ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลมากขึ้นเรื่อย ๆ ประสิทธิภาพคือหัวใจสำคัญ สำหรับหลายคน การพิมพ์อาจกลายเป็นคอขวดที่ทำให้การคิดสร้างสรรค์หรือกระบวนการจดบันทึกช้าลง และนี่คือจุดที่ voice typing in Microsoft Word เข้ามาช่วยเหลือ ลองนึกภาพว่าคุณสามารถเปลี่ยนคำพูดให้กลายเป็นข้อความได้โดยตรง ร่างเอกสาร อีเมล หรือโน้ตได้อย่างลื่นไหลโดยไม่ต้องแตะแป้นพิมพ์เลยแม้แต่น้อย คู่มือฉบับสมบูรณ์นี้จะพาคุณไปรู้ทุกอย่างที่ควรรู้เกี่ยวกับการใช้ dictate in Word เพื่อยกระดับการทำงานของคุณด้วยความสามารถอันทรงพลังของ speech to text Word
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเรียน คนทำงาน หรือแค่ใครก็ตามที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพให้ตัวเอง การใช้งาน Microsoft Word voice typing ให้คล่องสามารถเปลี่ยนวิธีทำงานของคุณได้อย่างมาก เราจะครอบคลุมหลากหลายวิธี ตั้งแต่ฟีเจอร์ ‘Dictate’ ที่มีมาใน Microsoft 365 ไปจนถึงการใช้เครื่องมือของระบบปฏิบัติการอย่าง Windows Speech Recognition และ Mac dictation รวมถึงวิธีใช้งานบน Word Online นอกจากนี้ เรายังมีเคล็ดลับสำคัญในการใช้คำสั่งเสียงอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้คุณดึงศักยภาพของเทคโนโลยีอันน่าทึ่งนี้ออกมาได้สูงสุด
สรุปประเด็นสำคัญ:
- Microsoft 365 Dictate: ตัวเลือกในตัวที่ใช้งานง่ายและทรงพลังที่สุดสำหรับการพิมพ์ด้วยเสียงโดยตรงใน Word
- Windows Speech Recognition: เครื่องมือระดับระบบสำหรับการพิมพ์ตามคำบอกในแอปต่าง ๆ รวมถึง Word
- Mac Dictation: ฟีเจอร์ speech-to-text ที่รวมอยู่ใน macOS และใช้งานร่วมกับ Word for Mac ได้
- Word Online: การพิมพ์ตามคำบอกผ่านเบราว์เซอร์ฟรี สำหรับผู้ที่ไม่มี subscription บนเดสก์ท็อป
- Voice Commands: เรียนรู้คำสั่งสำคัญสำหรับเครื่องหมายวรรคตอน การจัดรูปแบบ และการนำทาง เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความเร็วในการพิมพ์ตามคำบอก
- Tips for Success: ใช้ไมโครโฟนคุณภาพดี พูดให้ชัด และตรวจทานข้อความเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
- Soz AI: หากคุณต้องการการถอดเสียงขั้นสูง ลองพิจารณา Soz AI สำหรับการถอดเสียงด้วย AI แบบ mobile-first พร้อมสรุปเนื้อหาและ speaker diarization
พลังของการพิมพ์ด้วยเสียง: ทำไมถึงควรวางคีย์บอร์ดลง?
