เจาะลึกเบื้องหลังการซ้อมหนักของหลีดจุฬาฯ ที่ต้องใช้ความอดทนและพัฒนาวิธีการสอนอย่างมีเหตุผล
Ask about this video. Answers come from its transcript only — with the timestamp, so you can check them.
Generated from the transcript and can be wrong — check the timestamp.
Key Takeaways
- การซ้อมหลีดจุฬาฯ ต้องใช้ความหนักและความอดทนสูงมาก
- วิธีการซ้อมและสอนมีการพัฒนาไปสู่การใช้เหตุผลและการสื่อสารที่ดีขึ้น
- บทบาทของพี่ปีติดมีความสำคัญมากทั้งในด้านการฝึกสอนและการบริหารจัดการ
- ความแตกต่างของเจนเนอเรชันส่งผลต่อวิธีการทำงานและความเข้าใจในทีม
- การลดการใช้เพรสเชอร์และเพิ่มวิธีการที่หลากหลายช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
What the video covers
- หลีดจุฬาฯ ซ้อมหนักมากจนถึงขั้นตรวจพบ CPK ซึ่งแสดงถึงการออกกำลังกายหนักเกินไป
- งานบอลต้องใช้ความอดทนและความแข็งแรงทั้งร่างกายและกล้ามเนื้ออย่างมาก
- มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการซ้อมจากเน้นความหนักเป็นการซ้อมที่มีเหตุผลและพูดคุยกันมากขึ้น
- พี่ปีแรกมีความกดดันสูงในการสอนและดูแลน้องๆ ที่มีความแตกต่างกันในแต่ละวัน
- หลีดจุฬาทำงานเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยปีแรกเป็นเบื้องหน้าและปีที่สองเป็นเบื้องหลังที่ต้องดูแลหลายด้าน
- การทำงานเบื้องหลังรวมถึงการคัดเลือกน้อง การทำคอนเทนต์ และการประสานงานกับสปอนเซอร์
- มีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดการใช้เพรสเชอร์ในการซ้อม โดยเน้นวิธีการที่หลากหลายและสร้างสรรค์มากขึ้น
- ความแตกต่างระหว่างเจนเนอเรชันทำให้เกิดความเข้าใจและวิธีการซ้อมที่ต่างกัน
- น้องๆ มีคำถามและต้องการเหตุผลมากขึ้น ต่างจากรุ่นก่อนที่เน้นทำตามโดยไม่ตั้งคำถาม
- การพัฒนาวิธีการซ้อมและการสอนทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและเหมาะสมกับยุคสมัยมากขึ้น
Full Transcript — Download SRT & Markdown
Speaker A
เปรียบเทียบกับตัวเอง ตอนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว แล้วก็ตอนทำ 75 ปีที่แล้ว กับ 76 ตอนนี้
Speaker A
ตอนนั้นเหนื่อยมากอ่ะ
Speaker B
แต่คิดว่าข้อเสียของความต่างระหว่างเจนอ่ะ คือความเข้าใจไม่เท่ากัน
Speaker C
มันคือการซ้อมแบบหนักจริงๆ อ่ะ หนักแบบ
Speaker C
ใช้คำว่าอะไรดีอ่ะ ป่าเถื่อน หนักแบบไปตรวจปัสสาวะ ปรากฏว่ามันคือ CPK มันคือออกกำลังกายหนักเกินไปจนกล้ามเนื้อสลายลงไปที่ไต
