ประสบการณ์ผิดหวังและเรียนรู้จากงานแรกในฐานะลีดจุฬาฯ พร้อมความตั้งใจพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในอนาคต
Ask about this video. Answers come from its transcript only — with the timestamp, so you can check them.
Generated from the transcript and can be wrong — check the timestamp.
Key Takeaways
- งานแรกในฐานะลีดจุฬาฯเต็มไปด้วยความกดดันและความผิดหวังที่ต้องเรียนรู้
- การซ้อมอย่างละเอียดและการสนับสนุนจากทีมเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนา
- การควบคุมสติและความพร้อมทางจิตใจมีผลต่อประสิทธิภาพการแสดงอย่างมาก
- ความผิดพลาดเป็นบทเรียนสำคัญที่ช่วยให้เติบโตและพัฒนาตัวเอง
- ความภูมิใจและความมั่นใจเกิดขึ้นเมื่อสามารถแสดงได้ดีขึ้นในโอกาสถัดไป
What the video covers
- สมาชิกทีมลีดจุฬาฯรุ่น 76 เล่าถึงความรู้สึกผิดหวังในงานแรกที่ไม่ได้เป็นไปตามคาดหวัง
- การซ้อมที่หนักและละเอียดเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแสดงจริง
- ความกดดันและความตื่นเต้นที่เกิดขึ้นในวันงานจริง ส่งผลให้เกิดข้อผิดพลาดในการแสดง
- การสนับสนุนและความพยายามร่วมกันของทีมช่วยให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้
- การสะท้อนและรีเฟล็กซ์หลังงานเพื่อพัฒนาตัวเองและทีมให้ดีขึ้นในอนาคต
- ความภูมิใจในความสำเร็จและการแสดงที่ดีขึ้นในงานถัดมา แม้ยังมีข้อผิดพลาดเล็กน้อย
- การเรียนรู้จากความผิดพลาดและใช้เป็นแรงผลักดันในการฝึกซ้อมและแสดงครั้งต่อไป
- ความสำคัญของการควบคุมสติและการเตรียมตัวให้พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ
- ความรู้สึกที่แท้จริงของสมาชิกทีมที่ต้องเผชิญกับความคาดหวังและความกดดัน
- การยอมรับความผิดพลาดและมุ่งมั่นที่จะไม่ให้เกิดซ้ำในอนาคต
Full Transcript — Download SRT & Markdown
Speaker A
อันนี้เรียว เรียวได้มากแค่ไหนครับ
Speaker B
คือตอนแรกเราก็รู้สึกว่าโอเคงานแรกเราก็คงแบบรับรู้ถึงความรู้สึกว่าเออเป็นหลีดจุฬาแล้วอะไรอย่างเงี้ย
Speaker B
แต่แบบซิมไม่รู้สึกถึงความรู้สึกนั้นเลย
Speaker C
ไมค่อนข้างคาดหวังเยอะว่าแบบอยากทำออกมาให้มันได้ดีอะไรอย่างงี้ค่ะ
Speaker C
แต่ว่าไมไม่ได้แบบโทษเพื่อนหรือไม่ได้โทษใครเลยเพราะว่าตัวไมเองไมก็รู้ว่าไมไม่ได้ทำได้เต็มร้อยเหมือนที่ไมคาดหวังไว้
Speaker D
เราจะไม่ยอมให้แบบเพื่อนขึ้นมือไม่ทันเพราะฉะนั้นเนี่ยงานเจ็ดหกวันนี้ที่ไม่พังเพราะแบมครับ
Speaker A
เป็นสามสิบวันที่แบบเราทำทุกอย่างเพื่อจะโชว์
Speaker A
