คุณทดยังมีการให้มุมมองนะคะเกี่ยวกับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยด้วย โดยคุณทดนั้นมองนะคะว่าจุดแข็งของประเทศไทยนั้นก็คือภาคบริการ คุณทดบอกนะคะว่าคนไทยเราเน...
05:35
Speaker A
ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในขณะที่ปรัชญาการ เงินและการลงทุนของกลุ่มเซ็นทรัลเบื้อง หลังที่ได้มาจากวิกฤตเหล่านี้ก็คือข้อแรก การลงทุนระยะยาวธุรกิจของตระกูลนั้นจะให้ ความสำคัญกับการสร้างและการพัฒนาโดยตลอด 75 ปีที่ดำเนินกิจการมานะคะกลุ่ม เซ็นทรัลนั้นจ่ายปันผลไม่เกิน 20 ปีเพื่อ ที่จะนำเงินของบริษัทไปลงทุนอย่างต่อ เนื่องข้อที่ 2 คือการควบคุมหนี้คุณทดบอก ว่าเมื่อบริษัทมีการลงทุนเยอะก็จะต้องมี การควบคุมหนี้อย่างเคร่งครัดโดยจะมีสูตร นะคะที่ไม่ให้มีหนี้เกิน 3 เท่าของเงิน ที่หาได้เช่นถ้าเราหาเงินมาได้ 100 หนี้ ที่เราจะก่อก็ไม่ควรเกิน 300 และข้อที่ 3 คือเน้นลงทุนตามความชำนาญซึ่งความเชี่ยว ชาญของกลุ่มเซ็นทรัลนั้นก็คือเรื่องของ ที่ดินการก่อสร้างรีเทลโรงแรมและศูนย์การ ค้านอกจากนี้วิกฤตไฟไหม้ที่เซ็นทรัลชิดลม นั้นก็เป็นเครื่องเตือนใจค่ะที่ทำให้คุณ ทดนั้นตั้งใจอยากจะขยายฐานลูกค้าให้กว้าง ขึ้นและสร้างเสาหลักของธุรกิจเซ็นทรัล เนี่ยให้มีมากกว่าแค่เสาเดียวและนั่นก็ คือการที่กลุ่มเซ็นทรัลนั้นเน้นที่จะขยาย กิจการไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯแต่ยังออกไป ต่างจังหวัดด้วยและที่สำคัญไม่ใช่แค่ใน ประเทศไทยแต่ยังขยายกิจการไปยังต่าง ประเทศด้วยซึ่งการตัดสินใจที่ขยายธุรกิจ ออกไปแบบนั้นก็มีทั้งเคสที่ประสบความ
06:57
Speaker A
สำเร็จและเคสที่ล้มเหลวอย่างใน อินโดนีเซียเองก็เป็นเคสที่กลุ่มเซ็นทรัล ไปแล้วไม่ประสบความสำเร็จในการขยายสาขานะ คะเหตุผลก็คืออินโดนีเซียนั้นเป็นประเทศ ที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่มากนะคะและ อุตสาหกรรมค้าปลีกก็มีการผุขาดสูงค่ะการ ผลิตสินค้าและบริการต่างๆในอินโดนีเซีย นั้นจะถูกควบคุมโดยไม่กี่บริษัทซึ่งก็เลย ทำให้ธุรกิจยากต่างจากประเทศไทยที่ธุรกิจ นั้นกระจายไปหลายๆบริษัทแล้วก็สามารถหา คู่ค้าได้ง่ายกว่าส่วนในจีนเองเนี่ยคุณทด ก็ยอมรับว่ากลุ่มเซ็นทรัลประสบความล้ม เหลวและขาดทุนไปมากเช่นกันเพราะจีนจีนเอง เนี่ยนะคะคุณทดบอกว่าเป็นตลาดที่ใหญ่เกิน ไปในตลาดนี้เนี่ยมีผู้เล่นมากเกินไปค่ะ ซัพพlyายเยอะกว่าส่วนประเทศที่ธุรกิจไป ได้ดีก็จะมีอย่างเวียดนามซึ่งมีอัตราการ เติบโตอยู่ประมาณ 6-8% แต่แปลกนะคะที่คน ส่วนใหญ่จะเห็นว่าเวียดนามเติบโตดีแล้ว ไทยเนี่ยไม่ค่อยโตแต่ในสายตาของคุณทดนั้น กลับเห็นว่าประเทศไทยช่วงหลังโดยเฉพาะ cคovิด-19นั้นมีการพัฒนากว่าเวียดนามมาก ส่วนในยุโรปนั้นนะคะสิ่งที่คุณทดเห็นก็ คือเทรนด์นั้นเปลี่ยนไปเน้นที่แบรนด์หรู มากขึ้นซึ่งเทรนด์นี้กำลังเป็นเทรนด์ สำคัญของโลก มาที่คำถามเรื่องของการบริหารธุรกิจ ครอบครัวในมุมมองของคุณทดนะคะคุณทดได้บอก ไว้นะคะว่าการบริหารธุรกิจครอบครัวนั้นมี ความท้าทายมากกว่าการบริหารธุรกิจทั่วไป ค่ะเพราะจะต้องทำให้สมาชิกครอบครัวที่มี หลากหลายความคิดนั้นเห็นและพอใจตรงกันแต่ ทางกลุ่มเซ็นทรัลนั้นก็มีการปรับตัวสู่ ความเป็นมืออาชีชีพมากขึ้นจากเดิมที่เป็น ระบบกงศรีที่หลายๆอย่างนั้นปนเปกันไปหมด องค์กรนั้นได้มีการปรับตัวสู่ความเป็นมือ อาชีพและก็แบ่งในเรื่องของครอบครัวธุรกิจ และผู้ถือหุ้นออกจากกันอย่างชัดเจนและการ