Speaker C
ปกติ หลีดจุฬาซ้อม ถามว่าหนักมั้ย หนัก ไม่เคยโกหก
Speaker C
ใครมาถามจะบอกตลอดว่าหนัก แต่ต่อให้บอกใครก็ตามว่าหนัก ก็จะรู้สึกว่ามันจะเกินสิ่งที่ตัวเองคาดหวังไว้เสมออยู่แล้ว
Speaker C
จริงๆ แล้วงานบอลเนี่ย หลีดจุฬาต้องทำอะไรบ้าง
Speaker C
มันมีหลายๆ อย่างที่ต้องทำในงานเนาะ เช่น อย่างแรกคือเราต้องรันสแตนด์
Speaker C
รันสแตนด์คืออะไร ก็คือเป็นการนำเชียร์ตามสแตนด์ต่างๆ ในสนาม
Speaker C
ซึ่งสนาม แปลว่ารอบสนาม ไม่ว่าจะแบ่งออกมาแล้วเป็นกี่สแตนด์อ่ะ
Speaker C
เราก็ต้องทำให้ดีที่สุดในทุกสแตนด์ เหมือนที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนว่า
Speaker C
เราไปไหนมาแล้วบ้าง เราอาจจะเต้นมาแล้ว 5 สแตนด์ 10 สแตนด์
Speaker C
แล้วมาเพิ่งมาถึงตรงนี้ เขาก็ต้องไม่เห็นเราเหนื่อย
Speaker C
และคือสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำ
Speaker C
สองคือเรายังมีโชว์ที่เป็นเพลงช้า ทั้งพิธีเปิด พิธีปิด ช่วงพิธีการต่างๆ
Speaker C
แล้วก็เรายังมีการบูมช่วงบอลเข้า ที่เป็นธรรมเนียมที่เราต้องทำ
Speaker C
สามอย่างเนี้ยมันรีไควร์สภาพร่างกายที่ต่างกัน
Speaker C
ถ้าถ้าจะให้จำแนกออกไปอ่ะ รันสแตนด์อ่ะเราต้องการสตามิน่า
Speaker C
ก็คือความอึดของร่างกาย เพราะมันต้องแบบไม่เหนื่อย
Speaker C
จะเต้นอีกกี่สแตนด์ก็ไม่เหนื่อย
Speaker C
แปลว่าร่างกายหนูต้องมีสตามิน่า ต้องฟิตมากพอที่จะทำหน้าที่นั้นได้อย่างเต็มที่
Speaker C
คนอาจจะมองว่าหลีดจุฬา ก็แค่แกว่งแขนไปแกว่งแขนมา
Speaker C
ซึ่งจริงๆ แล้วอ่ะไม่ใช่เลย
Speaker C
มันมันรีไควร์ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมากๆ รวมไปถึงคอร์บอดี้ด้วยที่มันจะต้องช่วยในการควบคุมความเคลื่อนไหวของร่างกาย
Speaker C
แปลว่ากล้ามเนื้อก็สำคัญ
Speaker C
มันก็เลยต้องตอบคำถามยาวแบบเนี้ยว่าทำไมหลีดจุฬาถึงต้องซ้อมหนักขนาดนั้น
Speaker D
มันต้องเกริ่นไปก่อนว่าเมื่อก่อนมันเป็นยังไงแล้วกัน
Speaker D
เมื่อก่อนเราเน้นความหนัก เน้นความ
Speaker D
ให้น้องทำทำไปเหอะ คือพี่อ่ะรู้ผลลัพธ์ แต่น้องไม่รู้อะไรเลย
Speaker D
คือน้องทำไปน้องจะได้ผลลัพธ์ที่ดีแน่ๆ
Speaker D
แต่ทุกวันนี้มันเหมือนมีการเปลี่ยนรุ่นหลังๆ มา ทุกคนจะเริ่มใช้เหตุผลในการสอนมากขึ้น
Speaker D
คือเหมือนเรารู้อะไรน้องก็ก็ต้องรู้อย่างนั้นว่า
Speaker D
สิ่งที่น้องกำลังจะทำอ่ะทำไปเพื่ออะไร