เพราะว่าแบบปกติเราจะซ้อมอะไรหลายๆอย่างแล้วรวมกันแล้วก็แบบพยายามจะทำทุกอย่างให้ดีแล้วตอนนี้เราก็ได้มาแบบลองทำแบบโชว์ที่แบบมันเป็นแต่ละเพลงแต่ละเพลงแล้วเราต้องมาเก็บท่าของแต่ละเพลงแบบ
Speaker A
โฟกัสแต่ละเพลงจริงๆก็ทำให้รู้สึกว่าแบบเออเราเต้นเพลงนี้ได้ดีขึ้นแล้วก็มั่นใจขึ้นครับ
Speaker E
ช่วงแรกๆมันก็จะเหนื่อยมากๆแบบมากๆๆๆจนแบบเหมือนสมองไม่คิดอะไรแล้วอะไรอย่างเงี้ย
Speaker E
เหมือนพอมันมีงานมันเหมือนมันมีโกขึ้นมาว่าแบบโอเคเรากำลังซ้อมเพลงนี้นะสำหรับไปงานนี้หรือซ้อมเพลงนี้นะสำหรับไปที่นี่นะอะไรอย่างเงี้ย
Speaker E
เออ ก็ทำให้เราแบบมีโกมากขึ้นแล้วก็เหมือนการซ้อมมันก็สนุกมากขึ้นครับแบบว่าเรามีความตื่นเต้นมีความตั้งตารอกับการที่จะได้ไปโชว์การที่จะได้ไปเจอทุกคนในงานแรกด้วยอะไรอย่างเงี้ย
Speaker F
เออแต่เจ็ดหกเป็นรุ่นที่แบบเราค่อนข้างเหมือน
Speaker F
ตั้งจูนจังหวะกันค่อนข้างเยอะอ่ะค่ะแล้วเหมือนมันก็จะมีช่วงที่เราทำได้ดีแต่ว่าอยู่ๆมันก็แบบ
Speaker F
กลับไปแบบเอ้ยเหมือนจะแบบต้องซ้อมเพิ่มนะอะไรอย่างเงี้ยจนทำให้บางครั้งเราก็คิดว่าแบบเออเราทำดีพอหรือยังหรือว่าแบบเราเป็นตัวถ่วงของเพื่อนๆหรือเปล่าอะไรอย่างเงี้ยค่ะ
Speaker G
คือซ้อมกันดีครับบางคนก็มีสติหลุดบ้างอะไรอย่างงี้
Speaker G
แต่ก็รวมๆแล้วก็ผมเชื่อว่าก็ซ้อมกันมาดีครับเพราะว่าทุกคนพยายามแน่นอนแหละเพราะว่ามันเป็นงานแรกใครๆก็อยากจะทำออกมาให้มันดีครับ
Speaker C
ถ้าถามไมเอาจริงๆมันก็แอบน่าเบื่อกว่าตอนแบบรันสแตนด์เพราะไมรู้สึกว่ามันมันเป็นการเก็บท่าแบบเต้นท่าเดิมๆซ้ำๆเก็บแต่ดีเทลเดิมๆอะไรอย่างเงี้ยค่ะ
Speaker C
ซึ่งถามว่าแบบมันก็มีหลายคนที่แบบเขาทำได้แล้วก็ทำไม่ได้ด้วย
Speaker C
ถามว่ามันมีประโยชน์ไหมมันก็มีประโยชน์มากๆๆๆๆเพราะว่าแบบมันก็ทำให้เราเต้นสวยขึ้นจริงๆอะไรอย่างเงี้ยเหมือนแบบเราก็ซิงค์กันมากขึ้นเรื่องดีเทลแบบเรื่องมือเล็กๆการบลิงค์หรือแบบการหยุดตรงไหนหนักเบาหรืออะไรอย่างเงี้ยแบบพี่เขาก็ใส่มาให้เราเต็มที่อะไรอย่างเงี้ย
Speaker C
แต่ว่าถามว่าเราทำได้ครบไหมอะไรอย่างเงี้ยไมว่าอาจจะยังไม่ครบ
Speaker B
ก่อนวันงานหนึ่งวันอะไรอย่างเงี้ยค่ะเหมือนจะทำได้ดีและแล้ววันต่อไปก็รู้สึกว่าโอเคอุ่นใจว่าโอเคมันก็คงจะออกมาได้ดีผลลัพธ์อาจจะยัง
Speaker B
ทุกคนอ่ะน่าจะเตรียมตัวมาดีระดับหนึ่งค่ะแต่ว่าเหมือนพอด้วยช่วงวันงานอ่ะเหมือนระยะเวลามันเลทออกไปมันก็เลยทำให้เหมือนแบบสติมันหายไปบางส่วนอ่ะค่ะ
Speaker B
แล้วพร้อมกับแบบว่าทุกคนยังไม่เคยออกงานด้วยอะไรอย่างเงี้ย
Speaker H
ถ้าพูดตามความจริงก็รู้สึกว่าเหนื่อย