ก่อนจะไปดูขั้นตอนการใช้งาน มาดูเหตุผลกันสั้น ๆ ก่อนว่า “ทำไม” คุณถึงควรใช้ dictation in Microsoft Word ทั้งที่พิมพ์มานานแล้ว คำตอบคือประโยชน์มีมากมายและน่าสนใจมาก:
เพิ่มประสิทธิภาพและความเร็ว
คนส่วนใหญ่มักพูดได้เร็วกว่าพิมพ์อย่างเห็นได้ชัด การพิมพ์ด้วยเสียงช่วยให้คุณถ่ายทอดความคิดได้ในความเร็วเท่ากับการพูด ซึ่งอาจเพิ่มปริมาณงานเขียนของคุณได้ถึงสองหรือสามเท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาร่างไอเดียเริ่มต้น ระดมความคิด หรือถอดโน้ตอย่างรวดเร็ว
ลดความเมื่อยล้าและดีต่อสรีระมากขึ้น
การพิมพ์ต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจนำไปสู่อาการบาดเจ็บจากการใช้งานซ้ำ ๆ เช่น carpal tunnel syndrome การพิมพ์ด้วยเสียงช่วยให้มือและข้อมือได้พัก ลดความไม่สบายตัวทางกายภาพ และส่งเสริมท่าทางการทำงานที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือด้านการเข้าถึงที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดทางร่างกาย
มีสมาธิและไหลลื่นมากขึ้น
เวลาคุณพิมพ์ สมองมักต้องแบ่งไปทั้งคิดเนื้อหาและจัดการกับการกดแป้นพิมพ์ แต่เมื่อใช้การพิมพ์ด้วยเสียง คุณจะรักษาความต่อเนื่องของความคิดได้ดีกว่า ทำให้โฟกัสกับการสร้างเนื้อหาได้เต็มที่โดยไม่ถูกรบกวนจากกลไกการพิมพ์
รองรับการทำหลายอย่างพร้อมกัน
แม้จะไม่แนะนำเสมอไปสำหรับงานที่ซับซ้อน แต่การพิมพ์ด้วยเสียงสามารถช่วยให้ทำหลายอย่างพร้อมกันในระดับเบา ๆ ได้ เช่น คุณอาจพูดโน้ตไปพร้อมกับดูเอกสารบนอีกหน้าจอ หรือทำกิจกรรมทางกายง่าย ๆ ไปด้วย
เปรียบเทียบแบบรวดเร็ว
| ฟีเจอร์ | Microsoft 365 Dictate | Windows Speech Recognition | Mac Dictation in Word | Word Online (ฟรี) |
|---|---|---|---|---|
| ค่าใช้จ่าย | รวมอยู่ใน subscription ของ Microsoft 365 | ฟรี (มีมาใน Windows) | ฟรี (มีมาใน macOS) | ฟรี (เมื่อมี Microsoft account) |
| รองรับการใช้งานออฟไลน์ | ไม่รองรับ (ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต) | รองรับ (หลังตั้งค่าเริ่มต้น) | รองรับ (หลังตั้งค่าเริ่มต้น) | ไม่รองรับ (ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต) |
| คำสั่งเครื่องหมายวรรคตอน | รองรับ (เช่น “period”, “comma”, “new paragraph”) | รองรับ (เช่น “period”, “comma”, “new paragraph”) | รองรับ (เช่น “period”, “comma”, “new paragraph”) | รองรับ (เช่น “period”, “comma”, “new paragraph”) |
| ภาษา | รองรับหลายภาษา | จำกัดตาม language pack ของ Windows ที่ติดตั้งไว้ | จำกัดตาม language pack ของ macOS ที่ติดตั้งไว้ | รองรับหลายภาษา |
| ความแม่นยำ | โดยรวมอยู่ในระดับสูงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง | ดี แต่ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไป | ดี แต่ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไป | โดยรวมอยู่ในระดับสูงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง |
| คำสั่งการจัดรูปแบบ | มีแบบจำกัด (เช่น “bold that”, “italicize that”) | ครอบคลุมมาก (เช่น “bold”, “underline”, “select word”) | มีแบบจำกัด (เช่น “bold that”, “italicize that”) | มีแบบจำกัด (เช่น “bold that”, “italicize that”) |