Speaker D
สิ่งที่พี่ต้องการจากน้องในการซ้อมสมัยก่อน ผลลัพธ์ในงานบอลที่ออกมาสวยออกมาดี
Speaker D
ซึ่งแน่นอนว่ามันผ่านกระบวนการที่เรียกว่าเข้มข้นในการซ้อมแล้วกัน
Speaker D
ที่มันค่อนข้างเหนื่อยค่อนข้างหนัก
Speaker D
แต่ถามว่าทุกวันนี้หนักมั้ยก็หนัก
Speaker D
แต่ว่าวิธีการจะเปลี่ยนไป ด้วยการที่ว่า
Speaker D
เราทำอะไรโดยมีเหตุผลมากขึ้น
Speaker D
น้องต้องการจะทำอะไร
Speaker D
มาคุยกันมาบอกกัน ซึ่งเชื่อว่าวิธีการเนี้ยที่เราเปลี่ยนมา
Speaker D
มันมันทำให้การซ้อมหลีดจุฬาเปลี่ยนไปจากเดิมมากๆ
Speaker D
คุยกันได้พูดกันได้ เพื่อที่จะปรับการซ้อมเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ออกมาสุดท้ายแล้วมันยังดีเหมือนเดิม
Speaker E
ความรู้สึกตอนนี้สำหรับการเป็นพี่ปีแรกก็
Speaker E
ตอนแรกแรกเลยอ่ะคือรู้สึกตื่นเต้น
Speaker E
แต่ตอนนี้ด้วยความที่มันก็ผ่านมาสักระยะนึงแล้วก็รู้สึกว่าเออทุกๆ อย่างมันก็เริ่มลงตัวแล้ว
Speaker E
แต่ว่ามันมีความกดดันอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าแบบเราต้องทำให้น้องออกมาดีที่สุด
Speaker E
เหมือนที่แบบว่าพี่เคยทำให้เราอะไรเงี้ย
Speaker E
ก็เลยแอบรู้สึกกดดันนิดหน่อยเพราะว่า
Speaker E
เราไม่เคยอยู่ในฐานะคนสอนอะไรเงี้ย
Speaker E
ก็เลยรู้สึกว่าแบบยากทุกวัน เพราะว่ารู้สึกว่า
Speaker E
แต่ละวันมันก็ไม่เหมือนกัน วิธีการสอนน้องแต่ละวัน
Speaker E
ดีลกับน้องแต่ละวันมันก็ไม่เหมือนกันอะไรเงี้ย
Speaker E
ก็เลยรู้สึกว่าก็ยังเป็นเรื่องอะไรสนุกๆ ตื่นเต้น
Speaker E
ทุกวัน
Speaker E
รู้สึกว่าเออวันนี้มาซ้อมน้องจะเจออะไรนะ
Speaker E
น้องจะเป็นยังไงบ้าง
Speaker E
เพราะแบบทุกๆ อย่างมันเกิดได้ทุกวันแบบมันไม่ซ้ำกันเลยแต่ละวันอะไรเงี้ย
Speaker E
บางทีแบบรู้สึกว่าตัวเองวางแผนการซ้อมมาดีแล้วอ่ะ มันหน้างานมันอาจจะต้องเปลี่ยนก็ได้อะไรเงี้ย
Speaker E
บางทีมันก็แบบต้องใช้แบบศิลปะในการสอนน้องขั้นสูงมากๆ เหมือนกัน
Speaker F
แรกๆ เลยผมว่ามันยากมาก
Speaker F
หมายถึงแบบ 75 มันมีคนที่เหมือนเป็นหลีดตอนปี 1
Speaker F
แล้วพอปี 2 ต้องเป็นพี่
Speaker F
หรือแบบผมเองเงี้ยผมยังไม่ได้เรียนจบ
Speaker F
ช่วงอายุเรากับน้อง 76 อ่ะมันใกล้กันมาก
Speaker F
ในขณะที่เหมือนเราตอนอยู่กับพี่ๆ ตอนที่เราเป็น 75 อ่ะครับ
Speaker F
คือพี่เขาโตกว่าเรามาก
Speaker F
เรารู้สึกว่าเราต้องฟังเขาอยู่แล้ว
Speaker F