Speaker H
เพราะว่ามันเก็บอะไรหลายๆอย่าง
Speaker H
แบบเก็บท่าเก็บให้มันพร้อมกันเก็บเดี๋ยวจะหน่วงตรงนี้เดี๋ยวจะต้องตรงนี้องศามือ
Speaker H
ก็รู้สึกว่าก็ยากอยู่สำหรับอาร์ม
Speaker H
หลายๆครั้งก็จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่โดนเยอะที่แบบว่า
Speaker H
อาร์มไม่พร้อมอาร์ม
Speaker H
อาร์ม อาร์มแบบชื่อจะออกบ่อยสุด
Speaker H
ก็รู้สึกว่าแบบมีวันที่เหนื่อยมากๆจนแบบรู้สึกว่าแบบเริ่มจะไม่ไหวแล้ว
Speaker H
แบบเหนื่อยจริงๆ
Speaker H
ก็มีหลายๆคนที่แบบคอยแบบซัพพอร์ตมาตลอด
Speaker H
รู้สึกว่าแบบเออ มันผ่านวันพวกนั้นมาได้
Speaker H
เพราะแบบเจ็ดหกทุกคนเลย
Speaker E
ทุกคนสติมันน้อยลงอะไรอย่างเงี้ย
Speaker E
เพราะว่าด้วยความที่แบบว่ามันเหมือนแบบเจอคนครั้งแรกด้วยเจอกล้องต่างๆอะไรอย่างเงี้ย
Speaker E
ทำให้แบบว่าเออมีการเต้นผิดเกิดขึ้นหรือว่าแบบมีการเข้าไม่ตรงจังหวะ
Speaker E
หรือว่ามันเหมือนมันไม่พร้อมเท่ากับตอนที่เราแบบซ้อมกัน
Speaker E
รายละเอียดหลายๆอย่างมันหายไปอะไรอย่างเงี้ยครับ
Speaker E
ก็เลยทำให้ทุกคนแบบก็เสียใจกับตรงนั้นอะไรอย่างเงี้ย
Speaker E
แล้วก็ไม่อยากให้มันแบบเกิดอะไรแบบนี้ขึ้นอีก
Speaker E
หรือว่าแบบเกิดให้ได้น้อยที่สุด
Speaker I
คือมี่พยายามดิวตัวเองว่าไม่ให้ตัวเองตื่นเต้นแต่ว่าตอนไปยืนคือเหมือนหัวใจจะหลุดออกมาคือมันดังมากเสียงหัวใจตัวเองคือแบบมี่ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
Speaker I
มี่ได้ยินแต่แบบเสียงหัวใจตัวเองมันจะหลุดออกมาแล้ว
Speaker I
แล้วหน้ามี่คือแบบตาแข็งมากคือมี่ไม่รู้ว่าตัวเองยิ้มอย่างนั้นไปก่อน
Speaker I
คือยืนอย่างงี้ป่ะ
Speaker I
ในรูปคือเห็นตัวเองแล้วแบบมี่ไม่ได้ยิ้มอย่างนั้นในใจมี่คือมี่ไม่ได้ยิ้มอย่างนั้น
Speaker J
บอกเลยว่าวันนั้นที่ไป
Speaker J
เราก็คิดว่าเราฝึกยิ้มมาดีมากๆแล้วเหมือนกันแต่ว่าพอไปถึงเนี่ยบางทีมันสภาพแวดล้อมต่างๆเราอาจจะยิ้มเกร็งบ้างอะไรบ้าง
Speaker J
รู้สึกว่าเป็นเรียกว่าเป็นงานแรกที่เราจะต้องเอาประสบการณ์นี้มาเหมือนต่อยอดมาพัฒนาตัวเองอีกเยอะมากๆเหมือนกันค่ะ
Speaker G
ตื่นเต้นครับตื่นเต้นมาก
Speaker G
แล้วก็แบบคือมันมีคนดูด้วย
Speaker G
มันแบบมันกดดันครับ
Speaker G
มันรู้สึกว่าแบบมันต้องทำออกมาให้ดีอ่ะ
Speaker G
ผมก็เชื่อแบบจริงๆก็หลายๆคนคนที่ไม่เต้นผิดก็คงไม่มีใครอยากเต้นผิดหรอกครับ
Speaker G
แล้วก็คงไม่มีใครอยากตะโกนออกมาผิดเหมือนผมด้วยแหละ
Speaker G
แล้วก็แบบมันมันกดดันเนี่ยแหละ
Speaker G
เออ มันมันตื่นเต้นแหละเข้าใจทุกคนครับ