วิธีที่ 1: ใช้ฟีเจอร์ ‘Dictate’ ที่มีมาใน Microsoft 365 Word
สำหรับผู้ใช้ที่มี subscription ของ Microsoft 365 ฟีเจอร์ ‘Dictate’ คือวิธีที่ตรงไปตรงมาและทรงพลังที่สุดในการใช้ voice typing in Word เพราะถูกผสานมาในแอปโดยตรง และใช้ AI ขั้นสูงเพื่อให้ได้ความแม่นยำสูง
คู่มือทีละขั้นตอน: ใช้ Dictate ใน Word สำหรับ Microsoft 365
1. ตรวจสอบว่าคุณมี Microsoft 365
ฟีเจอร์ ‘Dictate’ มีให้ใช้งานหลัก ๆ ใน Word for Microsoft 365 (ชื่อเดิม Office 365) หากคุณใช้ Word เวอร์ชันซื้อขาดรุ่นเก่า (เช่น Word 2019, 2016) คุณอาจไม่มีปุ่มนี้ ตรวจสอบเวอร์ชันของคุณได้ที่ File > Account > About Word
2. เชื่อมต่อไมโครโฟน
ไมโครโฟนคุณภาพดีเป็นสิ่งสำคัญมากต่อความแม่นยำในการพิมพ์ตามคำบอก แม้ไมโครโฟนที่ติดมากับแล็ปท็อปจะใช้งานได้ แต่ไมโครโฟน USB ภายนอกหรือไมค์บน headset จะช่วยให้ระบบรู้จำเสียงได้แม่นยำขึ้นมาก เสียบอุปกรณ์ให้เรียบร้อยและตรวจสอบว่าได้ตั้งเป็นอุปกรณ์รับเสียงเริ่มต้นใน sound settings ของระบบปฏิบัติการแล้ว
3. เปิด Microsoft Word และมองหาปุ่ม ‘Dictate’
เปิดเอกสารใหม่หรือเอกสารเดิมใน Microsoft Word จากนั้นไปที่ Home tab บน ribbon ของ Word ทางขวาสุดของแท็บ Home คุณควรเห็นส่วนที่ชื่อว่า ‘Voice’ และมีปุ่ม ‘Dictate’ อยู่ (มักเป็นไอคอนไมโครโฟน)
4. เริ่มพิมพ์ตามคำบอก
- คลิก ปุ่ม ‘Dictate’
- แถบเครื่องมือสำหรับการพิมพ์ตามคำบอกขนาดเล็กจะปรากฏขึ้น และคุณจะได้ยินเสียงแจ้งว่าเริ่มทำงานแล้ว ปุ่มอาจเปลี่ยนเป็นไมโครโฟนสีแดงที่กะพริบ
- เริ่มพูดอย่างชัดเจนและด้วยจังหวะธรรมชาติ Word จะเปลี่ยนเสียงพูดของคุณเป็นข้อความแบบเรียลไทม์
5. ใช้คำสั่งเสียงสำหรับเครื่องหมายวรรคตอนและการจัดรูปแบบ
นี่คือจุดที่ฟีเจอร์ ‘Dictate’ โดดเด่นอย่างแท้จริง คุณไม่จำเป็นต้องพิมพ์เครื่องหมายวรรคตอนเอง เพียงพูดคำสั่งออกมา ตัวอย่างคำสั่งที่ใช้บ่อยมีดังนี้:
- เครื่องหมายวรรคตอน: “Period”, “Comma”, “Question mark”, “Exclamation mark”, “New line”, “New paragraph”, “Semicolon”, “Colon”
- การจัดรูปแบบ: “Bold that”, “Italicize that”, “Underline that” (เลือกข้อความก่อน หรือพูดว่า “Bold [word/phrase]”), “Delete that”, “Undo that”
- การนำทาง: “Go to end of line”, “Go to start of document”
- สัญลักษณ์: “At sign” (@), “Hashtag” (#), “Dollar sign” ($)
หากต้องการดูรายการคำสั่งแบบละเอียดขึ้น ให้คลิกไอคอน ‘?’ บนแถบเครื่องมือ dictation หรือพูดว่า “Help”
6. หยุดพิมพ์ตามคำบอก
เมื่อเสร็จแล้ว ให้คลิก ปุ่ม ‘Dictate’ อีกครั้ง (ซึ่งตอนนี้จะเป็นสีแดงและกะพริบอยู่) หรือพูดว่า “Stop dictating” จากนั้นไอคอนไมโครโฟนจะกลับสู่สถานะเดิม
7. ตรวจทานและแก้ไข
การพิมพ์ด้วยเสียงมีความแม่นยำสูง แต่ไม่ได้สมบูรณ์แบบ 100% ควรตรวจทานข้อความที่ได้เสมอ เผื่อมีข้อผิดพลาดในการถอดเสียง เครื่องหมายวรรคตอน หรือการจัดรูปแบบ และคุณสามารถแก้ไขด้วยคีย์บอร์ดและเมาส์ได้อย่างง่ายดาย
เคล็ดลับสำหรับการใช้ Dictation ใน Microsoft 365 ให้ได้ผลดีที่สุด
- พูดให้ชัด: ออกเสียงแต่ละคำให้ชัดเจน
- ใช้จังหวะธรรมชาติ: อย่าพูดเร็วหรือช้าเกินไป