พี่ทุกคนคือแบบอยู่กับงานบอลมานาน
Speaker F
แล้วก็จะรู้สึกว่าวิธีการที่เราทรีทพี่หรือแบบเรารู้สึกกับพี่มันเป็นแบบนึง
Speaker F
แต่พอปีเนี้ย 76 ก็มีหลายๆ คนที่อยู่ปี 4 อยู่แบบรุ่นเดียวกับผมเลย
Speaker F
ซึ่งหลายคนอ่ะโตกว่า 75 บางคนอีก
Speaker F
มันเลยทำให้เหมือนแบบแรกๆ ก็วางตัวกันไม่ค่อยถูกว่าแล้วเราจะแบบต้องวางตัวยังไง
Speaker F
เราต้องทรีท 76 แบบขนาดไหนเหมือนแบบเป็นน้องขนาดนั้นมั้ย
Speaker F
หรือว่าเราทรีทเขาเป็นเพื่อน
Speaker F
หรือว่าเราต้องแบบพูดว่ายังไงอะไรเงี้ย
Speaker F
มันมันยากมากตอนแรกๆ แบบเรา
Speaker F
หาวิธีการวางตัวกันแบบงงๆ
Speaker F
แต่พอผ่านไปสักพักมันก็เริ่มแบบจับทางถูกอะไรเงี้ยครับ
Speaker F
คือขณะเดียวกันเราก็เข้าใจ 76 ว่าแบบความรู้สึกของการซ้อมหลีดครั้งแรกอ่ะ
Speaker F
มันแบบมันงงๆ มันแบบมันมันก็ทำตัวไม่ถูก
Speaker F
มันก็ต้องมีความยากในการปรับตัวอะไรเงี้ย
Speaker F
ช่วงใกล้ๆ งานบอล 75 เราโดนเทรนมาหมดแล้ว แล้วก็จะรู้สึกว่าแบบ
Speaker F
เออเราต้องทำให้ได้ควอลิตี้นี้
Speaker F
แล้วช่วงแรกที่เราสอนน้องอ่ะมันก็จะมีบางครั้งที่เรารู้สึก expect ว่าแบบเขาต้องทำให้ได้เหมือนเราวันงานบอล
Speaker F
ซึ่งแบบจริงๆ มันเป็นไปไม่ได้
Speaker F
มันมันเพิ่งจะวีคแรกอะไรเงี้ย
Speaker F
แต่พอเราเป็นพี่ปุ๊บเราเห็นรีแอคชั่นของแบบ 76 ทุกคนอ่ะ
Speaker F
เราบางคนคือ
Speaker F
ผมแบบ
Speaker F
ไหวจริงเหรอ
Speaker F
รอดใช่ป่ะแบบเฮ้ยเราเราต้องทำยังไงดีอะไรเงี้ย
Speaker F
แล้วเหมือนแบบบางคนมันมาไม่พร้อมกัน บางคนช่วงแรกๆ ซนมาก
Speaker F
แบบเหมือนเหมือนเขาต้องปรับตัวเยอะอะไรเงี้ย
Speaker F
เราก็ลุ้นมากว่าแบบจะไหวไม่ไหวจะไหวไม่ไหว
Speaker F
มีหลายรอบมากที่แบบปรึกษากับพี่ๆ โตๆ ว่าแบบทำยังไงดีอะไรเงี้ย
Speaker F
พี่ๆ เขาก็ให้คำแนะนำมาว่าแบบเออแบบรอด
Speaker F
ต้องต้องใช้เวลาแบบนี้
Speaker F
ต้องค่อยๆ ปรับอย่างงี้
Speaker G
เรื่องที่หลายคนไม่รู้ หรือว่าอาจจะไม่เข้าใจเกี่ยวกับหลีดจุฬา
Speaker G
ก็คือหลีดจุฬาทำงาน 2 ปี
Speaker G
ซึ่งมันต่างกันแบบสิ้นเชิงเลย
Speaker G
ปีที่เป็นน้องคนอาจจะเรียกว่าเป็นเบื้องหน้า
Speaker G
แต่พอผ่านไปแค่ปีเดียวต้องมาเป็นเบื้องหลังแบบเต็มที่
Speaker G
ก็คือเราเรียกกันว่าพี่ปีติด
Speaker G
ซึ่งพี่ปีติดเนี่ยจะเริ่มตั้งแต่ตอนทำงานคัด
Speaker G
ก็คือเป็นคนคัดน้องมา
Speaker G
แล้วก็เป็นผู้ฝึกสอนหลัก