Speaker G
แล้วก็เข้าใจตัวเองด้วย
Speaker K
คืออุ้มเป็นคนที่แบบคือไม่ค่อยตื่นเต้นแต่ว่าจะมีปัญหาลืมท่า
Speaker K
ตอนซ้อมอ่ะอุ้มก็ลืมท่าบ้างแล้วก็เป็นท่อนประจำ
Speaker K
ก็เลยแบบค่อนข้างแบบรอท่อนนั้นเพื่อที่จะแบบเต้นให้ถูก
Speaker K
ตอนซ้อมก็แบบมีเต้นผิดบ้าง
Speaker K
แต่ว่าเหมือนสองวันสุดท้ายที่รันฟลูอ่ะค่ะ
Speaker K
อุ้มก็เต้นไม่ผิดแล้ว
Speaker K
แต่พอมาวันจริงปุ๊บก็คือเต้นผิดจนได้
Speaker K
ก็คือวันวันสยามก็เลยเต้นผิดก็แอบนอยแต่ว่าแบบ
Speaker K
ก็รู้สึกว่าก็เป็นบทเรียนให้แบบคราวหน้าเราแบบจัดการกับสติของตัวเองให้ดีกว่านี้ค่ะ
Speaker C
มันนอยค่ะ
Speaker C
มัน
Speaker C
มันพูดแล้วจะร้องไห้อ่ะ
Speaker C
อืม
Speaker C
แบบ
Speaker C
อืม
Speaker C
ไมค่อนข้างคาดหวังเยอะว่าแบบอยากทำออกมาให้มันได้ดีอะไรอย่างเงี้ยค่ะ
Speaker C
แต่ว่าไมไม่ได้แบบโทษเพื่อนหรือไม่ได้โทษใครเลย
Speaker C
เพราะว่าตัวไมเองไมก็รู้ว่าไมไม่ได้ทำได้เต็มร้อยเหมือนที่ไมคาดหวังไว้
Speaker C
อะไรอย่างเงี้ยแต่ว่าเหมือนแบบพอมาถึงจุดนั้นอะไรอย่างเงี้ย
Speaker C
ทุกคนก็มีความตื่นเต้นเข้ามาแบบรายละเอียดดีเทล
Speaker C
หรือว่าความพร้อมทุกอย่างที่เราเตรียมกันวันก่อนหน้ามันก็ลดลงค่อนข้างเยอะ
Speaker C
พอมานั่งย้อนกลับมาคิดอะไรอย่างเงี้ยก็รู้สึกผิดหวังตัวเองค่ะ
Speaker C
ว่าแบบเอออยากทำให้มันดีกว่านี้
Speaker C
มันเป็นงานแรกที่แบบเหมือนเราออกสู่สังคมว่าแบบให้ทุกคนเห็นเราในฐานะแบบ
Speaker C
หลีดจุฬารุ่นที่เจ็ดหกอะไรอย่างเงี้ยรู้สึกว่าอยากทำให้มันได้ดีกว่านี้ค่ะ
Speaker C
ผิดหวังที่ทำให้พี่ๆเสียใจค่ะ
Speaker C
แบบว่าหนูก็รู้ว่าแบบเราอาจจะช้า
Speaker C
ใช่เราอาจจะไม่ได้แบบว่าพัฒนาได้เร็วตามที่แบบพี่ๆตั้งเป้าหมายไว้
Speaker C
อะไรอย่างเงี้ยแต่ว่าเราก็พยายามทำกันเต็มที่
Speaker B
คือตัวซิมก็แบบทำข้อผิดพลาดแบบเกิดขึ้นด้วยเหมือนกัน
Speaker B
รู้สึกว่าเพอร์ฟอร์แมนซ์มันควรจะได้ดีกว่านี้
Speaker B
แล้วก็รายละเอียดหลายๆอย่างมันก็ถูกลืมไปตอนที่แบบเพอร์ฟอร์มออกมาอย่างเงี้ยค่ะ
Speaker B
คือตอนแรกเราก็รู้สึกว่าโอเคงานแรกเราก็คงแบบรับรู้ถึงความรู้สึกว่าเออเป็นหลีดจุฬาแล้วอะไรอย่างเงี้ย
Speaker B
แต่แบบซิมไม่รู้สึกถึงความรู้สึกนั้นเลย
Speaker B
เพราะว่ารู้สึกว่าทำได้แย่
Speaker B
อืม แล้วมันก็เหมือนแบบความรู้สึกเฟลมันมากกว่า
Speaker B
มันมากรบอ่ะค่ะ
Speaker B
ครั้งต่อไปจะทำให้ดีขึ้น
Speaker B