- สภาพแวดล้อมเงียบ: ลดเสียงรบกวนรอบข้างเพื่อความแม่นยำที่ดียิ่งขึ้น
- เว้นจังหวะตอนพูดเครื่องหมายวรรคตอน: เว้นช่วงสั้น ๆ ก่อนและหลังการพูดคำสั่งเครื่องหมายวรรคตอนจะช่วยให้ Word แยกแยะได้ดีขึ้น
- ฝึกเสียงของคุณ (หากจำเป็น): แม้ AI สมัยใหม่จะเก่งมากแล้ว แต่บางระบบก็รองรับการฝึกเสียง แม้มักไม่จำเป็นโดยตรงสำหรับ Microsoft 365 Dictate
- Language Settings: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าภาษาสำหรับการพิมพ์ตามคำบอกตรงกับภาษาที่คุณพูด โดยคลิกไอคอนรูปเฟืองบนแถบเครื่องมือ dictation เพื่อเปลี่ยนการตั้งค่า
วิธีที่ 2: ใช้ Windows Speech Recognition (Windows OS)
หากคุณไม่มี Microsoft 365 หรืออยากใช้เครื่องมือพิมพ์ตามคำบอกระดับระบบที่ทำงานได้กับหลายแอป Windows Speech Recognition (WSR) คืออีกตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม เพราะมีมาใน Windows อยู่แล้ว และยังใช้สั่งงานคอมพิวเตอร์ด้วยเสียงได้ด้วย ไม่ได้มีไว้แค่สำหรับ speech to text Word เท่านั้น
คู่มือทีละขั้นตอน: การตั้งค่าและใช้งาน WSR
1. ตั้งค่า Windows Speech Recognition
- เปิด Control Panel: ค้นหา “Control Panel” ในแถบค้นหาของ Windows แล้วเปิดขึ้นมา
- ไปที่ Speech Recognition: ไปที่ ‘Ease of Access’ > ‘Speech Recognition’ หรือค้นหา “Speech Recognition” โดยตรง
- เริ่มตัวช่วยตั้งค่า Speech Recognition: คลิก ‘Start Speech Recognition’ เพื่อเริ่มตัวช่วยตั้งค่า
- ตั้งค่าไมโครโฟน: ตัวช่วยจะพาคุณเลือกประเภทไมโครโฟน (headset, desktop หรืออื่น ๆ) และปรับระดับเสียง
- ฝึกคอมพิวเตอร์ให้รู้จักเสียงคุณ: นี่เป็นขั้นตอนสำคัญมากสำหรับ WSR คุณจะถูกขอให้อ่านประโยคตัวอย่างออกเสียงหลายประโยค เพื่อให้ระบบเรียนรู้เสียงและรูปแบบการพูดของคุณ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำอย่างมาก อย่าข้ามขั้นตอนนี้เด็ดขาด!
- ดู Reference Card: ตัวช่วยอาจมีการ์ดสรุปคำสั่งที่ใช้บ่อยให้ เก็บไว้ใกล้ตัวจะสะดวกมาก
2. เปิดใช้งาน Windows Speech Recognition
- เมื่อตั้งค่าเสร็จแล้ว คุณสามารถเปิด WSR ได้โดยค้นหา “Windows Speech Recognition” ในแถบค้นหาของ Windows
- แถบเครื่องมือขนาดเล็กจะปรากฏขึ้น โดยปกติจะอยู่ด้านบนของหน้าจอ และจะแสดงสถานะ เช่น “Off,” “Sleeping,” หรือ “Listening”
3. ใช้ WSR สำหรับการพิมพ์ด้วยเสียงใน Word
- เปิด Microsoft Word
- คลิกที่แถบเครื่องมือ WSR แล้วพูดว่า “Start listening” หรือคลิกไอคอนไมโครโฟนหากอยู่ในสถานะปิดหรือพัก สถานะควรเปลี่ยนเป็น “Listening”
- วางเคอร์เซอร์ไว้ในตำแหน่งที่คุณต้องการพิมพ์ตามคำบอกในเอกสาร Word
- เริ่มพูดได้เลย WSR จะพิมพ์คำพูดของคุณลงในเอกสาร
4. คำสั่งเสียงสำคัญของ WSR
WSR มีคำสั่งให้ใช้งานจำนวนมาก ไม่ใช่แค่การพิมพ์ตามคำบอก แต่ยังรวมถึงการควบคุมคอมพิวเตอร์ด้วย สำหรับ dictation in Microsoft Word ให้โฟกัสกับคำสั่งต่อไปนี้:
- เครื่องหมายวรรคตอน: “Period”, “Comma”, “Question mark”, “Exclamation mark”, “New line”, “New paragraph”, “Semicolon”, “Colon”
- การเลือกข้อความ: “Select [word/phrase]”, “Select all”
- การแก้ไข: “Correct that”, “Correct [word]” (จะเปิดหน้าต่างสำหรับแก้ไข)