Speaker G
แต่มันไม่ใช่แค่นั้น
Speaker G
มันคือการดูแลความสุขสบายของน้องๆ เตรียมเรื่อง PR
Speaker G
คือจากคนที่ไม่รู้อะไรเลย ต้องมารู้เรื่องการทำคอนเทนต์ การเป็น AE คุยกับสปอนเซอร์ การดีลกับผู้ใหญ่ ทำเรื่องเอกสาร
Speaker G
เป็นภาระของพี่ปีติดทั้งหมด
Speaker G
ซึ่งหลายคนไม่ได้รู้อยู่แล้ว
Speaker G
แต่มันเป็นจุดที่ต้องทำและส่งต่อ มันคือการเสียสละ
Speaker G
ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำ หรือเคยคิดว่าทำไม่ได้
Speaker G
ในอีกเวย์นึง
Speaker G
ตอนเป็นน้องอาจจะเคยคิดว่าเต้นไม่ได้
Speaker G
จะทำยังไงให้สวยแบบพี่
Speaker G
พอเป็นพี่ งานที่ไม่เคยทำ การยกกล้องถ่าย การตัดต่อคอนเทนต์ การทำต่างๆ
Speaker G
อาจจะเคยคิดว่าทำไม่ได้
Speaker G
แต่พอเป็นพี่อ่ะมันต้องทำเพื่อให้น้องได้สิ่งที่แบบดีที่สุด
Speaker G
อย่างโค้ชเป็นรุ่น 73 เนาะ
Speaker G
ตอนเป็น 73 เรียนปี 3 พอขึ้นปี 4 ก็ทำรุ่น 74
Speaker G
ก่อนที่จะหายไป 5 ปี
Speaker G
ตอนนั้นเราก็เหมือนทำตามที่พี่ๆ ส่งทอดมาว่า
Speaker G
เออ มันควรจะเป็นอย่างงี้ มันควรจะเป็นแบบนั้น
Speaker G
มันก็จะมีมีความเข้มของมัน
Speaker G
เห็นได้จาก 74 74 ก็จะวินัยดี หลายคนเข้าวงการไปก็ได้รับฟีดแบ็กว่า
Speaker G
หลีดจุฬาสอนมาแล้ววินัยดีแน่นอนในการแบบว่าไปทำงานต่างๆ ที่แบบมีคนเยอะๆ อะไรเงี้ย
Speaker G
ซึ่งเมื่อก่อนก็เชื่อแหละว่าเพรสเชอร์อย่างเนี้ยมันช่วยพุชคน
Speaker G
มันช่วยทำให้คนคนนึงหรือคนกลุ่มนึงมันดีขึ้นได้ในเวลาอันสั้น
Speaker G
แบบที่ไม่มีวิธีอื่นทำได้
Speaker G
แต่พอได้มาทำ 75 76 มีการคุยกันใหม่หลังจากหายไป 5 ปีอ่ะ
Speaker G
เออ เราก็รู้สึกว่าหรือมันมีวิธีอื่นๆ ที่สามารถทำได้
Speaker G
นอกเหนือแค่การใช้เพรสเชอร์ ด้วยความที่พี่ๆ ก็แยกย้ายกันไปเติบโตมากขึ้นอีก 5 ปีอ่ะ
Speaker G
พอกลับมาทำมันก็มีมุมมองต่อโลกที่เปลี่ยนไป
Speaker G
มีมุมมองที่พร้อมจะ approach น้องที่ห่างออกไปอีก 5 ปี 10 ปีเปลี่ยนไปด้วย
Speaker G
ซึ่งกลายเป็นว่าพอปรับแล้วอ่ะมันก็ได้มุมการซ้อมที่ดีขึ้น
Speaker G
ได้น้องที่แบบมีความสดใสมีความไลฟ์ลี่มากขึ้น
Speaker G
เราก็เลยเห็นว่าเออจริงๆ มันไม่ต้องใช้เพรสเชอร์อย่างเดียวก็ได้ มันมีวิธีอื่นๆ ที่รวมกัน
Speaker G
เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี อาจจะดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำ
Speaker B
ที่ไม่เหมือนกันแล้วกัน