แต่ถ้าพูดจริงๆความรู้สึกนั้นมันก็ไม่ได้หายไปไหนอ่ะมันก็คือยังรู้สึกว่ายังยึดติดอยู่ว่าจริงๆวันนั้นมันก็ควรจะได้ดีกว่านี้น่าจะคุมสติได้ดีกว่านี้แบบเนี้ยค่ะ
Speaker E
งานแรกจบอะไรอย่างเงี้ยพวกเราก็แบบรีเฟล็กซ์กันต่างๆว่าแบบโอเคเราควรที่จะแบบแก้ตรงไหนบ้าง
Speaker E
หรือว่าควรตั้งสติตรงส่วนไหนบ้างอะไรอย่างเงี้ย
Speaker E
แล้วก็เลยแบบเหมือนก็ฝึกซ้อมกับโชว์ครั้งต่อไปมากขึ้น
Speaker E
แบบว่าเรียกว่าไงอ่ะก็ไม่ได้ถึงกับเฟลร้อยเปอร์เซ็นต์
Speaker E
แต่ว่าแบบใช้ข้อผิดพลาดนั้นมาแบบว่ามาเป็นข้อเตือนใจ
Speaker E
ให้เราแบบไม่พลาดอีกรอบนึง
Speaker A
ส่วนงานของวันนี้ก็รู้สึกว่าเพลงแฟนเดียของเรามันเป็นเพลงเก่งของรุ่นผมด้วยครับแบบเป็นเพลงแบบมั่นใจจุฬาเจ็ดหกเต้นดีดีแน่นอนครับก็เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆครับ
Speaker A
พอขึ้นเวทีปั๊บถึงแม้ว่าจะมีการผิดพลาดอะไรเล็กน้อยบ้างบางอย่างก็ไม่ได้เป็นผลครับเพราะว่าแบบเรามั่นใจครับ
Speaker A
พอเริ่มเต้นเริ่มอะไรอย่างงี้ครับก็เห็นคนดูอะไรอย่างงี้ครับก็รู้สึกว่าอันนี้เรียวเรียวได้มากแค่ไหนครับ
Speaker A
อ๋อ ก็ก็รู้สึกว่าแบบไม่ไม่ชินครับแบบเพราะว่าแบบคนมองเราเยอะมากครับตอนแรกผมก็เต้นอยู่ผมก็คิดว่าแบบลืมรูดซิปกางเกงหรือเปล่าแบบผมก็พยายามแบบอยากอยากลงไปก้มดูเหมือนกัน
Speaker A
เพราะว่าแบบถ้าถ้ามันไม่ได้รูดขึ้นมานี่เป็นเรื่องเลยนะครับแบบแล้วก็มันมันจะมีท่าหนึ่งอ่ะมันจะชื่อท่าว่าร่วมพี่ร่วม น้องด้วยกันนี่ตอนจังหวะนี้ถ้าแบบผมก็ดูว่าแบบเอ้ยคือถ้ามันลงไปผมก็ฟึบงี้ขึ้นมาแบบเร็วๆ
Speaker A
แล้วตอนสุดท้ายที่เต้นจบครับผมเห็นแบบทุกคนปรบมือให้กับ การโชว์ของเราผมรู้สึกว่าแบบผมซาบซึ้งมากแล้วแบบภูมิใจในเพื่อนๆแล้วก็ตัวเองมากๆครับ
Speaker A
แบบวันนี้พอทุกคนปรบมือกันแบบน้ำตาผมซึมเลยครับ
Speaker A
รู้สึกว่าแบบเออเราเรารู้สึกว่าเราเข้าใกล้คำว่าแบบหลีดจุฬาที่แบบพร้อมเป็นหลีดจุฬาจริงๆมากขึ้นครับ
Speaker I
มี่รู้สึกว่าภาพรวมออกมาได้ดีอาจจะเพราะว่าตัวเองด้วยวันนี้เต้นไม่ผิดเลยวันนี้เต้นไม่ผิดเลย
Speaker I
แล้วก็รู้สึกว่าแบบภาพรวมออกมาดี
Speaker I
แล้วพี่ๆชมด้วยวันนี้อาจจะอาจจะไม่โดนดุ
Speaker C
ด้วยความที่มันเป็นร้องสดอะไรอย่างเงี้ยเหมือนเพลงที่ซ้อมมากับแบบตอนที่เขาร้องอะไรอย่างงี้มันไม่เท่ากัน
Speaker C
มันเหมือนแบบว่าจังหวะที่มันต้องออกหรือจังหวะที่มันต้องยกมืออะไรอย่างงี้มันก็จะมีการเหลื่อมๆบ้างอะไรอย่างงี้
Speaker C
ใช่แต่ว่าก็รู้สึกว่าไม่ได้ผิดหวังเท่ากับวันแรกค่ะ
Speaker C