- การจัดรูปแบบ: “Bold [word/phrase]”, “Italicize [word/phrase]”, “Underline [word/phrase]”
- การนำทาง: “Go to end of line”, “Go to start of document”, “Scroll up”, “Scroll down”
- การควบคุมทั่วไป: “Stop listening”, “Start listening”, “Sleep mode”
หากต้องการดูรายการคำสั่งทั้งหมด ให้พูดว่า “What can I say?” หรือดูเอกสารช่วยเหลือของ WSR
5. ปิด WSR
เมื่อใช้งานเสร็จ ให้พูดว่า “Stop listening” หรือคลิกขวาที่แถบเครื่องมือ WSR แล้วเลือก ‘Off’ หรือ ‘Exit’
เคล็ดลับสำหรับการใช้ Dictation กับ WSR ให้ได้ผลดีที่สุด
- ฝึกอย่างสม่ำเสมอ: ยิ่งฝึกให้ WSR คุ้นกับเสียงคุณมากเท่าไร ระบบก็จะยิ่งทำงานได้ดีขึ้น
- พูดอย่างเป็นธรรมชาติ: ไม่ต้องเน้นจนเกินไป แต่ควรพูดให้ชัด
- แก้ข้อผิดพลาด: เมื่อ WSR พิมพ์ผิด ให้ใช้คำสั่ง “Correct that” เพื่อแก้ไข วิธีนี้ช่วยให้ระบบเรียนรู้ได้
- ใช้ไมโครโฟนอย่างเหมาะสม: วางไมโครโฟนในตำแหน่งเดิมสม่ำเสมอและให้อยู่ใกล้ปาก
วิธีที่ 3: ใช้ Mac Dictation ใน Word for Mac
macOS ของ Apple ก็มีฟีเจอร์ dictation ในตัวที่แข็งแกร่งและทำงานร่วมกับ Microsoft Word for Mac ได้อย่างลื่นไหลเช่นกัน ตั้งค่าและใช้งานง่าย เป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ใช้ Mac
คู่มือทีละขั้นตอน: การตั้งค่าและใช้งาน Mac Dictation
1. เปิดใช้งาน Dictation บน Mac
- ไปที่ System Settings (หรือ System Preferences ใน macOS เวอร์ชันเก่า)
- คลิก Keyboard
- ในหน้าการตั้งค่า Keyboard ให้หาส่วน ‘Dictation’
- สลับ ‘Dictation’ เป็น On
- คุณอาจถูกขอให้ดาวน์โหลดไฟล์เพิ่มเติมเพื่อใช้งาน enhanced dictation (dictation แบบออฟไลน์) ซึ่งแนะนำให้ทำเพื่อประสิทธิภาพและความเป็นส่วนตัวที่ดีขึ้น
- เลือก Microphone ที่ต้องการจากเมนูแบบดรอปดาวน์
- ตั้งค่า Shortcut สำหรับเปิดใช้งาน dictation (ค่าเริ่มต้นมักเป็นการกดปุ่ม Function (Fn) สองครั้ง หรือปุ่ม Command สองครั้ง)
2. เริ่มพิมพ์ตามคำบอกใน Microsoft Word for Mac
- เปิด Microsoft Word for Mac
- วางเคอร์เซอร์ในตำแหน่งที่คุณต้องการพิมพ์ตามคำบอก
- เปิดใช้งาน dictation ด้วย shortcut ที่คุณตั้งไว้ (เช่น กดปุ่ม Fn สองครั้ง)
- ไอคอนไมโครโฟนขนาดเล็กจะปรากฏบนหน้าจอ และคุณจะได้ยินเสียงแจ้งว่าระบบกำลังฟังอยู่
- เริ่มพูดอย่างชัดเจนและด้วยจังหวะธรรมชาติ คำพูดของคุณจะปรากฏในเอกสาร Word
3. คำสั่งเสียงของ Mac Dictation
Mac dictation รองรับคำสั่งหลากหลายสำหรับเครื่องหมายวรรคตอน การจัดรูปแบบ และการนำทาง ตัวอย่างที่ใช้บ่อยมีดังนี้:
- เครื่องหมายวรรคตอน: “Period”, “Comma”, “Question mark”, “Exclamation mark”, “New line”, “New paragraph”, “Semicolon”, “Colon”
- การจัดรูปแบบ: “Bold [word/phrase]”, “Italicize [word/phrase]”, “Underline [word/phrase]” (สำหรับบางคำสั่งจัดรูปแบบ คุณอาจต้องเลือกข้อความก่อน)
- การแก้ไข: “Correct [word/phrase]”, “Delete that”
- สัญลักษณ์: “At sign”, “Hashtag”, “Dollar sign”
หากต้องการรายการคำสั่งแบบครบถ้วน คุณสามารถพูดว่า “Show Commands” ระหว่างที่ dictation กำลังทำงานอยู่ หรือดูเอกสารช่วยเหลือของ Apple เกี่ยวกับ dictation
4. หยุดพิมพ์ตามคำบอก