Speaker B
อาจจะด้วยเป็นแบบแผนการซ้อมที่ไม่เหมือนกันแน่ๆ ซึ่งคิดว่าแบบปัจจุบันเนี้ยก็ดีกว่า
Speaker B
เพราะว่ามีการวางตารางมาว่าแต่ละวันเนี่ยเราอยากได้
Speaker B
อะไร จุดประสงค์เราอ่ะคืออะไร
Speaker B
เพื่อให้หนองทำได้
Speaker B
เมื่อก่อนมันอาจจะเลือนลาง ตอนนี้เจนเนี้ยก็อาจจะชัดเจนกว่า
Speaker B
คิดว่าเป็นเป็นข้อดีแล้วกัน
Speaker B
แต่คิดว่าข้อเสียของความต่างระหว่างเจนอ่ะคือความเข้าใจไม่เท่ากัน
Speaker B
ที่อาจจะโตมาในเจนที่มันไม่เหมือนกันน่ะมันเลยทำให้พื้นฐานความเข้าใจว่า
Speaker B
เราทำสิ่งนี้เพราะอะไรอ่ะ
Speaker B
เลยไม่เท่ากัน
Speaker B
ความทุ่มเทอยู่ที่ความเข้าใจ เราอาจจะถูกมาแบบเข้มงวดกว่า ไม่ได้มีโซเชียลมีเดียนู่นนี่อะไรอย่างเงี้ย
Speaker B
มันอาจจะทำให้เราอ่ะไม่ซับซ้อนมากกว่า ไม่ได้ตั้งคำถาม
Speaker B
พี่พูดอะไรมาเราก็แค่รู้สึกว่าเออมันคืออันนี้แหละ
Speaker B
แล้วเราอ่ะเลือกที่จะทำสิ่งเนี้ยแล้วเราก็ให้ใจ
Speaker B
มันมันเลยอาจจะดูง่ายกว่า
Speaker B
แต่คือน้องๆ อ่ะเราไม่ได้มองว่าเขาไม่ให้ใจเราแต่คือเขาแค่มีคำถามมากกว่าเรา
Speaker B
เพราะว่าเขาอาจจะมีหลายๆ อย่างที่เขาเห็นที่สมัยก่อนไม่มีอย่างเงี้ย
Speaker B
มันเลยทำให้เขาอาจจะ มีคำถามในใจ
Speaker B
ที่เราอาจจะตอบเขาได้ยังไม่ตรงพอ
Speaker B
มากกว่า
Speaker B
รู้สึกแบบทำไมกูไม่เกิดช้าหน่อย
Speaker B
จะได้เจออะไรที่มันมีเหตุผลหน่อยอะไรอย่างเงี้ย
Speaker B
แต่ว่ารวมๆ แล้วก็จะรู้สึกว่าก็คงดีอ่ะ
Speaker B
คือรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเราก็ต้องพัฒนา
Speaker B
พัฒนาดีไม่ดีไม่มีใครรู้
Speaker B
เพราะฉะนั้นแล้วอ่ะมันก็มีสิ่งที่เรารองกับ 74 75 มา
Speaker B
แล้วมันก็อาจจะไม่เวิร์ค
Speaker B
แล้วเราก็เอามา adapt
Speaker B
มองว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องปกติของการเติบโตที่มันจะต้องหาวิธีทำงานกันไปเรื่อยๆ
Speaker B
วิธีอาจจะไม่เวิร์คก็เอาข้อเสียมาดูว่า
Speaker B
ไม่เวิร์คเพราะอะไร
Speaker B
แล้วก็ปรับกันไป
Speaker B
เราคิดว่า
Speaker B
มันเหมือนเบบี้บูมอ่ะเลี้ยงลูก
Speaker B
เด็กเจนวายเลี้ยงเจน Z หรืออัลฟ่าอะไรอย่างเงี้ย
Speaker B
เราคิดว่ามันไม่เหมือนกัน
Speaker B
เพราะว่าสมัยก่อนน่ะเหมือนพ่อแม่เราที่ทำเป็นเบบี้บูมอย่างเงี้ย เขาไม่คิดเล็กคิดน้อย
Speaker B
เขาไม่มานั่งคิดดีเทลอยู่แล้ว
Speaker B