08:46
Speaker A
เลือก CEO ที่จะมาบริหารกิจการธุรกิจของ ครอบครัวนั้นก็ต้องมีความเหมาะสมและไม่ จำเป็นต้องเป็นสมาชิกในครอบครัวเสมอไปนอก จากนี้ก็จะมีส่วนของ Family Council ที่ จะมีการบริหารจัดการในเรื่องที่ไม่เกี่ยว กับธุรกิจโดยตรงเช่นเรื่องบ้านงานแต่งงาน ศพค่าเล่าเรียนของบุตรหลานรวมไปถึงค่า รักษาพยาบาลต่างๆของคนในครอบครัวแต่ในอีก มุมนึงนะคะคุณทดก็บอกว่า Family Business หรือธุรกิจครอบครัวนั้นก็มีข้อดีเช่นกัน ค่ะซึ่งข้อดีนั้นก็คือการมีวิสัยทัศน์และ การตัดสินใจในระยะยาวทำให้ธุรกิจครอบครัว ส่วนใหญ่นั้นมักจะมีความสัมพันธ์ที่ดีนะ คะต่อคู่ค้ามายาวนานต่อเนื่องหลายสบิบปี โดยคุณทดมองนะคะว่าธุรกิจของไทยนั้นถือ ว่าดีที่สุดในโลกแห่งนึงด้านรีเทลและมี การพัฒนาโครงการ mix use ขนาดใหญ่ซึ่ง ต่างชาติไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นจีนยุโรปต่าง ก็มาศึกษาโมเดลของเซ็นทรัลนอกจากนี้เนี่ย คุณทดยังมีการให้มุมมองนะคะเกี่ยวกับโครง สร้างเศรษฐกิจของไทยด้วยโดยคุณทดนั้นมอง นะคะว่าจุดแข็งของประเทศไทยนั้นก็คือภาค บริการคุณทดบอกนะคะว่าคนไทยเราเนี่ยเก่ง เรื่องของการบริการมีความคิดสร้างสรรค์ แล้วก็ชอบงานศิลปะแต่ภาครัฐบาลนั้นมักจะ มุ่งเน้นไปยังการสนับสนับสนุนภาค อุตสาหกรรมและการผลิตโดยไม่ค่อยหันมาสนใจ ภาคบริการสักเท่าไหร่คุณทดเลยมองว่า รัฐบาลนั้นควรจะหันมาสนับสนุนภาคบริการ มากขึ้นโดยปัญหาสำคัญอย่างเรื่องของระบบ
10:12
Speaker A
รถไฟหรือโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศไทยยัง ขาดอยู่นะคะคุณทเนี่ยได้ยกตัวอย่างถึง เกาะสมุยค่ะว่าอย่างพอเกาะสมุยเนี่ยพอมี สนามบินก็เปลี่ยนไปมากจากเดิมที่เป็นแค่ เกาะที่มีแต่สวนมะพร้าวจนตอนนี้กลายเป็น แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกนอกจากนี้เนี่ยนะ คะภาครัฐก็ควรจะส่งเสริมการฝึกอบรมคนไทย ให้เข้าสู่ตำแหน่งที่มีรายได้สูงอย่าง เช่นการสนับสนุนนะคะให้เชฟในโรงแรม 5 ดาว ที่ได้เงินเดือนหลายแสนบาทเนี่ยนะคะตอน นี้เนี่ยมีแต่หัวหน้าเชฟฝรั่งแต่จริงๆ แล้วคุณโทษมองว่าคนไทยก็สามารถขึ้นมาเป็น หัวหน้าเชฟที่สามารถมีเงินเดือนระดับนั้น ได้เช่นกันแม้เทคโนโลยีต่างๆนั้นจะมาทำ ให้การบริการหลายๆอย่างเนี่ยสะดวกขึ้นนะ คะแต่คุณทดบอกเลยค่ะว่าแต่เทคโนโลยีเหล่า นั้นเนี่ยไม่สามารถทดแทนการบริการได้ทั้ง หมดเพราะฉะนั้นประเประเทศไทยของเราที่มี จุดเด่นเรื่องของการบริการอยู่แล้วนะคะ จึงควรสร้างสถานที่ที่จะดึงดูดผู้คนเข้า มาจากเดิมที่เน้นแต่การขายของให้กลายมา เป็น service แล้วก็เรื่องของ entertainmentเmentมากยิ่งขึ้น และสำหรับเทรนด์หรือความท้าทายในอนาคตที่ กำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยคุณทดเนี่ยก็ มองเห็นนะคะว่าอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ทุก คนไม่ควรมองข้ามก็คือภาษีนำเข้าของไทยตอน นี้เนี่ยถือว่าสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน นะคะสูงกว่าทั้งเมียนมาร์ลาวกัมพูชา อินโดนีเซียแล้วก็มาเลเซียโดยคุณทดบอกนะ คะว่าภาษีที่สูงนี้เนี่ยจะทำให้เงินไหล ออกนอกประเทศค่ะเนื่องจากคนไทยก็จะไปซื้อ ของต่างประเทศและทำให้นักท่องเที่ยวเนี่ย มาใช้จ่ายต่อหัวในการซื้อของน้อยลงในบ้าน เรานะคะดังนั้นถ้าเรามีการปรับภาษีนำเข้า ให้แข่งขันได้ก็จะเป็นการช่วยกระตุ้นการ