หากต้องการหยุด ให้กด shortcut สำหรับ dictation อีกครั้ง หรือเพียงหยุดพูดไปสักครู่ ระบบก็จะปิดโดยอัตโนมัติ
เคล็ดลับสำหรับการใช้ Dictation กับ Mac Dictation ให้ได้ผลดีที่สุด
- เปิด Enhanced Dictation: จะช่วยให้ใช้งานแบบออฟไลน์และพิมพ์ตามคำบอกต่อเนื่องได้ ทำให้ประสบการณ์ใช้งานดีขึ้นมาก
- พูดให้ชัด: เช่นเดียวกับทุกระบบ speech-to-text การออกเสียงชัดช่วยได้มาก
- สภาพแวดล้อมเงียบ: ลดเสียงรบกวนรอบข้างเพื่อความแม่นยำที่ดีกว่า
- ตรวจทานและแก้ไข: ควรอ่านทวนข้อความที่พิมพ์ตามคำบอกเสมอ
วิธีที่ 4: ใช้ Voice Typing ใน Word Online (ฟรี)
หากคุณไม่มี Microsoft Word เวอร์ชันเดสก์ท็อปหรือไม่มี subscription ของ Microsoft 365 คุณก็ยังใช้ voice typing in Word ได้ผ่าน Word Online ซึ่งใช้งานฟรีเมื่อมี Microsoft account นี่เป็นตัวเลือกที่ดีมากสำหรับการแก้ไขเล็กน้อยหรือร่างเนื้อหาอย่างรวดเร็วระหว่างเดินทาง โดยทำงานได้ตรงในเว็บเบราว์เซอร์ของคุณ
คู่มือทีละขั้นตอน: ใช้ Dictate ใน Word Online
1. เข้าใช้งาน Word Online
- ไปที่ office.com และลงชื่อเข้าใช้ด้วย Microsoft account ของคุณ (Outlook, Hotmail, Live ฯลฯ) หากยังไม่มี คุณสามารถสร้างได้ฟรี
- คลิกไอคอน Word เพื่อเปิด Word Online
- สร้างเอกสารเปล่าใหม่หรือเปิดเอกสารเดิม
2. มองหาฟีเจอร์ ‘Dictate’
- เช่นเดียวกับเวอร์ชันเดสก์ท็อป ให้ไปที่ Home tab บน ribbon ของ Word Online
- ทางขวาสุด คุณจะพบปุ่ม ‘Dictate’ (ไอคอนไมโครโฟน) ในส่วน ‘Voice’
3. อนุญาตสิทธิ์เข้าถึงไมโครโฟน
ครั้งแรกที่คุณใช้ dictation ในเบราว์เซอร์ คุณมักจะเห็นข้อความขออนุญาตให้ Word Online เข้าถึงไมโครโฟน ให้คลิก ‘Allow’ หรือ ‘Grant’ ตามที่ระบบแสดง
4. เริ่มพิมพ์ตามคำบอก
- คลิก ปุ่ม ‘Dictate’
- ปุ่มจะเปลี่ยนเป็นไมโครโฟนสีแดงที่กะพริบ แสดงว่าระบบกำลังฟังอยู่
- เริ่มพูดให้ชัด คำพูดของคุณจะปรากฏในเอกสาร
5. ใช้คำสั่งเสียง
dictation ของ Word Online รองรับคำสั่งเสียงจำนวนมากเหมือนกับ Microsoft 365 เวอร์ชันเดสก์ท็อป ทั้งเรื่องเครื่องหมายวรรคตอนและการจัดรูปแบบพื้นฐาน ดูรายการคำสั่งที่ใช้บ่อยได้จากวิธีที่ 1
6. หยุดพิมพ์ตามคำบอก
คลิก ปุ่ม ‘Dictate’ อีกครั้ง เพื่อหยุด
เคล็ดลับสำหรับการใช้ Dictation กับ Word Online ให้ได้ผลดีที่สุด
- อินเทอร์เน็ตต้องเสถียร: Word Online อาศัยการประมวลผลบน cloud ดังนั้นอินเทอร์เน็ตที่เสถียรจึงสำคัญต่อการพิมพ์ตามคำบอกที่ลื่นไหล
- ความเข้ากันได้ของเบราว์เซอร์: ใช้เบราว์เซอร์รุ่นใหม่อย่าง Chrome, Edge หรือ Firefox เพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุด
- คุณภาพไมโครโฟน: ไมโครโฟนที่ดีช่วยเพิ่มความแม่นยำได้ เช่นเดียวกับเวอร์ชันเดสก์ท็อป
ฝึกใช้คำสั่งเสียงให้คล่อง เพื่อการพิมพ์ตามคำบอกที่มีประสิทธิภาพ
ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีไหน การเข้าใจและใช้งานคำสั่งเสียงให้เป็นคือสิ่งสำคัญมากหากต้องการใช้ Microsoft Word voice typing ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ เพราะช่วยให้คุณจัดรูปแบบ ใส่เครื่องหมายวรรคตอน และแม้แต่เลื่อนนำทางในเอกสารได้โดยไม่ต้องแตะแป้นพิมพ์
คำสั่งเครื่องหมายวรรคตอนที่ใช้บ่อย
- “Period” (.)