แบบรู้สึกว่าวันนี้ทุกคนก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีเพราะว่ามันก็มีหลายๆเหตุการณ์ที่มันเหมือนเราไม่ได้คาดหวังมาก่อน
Speaker C
มันมันมีแบบเราต้องแก้ไขสถานการณ์ ณ ตอนนั้นเลยอย่างเช่นแบบเปิดเพลงขึ้นก่อนเลยอะไรอย่างงี้
Speaker E
ก็ลุ้นครับแบบปกติแล้วผมจะสั่งตอนที่มันแบบขึ้นมาค้างกาดก่อนแบบว่าแบบสักพักนึงให้ทุกคนแบบได้ได้ตั้งสติก่อน
Speaker E
อะไรอย่างเงี้ยแต่ว่ารอบนี้มันเหมือนแบบมันลุ้นมากเพราะว่ามันเหมือนตอนแรกเพลงมันขึ้นแล้วแต่ว่าประตูมันยังไม่เปิดให้เราเดินออกไปเลยอะไรอย่างเงี้ย
Speaker E
แล้วพอตอนที่เดินขึ้นไปทีก็พยายามพูดกับเพื่อนว่าทุกคนแบบตั้งใจฟังนะว่าจะสั่งตอนไหนเพราะว่าแบบมันก็แอบลุ้นว่าแบบโอเคถ้าท่อนแรกมันขึ้นไม่ทัน
Speaker E
ไปขึ้นท่อนสองดีกว่าอะไรอย่างเงี้ย
Speaker E
แต่ว่าแบบขึ้นไปตอนนั้นมันก็แบบก็พยายามคิดในหัวว่าแบบเพื่อนจะจัดโซนเสร็จหรือยังวะอะไรอย่างเงี้ย
Speaker E
แบบว่าถ้าเราสั่งตอนนี้มันจะถึงตอนแบบมันจะทันไหมอะไรอย่างเงี้ย
Speaker E
แล้วก็พยายามแบบเหมือนพอผมยืนเสร็จแล้วผมรับหนึ่งสองสามแล้วผมสั่งเลย
Speaker L
แต่จริงๆเพิร์ลเฟลนิดนึงเพราะว่ามันเป็นเพิร์ลเองที่แบบเปิดมาแล้วเพิร์ลรวนอ่ะค่ะมันเพิร์ลต้องไปริมสุดแล้วเพิร์ลเดินไปไม่ค่อยทันก็เลยรวนแล้วก็เลยเต้นผิดฝั่งนิดนึงค่ะ
Speaker L
แต่ว่าแบบมันยังพอเนียนอยู่
Speaker L
แต่ว่าก็แอบเฟลนิดนึงว่าแบบเออทุกคนทำดีมากเลย
Speaker L
มีแค่เพิร์ลที่ผิด
Speaker L
เพิร์ลก็ออกมาแล้วร้องไห้แล้วก็แบบ
Speaker L
เออเมื่อกี้เพิร์ลเต้นผิดนิดนึง
Speaker L
ก็ขอโทษเพื่อนทุกคน
Speaker L
แต่ก็คิดว่าภาพรวมมันก็โอเคอยู่ค่ะ
Speaker L
ไม่ไม่แย่มาก
Speaker M
ก็อยากให้เพื่อนๆบอกว่าเป็นแบบว่า เป็นคนที่ไม่เต้นผิดแล้วมันจะ
Speaker M
มันจะแย่อะไรอย่างนั้น
Speaker M
คือเข้าใจว่ามันแบบผิดพลาดกันได้แล้วแบบไม่ได้โทษเพื่อนเลยรู้สึกว่ามันยังไงมันก็เกิดขึ้นได้แหละแล้วก็ทำได้แค่แบบคอยปลอบเพื่อนแล้วก็แบบว่าเตือนสติเพื่อนก็แค่นั้น
Speaker D
อ๋อ แบมเป็นเพราะแบมที่สามารถแก้ไขปัญหาทัน
Speaker D
เพราะว่าแบมอ่ะขึ้นคนแรกแล้วแบบตอนที่แบมอยู่หน้าประตูอ่ะแบมได้ยินเสียงเพลงแล้ว
Speaker D
แล้วแบบเขาก็ไม่เปิดประตูให้แบมสักทีแล้วแบมก็พอเปิดปุ๊บแบมก็ต้องรีบวิ่งเข้าไปเลยแล้วแบบไฟอ่ะมันมืดมาก
Speaker D
แล้วแบบแบมจะต้องเป็นคนตัดสินใจว่าแบบจะต้องกระโดดบันไดตรงนั้นไปคือถ้าเราโดดผิดอ่ะคือแบบเราล้ม
Speaker D
แต่ว่าเราจะไม่ยอมให้แบบเพื่อนขึ้นมือไม่ทันเพราะฉะนั้นเนี่ยงานเจ็ดหกวันนี้ที่ไม่พังเพราะแบมครับ
Speaker E
วันที่ยี่สิบเก้าเป็นพับลิกมากกว่า