11:48
Speaker A
ซื้อในประเทศกันมากขึ้นส่วนมุมมองใน เรื่องของเทรนด์การบริโภคเนี่ยนะคะคุณทด มองว่าเรื่องของช่องทางการขายจะไม่มีช่อง ทางใดช่องทางหนึ่งที่จะมาครอบงำหรือทดแทน ไปได้ทั้งหมดนะคะการขายผ่านออนไลน์ โซเชียล Media TikTok ก็มีความสำคัญค่ะ แต่ออฟไลน์ก็ยังต้องมีอยู่นะคะดังนั้น ร้านค้าเนี่ยจะต้องปรับตัวให้ทำได้ทุกรูป แบบหรือที่เรียกว่าเข้าใจโมเดล OVNI Channel นั่นเองส่วนอีกด้านนึงที่เกิด ขึ้นนะคะก็คือเทรนด์การใช้จ่ายค่ะคุณทด มองเห็นนะคะว่าเด็กยุคใหม่เนี่ยกล้าที่จะ ใช้เงินมากขึ้นแล้วก็กล้าที่จะใช้ของดี ที่มีราคามากขึ้นเช่นเดียวกันกับกลุ่มคน ที่สูงอายุขึ้นมาหน่อยนะคะหลัง COVID-19 เนี่ยเห็นได้ชัดเลยค่ะว่ากล้าที่จะใช้ เงินมากขึ้นเพราะไม่รู้ว่าจะอยู่ได้ใช้ เงินไปจนถึงเมื่อไหร่สุดท้ายนี้คุณทดได้ ให้คำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่แล้วก็ธุรกิจ SME ไว้นะคะว่าหากอยากสำเร็จและไปได้ไกล เนี่ยต้องมีความหลงใหลในธุรกิจต้องมีความ เป็นผู้นำที่ดีและต้องมีวินัยในเรื่องของ ค่าใช้จ่ายและการลงทุนโดย SE นั้นต้องหา demand นและซัพพlyที่ถูกต้องของตัวเอง ให้เจอนะคะควรหาช่องทางที่คนอื่นเนี่ยยัง ไม่ทำและเมื่อเราเจอแล้วเราก็ต้องทำให้ดี รักษาซึ่งคุณภาพไว้รวมถึงความรู้เรื่อง ภาษาก็เป็นเรื่องสำคัญมากที่ขาดไม่ได้นะ คะในยุคหลังจากนี้เนี่ยการที่เราจะเข้า ถึงความรู้และเทคโนโลยีต่างๆจำเป็นอย่าง
13:05
Speaker A
ยิ่งที่เราต้องเข้าใจอย่างน้อยไม่ว่าจะ เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนเพราะสิ่งนี้จะ ทำให้เราเรียนรู้ได้ทั่วโลกนะคะและคุณทด ยังบอกไว้ด้วยอีกค่ะว่าหลังจากนี้เนี่ยคน ที่มีศักยภาพเรื่องของภาษากับคนที่ไม่รู้ ภาษาจะมีความแตกต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆรวม ถึงคุณทดยังทิ้งท้ายด้วยคำแนะนำสำหรับคน รุ่นใหม่ด้วยนะคะว่าคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ เนี่ยเนี่ยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี can do attitude นะคะอย่าเพิ่งไปให้ความ สำคัญกับเรื่องของตัวเงินที่เป็นเงิน เดือนในช่วงแรกมากนักแต่อยากให้ทุกคน เนี่ยใส่ใจกับเนื้องานแล้วก็สร้างผลงาน ที่ดีนะคะเพราะถ้าคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่เน้น การเปลี่ยนงานไปมาเน้นแค่ผลประโยชน์ระยะ สั้นนะคะสุดท้ายเนี่ยจะทำให้ชีวิตการทำ งานนั้นตันอยู่แค่อายุ 40 โดยคุณโทษบอก ไว้นะคะว่าช่วงอายุ 20-30 ปีนั้นเป็นช่วง สำคัญที่เราต้องสร้างฐานความสำเร็จค่ะ แล้วPayแบคที่คุ้มค่าจะมาในช่วงอายุ 40-60 ปีซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดทั้ง นี้มุมมองดีๆของคุณทดเหล่านี้เนี่ยเราได้ มาจากการฟังสัมภาษณ์คุณทจิราธิวัฒน์นะคะ ในหัวข้อถอดบัญญัติธรรมนูญจิราธิวัฒน์ไม่ มีวิกฤตใดที่ฝ่าไปไม่ได้ซึ่งจัดทำขึ้นโดย หอการค้าไทยนะคะใครอยากดูคลิปเต็มเนี่ยก็ สามารถไปดูกันได้ที่ช่อง YouTube ที่ชื่อ ว่า Thai Chamber Official นั่นเองค่ะ
14:23
Speaker A
การลงทุนในความรู้ไม่มีความเสียอย่างผู้ ลงทุนควรกดติดตามลงทุนทุแมนไว้ในทุกช่อง [เพลง]
Topics:ทศ จิราธิวัฒน์กลุ่มเซ็นทรัลวิกฤตธุรกิจไฟไหม้เซ็นทรัลชิดลมวิกฤตต้มยำกุ้งโควิด-19การบริหารธุรกิจครอบครัวการลงทุนระยะยาวรีเทลไทยปรับตัวธุรกิจออนไลน์