- “Comma” (,)
- “Question mark” (?)
- “Exclamation mark” (!)
- “Semicolon” (;)
- “Colon” (:)
- “New line” (ย้ายเคอร์เซอร์ไปยังบรรทัดถัดไป)
- “New paragraph” (สร้างย่อหน้าใหม่)
- “Open parenthesis” / “Close parenthesis”
- “Open quote” / “Close quote”
คำสั่งการจัดรูปแบบและแก้ไข
- “Bold that” (ทำตัวหนากับวลีล่าสุดที่พูดหรือข้อความที่เลือกอยู่)
- “Italicize that” (ทำตัวเอียงกับวลีล่าสุดที่พูดหรือข้อความที่เลือกอยู่)
- “Underline that” (ขีดเส้นใต้กับวลีล่าสุดที่พูดหรือข้อความที่เลือกอยู่)
- “Delete that” (ลบวลีล่าสุดที่พูดหรือข้อความที่เลือกอยู่)
- “Delete [word/phrase]” (ลบคำหรือวลีที่ระบุ)
- “Undo that” (ย้อนกลับการกระทำล่าสุด)
- “Select [word/phrase]” (เลือกคำหรือวลีที่ระบุ)
- “Capitalize [word]” (ทำให้ตัวอักษรตัวแรกของคำเป็นตัวพิมพ์ใหญ่)
- “All caps [word/phrase]” (ทำให้ทั้งคำหรือทั้งวลีเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด)
คำสั่งการนำทาง
- “Go to end of line”
- “Go to start of line”
- “Go to end of paragraph”
- “Go to start of paragraph”
- “Go to end of document”
- “Go to start of document”
- “Move right [number] words”
- “Move left [number] words”
- “Scroll up” / “Scroll down”
เคล็ดลับในการใช้คำสั่งให้ได้ผล
- ฝึกบ่อย ๆ: ยิ่งใช้คำสั่งมากเท่าไร ก็จะยิ่งเป็นธรรมชาติมากขึ้น
- เว้นจังหวะเล็กน้อย: การหยุดสั้น ๆ ก่อนและหลังคำสั่งช่วยให้ระบบแยกคำสั่งออกจากข้อความทั่วไปได้ดีขึ้น
- บริบทสำคัญ: บางคำสั่งขึ้นอยู่กับบริบท เช่น “Bold that” จะมีผลกับข้อความล่าสุดที่พูดหรือข้อความที่เลือกอยู่
- ลองสำรวจเพิ่มเติม: อย่ากลัวที่จะลองคำสั่งอื่น ๆ หรือค้นหารายการคำสั่งทั้งหมดของเครื่องมือ dictation ที่คุณใช้อยู่
การแก้ปัญหาทั่วไปของการพิมพ์ตามคำบอก
แม้เทคโนโลยี speech to text Word จะน่าประทับใจมาก แต่บางครั้งคุณก็อาจเจอสะดุดบ้าง ต่อไปนี้คือปัญหาที่พบบ่อยและวิธีแก้:
1. ความแม่นยำต่ำ
- คุณภาพไมโครโฟน: ลงทุนกับไมโครโฟนภายนอกหรือ headset ที่มีคุณภาพดี
- เสียงรบกวนรอบข้าง: พิมพ์ตามคำบอกในสภาพแวดล้อมที่เงียบ
- ลักษณะการพูด: พูดให้ชัด ด้วยความเร็วปานกลาง และสม่ำเสมอ
- การฝึกระบบ: สำหรับ WSR ตรวจสอบว่าคุณได้ฝึกเสียงเรียบร้อยแล้ว
- ภาษาตั้งค่าไม่ตรง: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าภาษาสำหรับ dictation ตรงกับภาษาที่คุณกำลังพูด
2. Dictation ไม่เริ่มหรือไม่หยุด
- ไมโครโฟนเชื่อมต่อ/เปิดใช้งานอยู่: ตรวจสอบว่าไมโครโฟนเสียบเรียบร้อยและเปิดใช้งานใน system settings แล้ว
- สิทธิ์การเข้าถึง: ตรวจสอบว่า Word (หรือเบราว์เซอร์ของคุณสำหรับ Word Online) ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงไมโครโฟน
- ซอฟต์แวร์มีปัญหาชั่วคราว: ลองปิดและเปิด Word ใหม่ หรือรีสตาร์ตคอมพิวเตอร์
- ใช้คำสั่งที่ถูกต้อง: ตรวจสอบว่าคุณใช้คำสั่งหรือปุ่มที่ถูกต้องในการเริ่ม/หยุด dictation สำหรับวิธีที่คุณเลือก