Speaker E
แล้วก็แบบเป็นคนจากหลายภาคส่วนมากกว่าเป็นงานนอกด้วยแล้วก็แบบคนผมว่ามันน่าจะเป็นแบบคนแบบที่อยู่แถวสยามด้วยแล้วก็แบบเดินผ่านไปผ่านมาอาจจะแบบไม่ได้รู้จักหลีดจุฬาหรือว่าไม่ได้รู้จักงานนั้นแต่ว่าแบบเดินผ่านไปผ่านมาเพื่อมาดูอะไรอย่างงี้
Speaker E
ก็รู้สึกว่าความต่างมันคือแบบเหมือนตอนนั้นเราเจอคนเยอะมากแล้วแบบเป็นคนที่แบบว่ามุงดูบ้างหรือว่าแบบเดินผ่านไปผ่านมาบ้างแต่ว่าออดิเอ็นซ์ของงานวันนี้มันเป็นแบบนั่งชมในฮอลล์ด้วยแล้วก็แบบทุกคนรู้จักว่าแบบที่นี่คืองานอะไร
Speaker E
แล้วก็ทุกคนรู้ว่าแบบเรากำลังจะได้เห็นอะไรเกิดขึ้นอะไรอย่างงี้เรียกว่าไงวันนั้นมันยังมีความรู้สึกว่าโอเคหลายๆคนอาจจะยังไม่รู้จักหลีดจุฬาหรือว่าไม่รู้จักว่าโอเคมันเต้นเป็นยังไงอะไรต่างๆ
Speaker E
แต่ว่าคนที่มางานในวันนี้ผมรู้สึกว่าก็เป็นคนที่เหมือนเคยเห็นหลีดจุฬารุ่นก่อนๆมาแล้วอะไรอย่างงี้
Speaker E
เขาก็คงมีเอ็กซ์เพคเทชั่นที่แบบว่าซัมติงที่มันแบบมากกว่าคนตรงนั้นอะไรอย่างงี้ใช่ครับก็เลยรู้สึกว่าตรงวันนี้มันตื่นเต้นมากกว่าแล้วก็ลุ้นมากกว่าด้วยแต่ก็รู้สึกว่าทุกคนแบบทำได้น่าพอใจมากมากขึ้นครับ
Speaker J
ได้คนละมู้ดกันเลย
Speaker J
เหมือนงานวันนี้อาจจะต้องเหมือนมีโชว์ร่วมกับคนอื่นด้วยแล้วก็จังหวะในการร้องก็แตกต่างกันเพราะวันนี้เหมือนระยะเวลาในการรอมมากยิ่งขึ้นเหมือนความตื่นเต้นเราก็มีความน้อยลงเหมือนกันแต่พองานที่สยามเหมือนเราต้องไปถึงปุ๊บต้องรีบทำนู่นทำนี่ต่างๆก็อาจจะมีคามตื่นเต้นที่ไม่เหมือนกับวันนี้ค่ะกิรู้รู้สึกว่ามันเหมือนได้คนละไวป์กันแต่เราก็สนุกทั้งสองงานค่ะ
Speaker D
เจ็ดหกเป็นรุ่นที่มีสติน้อยที่สุด
Speaker D
น่าจะจริงครับ
Speaker N
คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องสติครับ
Speaker I
สติแต่รู้สึกว่ามี่
Speaker O
อันนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่มีสติ
Speaker L
งงเหมือนกันว่าแบบเอ้ยมันจะต้องผลัดกันผิดตลอดเลย
Speaker K
จริงๆสติ นอกจากจะแบบพอโชว์จริงๆอ่ะไม่มีสติยังพอเข้าใจแต่ว่าแบบเจ็ดหกก็ไม่มีสติมาตั้งแต่ตอนซ้อมแล้วอันนี้คือรวมถึงอุ้มด้วยซึ่งอุ้มแบบไม่รู้เป็นอะไรรู้สึกว่าปกติตัวเองก็แบบมีสติแต่ว่าอันนี้มันแบบรู้สึกกดดันอยากทำให้ได้ดีๆอะไรอย่างงี้มันก็เลยแบบมักจะผิด
Speaker E
เก็บท่าวันแรกแต่รู้สึกว่าเออแบบเราแบบเต้นค่อนข้างโอเคแล้วอะไรอย่างเงี้ย
Speaker E
แต่ว่าพอแบบมาอีกวันนึงความตื่นเต้นในแบบการเจอพี่ๆหรือว่าแบบเหมือนว่าโอเคพอเราทวนกันเองอะไรอย่างงี้มันจะไม่ค่อยผิดแต่ว่าแบบพอแบบมายืนตรงโซนหรือว่ายืนในแถวอะไรอย่างงี้มันจะผิดหนักมากอะไรอย่างงี้เจ็ดหกเป็นรุ่นที่สติน้อยจริงๆ