Frequently Asked Questions

วิกฤตไฟไหม้ที่เซ็นทรัลชิดลมส่งผลกระทบอย่างไรต่อกลุ่มเซ็นทรัล?

เหตุการณ์ไฟไหม้ในปี 2538 ทำให้ตึกเซ็นทรัลชิดลมเสียหายทั้งหมด แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากนักเพราะลูกค้ายังไปสาขาอื่นได้ และกลายเป็นโอกาสในการรีโนเวตสร้างบ้านใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม

กลุ่มเซ็นทรัลรับมือกับวิกฤตต้มยำกุ้งอย่างไร?

ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 กลุ่มเซ็นทรัลต้องขายหุ้นบิ๊กซีและคาฟูเพื่อรักษาธุรกิจหลักไว้ แม้จะเป็นการตัดใจขายในราคาต่ำ แต่หลังจากนั้นหุ้นเหล่านี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากในระยะยาว

กลุ่มเซ็นทรัลปรับตัวอย่างไรในช่วงวิกฤตโควิด-19?

แม้ว่าทุกธุรกิจจะถูกกระทบพร้อมกัน กลุ่มเซ็นทรัลใช้โอกาสนี้ปรับตัวโดยเน้นขายของออนไลน์ผ่านเทคโนโลยี ทำให้ยังสามารถรักษายอดขายได้แม้ร้านค้าจะปิด

Get More with the Söz AI App

Transcribe recordings, audio files, and YouTube videos — with AI summaries, speaker detection, and unlimited transcriptions.

Or transcribe another YouTube video here →