3. ระบบไม่รู้จักคำสั่ง
- รายการคำสั่ง: ตรวจสอบอีกครั้งว่าคุณพูดคำสั่งตรงตามรูปแบบที่ระบบรองรับ
- การเว้นจังหวะ: การหยุดสั้น ๆ ก่อนและหลังคำสั่งช่วยได้
- ข้อแตกต่างของแต่ละระบบ: คำสั่งอาจต่างกันเล็กน้อยระหว่าง Microsoft 365 Dictate, WSR และ Mac Dictation
นอกเหนือจาก Microsoft Word: สำรวจตัวเลือก speech-to-text อื่น ๆ
แม้ Microsoft Word voice typing จะยอดเยี่ยมมากสำหรับการสร้างเอกสาร แต่ก็ยังมีเครื่องมือ speech to text อื่น ๆ ที่ทรงพลังและเหมาะกับความต้องการที่ต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการถอดเสียงไฟล์เสียงยาว ๆ การประชุม บทสัมภาษณ์ หรือแม้แต่วิดีโอ YouTube โดยเฉพาะ บริการถอดเสียงเฉพาะทางมักมีฟีเจอร์ขั้นสูงมากกว่า
หากคุณต้องการการถอดเสียงแบบ mobile-first ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ลองใช้ Soz AI ซึ่งมีจุดเด่นดังนี้:
- ความแม่นยำสูง: ใช้ AI ขั้นสูงเพื่อการถอดเสียงที่แม่นยำในมากกว่า 100 ภาษา
- ดีไซน์แบบ Mobile-First: ใช้งานง่ายบนอุปกรณ์ iOS และ Android
- Speaker Diarization: ระบุและแยกผู้พูดแต่ละคนโดยอัตโนมัติ
- Word Timestamps: ระบุตำแหน่งเวลาที่แน่นอนในไฟล์เสียง
- AI Summaries: สรุปภาพรวมของไฟล์บันทึกยาว ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
- YouTube URL Transcription: ถอดเสียงวิดีโอได้โดยตรงจากลิงก์
- Web Tools: สร้างซับไตเติล แปลงไฟล์ SRT และอีกมากมาย
สำหรับ online voice typing ทั่วไป ก็มีเครื่องมือบนเว็บมากมายที่ช่วยให้พิมพ์ตามคำบอกได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้แอปเฉพาะทาง และหากวันหนึ่งคุณต้องการแปลงข้อความกลับเป็นเสียงที่ฟังเป็นธรรมชาติ เครื่องมือ text to speech ก็มีให้ใช้งานอย่างแพร่หลายเช่นกัน
สรุป: เปิดรับอนาคตของการเขียน
การใช้งาน voice typing in Microsoft Word ให้คล่องสามารถเปลี่ยนวิธีที่คุณโต้ตอบกับคอมพิวเตอร์และสร้างคอนเทนต์ได้อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะใช้ฟีเจอร์ ‘Dictate’ ที่มีมาใน Microsoft 365, Windows Speech Recognition หรือ Mac dictation คุณก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดความเมื่อยล้าทางกาย และทำให้กระบวนการคิดสร้างสรรค์ลื่นไหลขึ้นได้อย่างมาก อย่าลืมพูดให้ชัด ใช้ไมโครโฟนที่ดี และฝึกคำสั่งเสียงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของ dictation in Microsoft Word
ไม่ว่าคุณจะกำลังร่างอีเมลสั้น ๆ หรือรายงานที่ซับซ้อน การปล่อยให้เสียงของคุณทำหน้าที่แทนการพิมพ์สามารถช่วยประหยัดทั้งเวลาและแรงได้มาก ลองใช้วิธีต่าง ๆ ที่แนะนำไว้ในคู่มือนี้เพื่อหาวิธีที่เหมาะกับ workflow ของคุณที่สุด และสำหรับทุกความต้องการด้านการถอดเสียงขั้นสูง ตั้งแต่โน้ตการประชุมแบบละเอียดไปจนถึงคอนเทนต์วิดีโอ อย่าลืมลอง Soz AI โซลูชันแบบ mobile-first ที่ทรงพลังและทำได้มากกว่าการพิมพ์ตามคำบอกพื้นฐาน