Speaker E
แต่ว่าก็จะพยายามเตือนกันครับแล้วก็ผมผมยังรู้สึกแล้วผมก็สติน้อยเหมือนกัน
Speaker L
ก็เข้าใจทุกคนนะคะแต่ว่าอาจจะต้องแบบจริงจังมากกว่านี้
Speaker L
แล้วก็เพิ่มสติ
Speaker L
เพิร์ลว่าอาจจะต้องไปนั่งสมาธิด้วย
Speaker L
รุ่นเราอาจจะต้องนัดกันไปวัด
Speaker L
แล้วก็ไปนั่งสมาธิ
Speaker L
จริงๆเพิร์ลรู้สึกว่ามันแบบหนักแล้วอ่ะค่ะ
Speaker L
หนักแบบโอเคพร้อมสามอ้าวผิดอีกแล้วอะไรอย่างเงี้ย
Speaker L
แบบอ้าวคนนี้ผิดคนนี้ผิดผิดผิด
Speaker L
อะไรอย่างเงี้ยงงมากแบบอ้าวเมื่อกี้ก็ทำได้นะ
Speaker L
อะไรอย่างเงี้ย
Speaker L
อยู่ดีๆก็ทำไม่ได้
Speaker D
มันไม่ใช่แบบหนึ่งคนไม่มีสตินะแต่มันคือแบบอย่างละนิดอย่างละหน่อยกับทุกคน
Speaker D
แล้วก็เป็นรุ่นที่ไม่โฟกัสด้วยแบบว่า
Speaker D
ชอบมองนู่นมองนี่อะไรอย่างงี้ครับตลกมากคือแบบ
Speaker D
พี่เขาบอกว่าแบมอ่ะโฟกัสสองจุดมันยืนพร้อมเงี้ย
Speaker D
มันก็คือจะแบบโฟกัสได้แค่จุดเดียวอะไรอย่างงี้
Speaker D
แต่แบมอ่ะค้นพบว่ามันน่าเบื่อมากถ้าเราโฟกัสจุดเดียวแล้วก็แบบโฟกัสจุดตรงนี้ปุ๊บ
Speaker D
พอเราเบื่อเราก็หลับตาแล้วก็ไปโฟกัสอีกจุดนึงใช่ทำให้การซ้อมมันสนุกขึ้น
Speaker G
เออจริงๆถ้าฟังจากคำถามเนี่ยผมว่าก็มีคำตอบอยู่ในตัวแล้วนะฮะ
Speaker G
ก็คงจะเป็นเรื่องสตินี่แหละครับ
Speaker G
เรื่องแรกเลยแล้วก็เรื่องเดียวครับถ้ามีสติผมว่าเจ็ดหกทำได้ทุกอย่างแล้วครับ
Speaker J
จริงๆก็ยอมรับ
Speaker J
ก็ยอมรับก็สติน้อยจริงๆ
Speaker J
มองว่ามันพัฒนากันได้หรือว่าแบบมันเป็นเรื่องที่มันไม่ใช่ว่ะแบบเอาท์ออฟคอนโทรลอ่ะค่ะคือถ้าเราแบบคอนเซนเทรทกับสิ่งที่เราทำอยู่ตรงหน้าซิมมองว่ามันมันมันได้แล้วก็รู้สึกวันนี้เพื่อนๆมีสติขึ้นแต่อาจจะแบบหายหน่อยเพราะว่ามันเกิดแอคซิเดนท์ก่อนขึ้นเวทีไงมันก็เลยแบบตกใจ
Speaker M
อยากให้เจ็ดหกทุกคนมีสติครับ
Speaker M
เพราะรู้สึกว่าทุกคนอ่ะทุกคนทำได้หมดเลยทุกคนมีศักยภาพหมดเลยทุกคนมีความสามารถหมดเลยแต่ว่าบางทีเราตื่นเต้นหรือแบบว่าเราเราขาดสติอ่ะมันเลยแบบมันเลยมันเลยมีจุดผิดพลาดแต่จริงๆคือพวกเราทำได้แบบพวกเราทำได้จริงๆแค่แบบมันไม่มีสติในบางเวลาแค่นั้น
Topics:ลีดจุฬาฯCU Cheerleaderผู้นำเชียร์ซ้อมเชียร์ความกดดันการแสดงสดประสบการณ์งานแรกพัฒนาตัวเองความผิดหวังทีมเวิร์ค





![[Ep1] ลัลล์ไม่ชอบไวน์ Enemies With Benefits | ฝ่ายขาย ก… — Transcript](https://i.ytimg.com/vi/6teQ8eAcF7o/maxresdefault.jpg)