แต่เขามีเป้าหมายให้เรา เขารักเรา
Speaker B
เขาคิดดีอยู่แล้ว
Speaker B
เราอ่ะพูดเติบโตมาโดยการที่ตั้งคำถามไม่ได้เพราะว่าเขาไม่มีเวลาจะตอบเราด้วยซ้ำ
Speaker B
เออ
Speaker B
สมัยเราเนาะ
Speaker B
มันก็เลยทำให้พอมาเป็นเจนเนี้ยมันไม่เหมือนกัน เพราะว่าเราที่เป็นแบบเจนวายอย่างเงี้ย
Speaker B
เราก็จะไม่ทำในสิ่งที่เราไม่ชอบ หรือเราอาจจะอยากทำที่ดีขึ้น
Speaker B
มันก็เหมือนการทำงานปกติ
Speaker B
อย่างที่เหมือนที่บอกไปเมื่อกี้ก็คือ
Speaker B
เราก็แค่เจอไม่ชอบก็ไม่ทำ
Speaker B
แล้วก็พัฒนาไปเรื่อยๆ
Speaker B
มีตัวอย่างมั้ย
Speaker B
อ๋อ ยกตัวอย่างได้เหรอ
Speaker B
ก็กระดิกนิ้วก็ไปวิ่งอะไรเงี้ย
Speaker B
กระดิกนิ้วเท้า
Speaker B
ก็ไปวิ่ง
Speaker B
ซึ่งแบบใส่รองเท้า
Speaker B
เห็น
Speaker B
เออ ใส่รองเท้าได้ไงอ่ะ
Speaker B
ใส่รองเท้าวิ่งอ่ะ
Speaker B
แต่แบบกระดิกนิ้วเท้าก็แบบกระดิกนิ้วเท้าไปวิ่งอย่างงี้
Speaker B
คือแบบ
Speaker B
เหรอ ก็ได้
Speaker B
ก็ได้
Speaker B
ซึ่งจริงมั้ย
Speaker B
จริง
Speaker B
ทั้งหมดทั้งมวลนี้สาบานว่าไม่โกหกเลย
Speaker A
ดรีมว่าถ้าเป็นฟิสิคอลอ่ะโอเค
Speaker A
แต่ว่าถ้าเกิดเป็นเรื่องของอารมณ์แรกๆ ก็ค่อนข้างค่อนข้างหนักหน่วง
Speaker A
สำหรับบางคน ที่แบบว่าค่อนข้างจะเบรกดาวน์นิดนึง
Speaker A
มีการร้องร้องไห้ไปเต้นไปเหมือนกันช่วงแรกๆ
Speaker A
แต่ว่าเหมือนน้องก็พยายามจะดีลตัวเอง
Speaker A
ดีลกับตัวเองมามากขึ้น ต่อให้น้ำตาไหลก็ยังทำอยู่
Speaker A
อะไรอย่างงี้
Speaker A
แต่ตอนนี้ก็น้อยลง
Speaker A
อาจจะปรับตัวไม่ได้
Speaker A
ดรีมว่าเหมือนคาดหวังมาแล้วว่าจะเหนื่อยแต่เหนื่อยกว่าบียอนด์ไปอีกอ่ะ
Speaker A
กว่าที่คาดหวัง ซึ่งดรีมว่ามันเป็นปกติ
Speaker A
มีเมฆปกคลุมบนหัวตั้งแต่ตั้งแต่มา
Speaker A
แบบความสดใสในวันไฟนอลหายไป
Speaker A
ทุกคน
Speaker A
ขอพูดเป็นคนที่รอดดีกว่า
Speaker A
จะมีมายที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง
Speaker A
ทั้งร่างกายและจิตใจ
Speaker A
กิกิที่ใจสู้มาก
Speaker A
พี่แก้อะไรคือได้ค่ะ ได้ค่ะไปก่อน
Speaker A
ทำได้มั้ยไม่รู้แต่หนูตอบได้ค่ะ
Speaker A
ไปไปที่ผู้ชายเลย ผู้ชายเนี่ยป้าซิง
Speaker A
ด้วยความที่ชีน่าจะเป็นเด็กแบบเด็กคิดบวกเด็กอารมณ์ดีนิดนึงตามคาแรคเตอร์
Speaker A
ชีจะไม่คิดเยอะเวลาซ้อม ก็คือมาซ้อมพี่สั่งก็ทำอะไรอย่างงี้
Speaker A
แทนคุณเนี่ยมีความสู้แต่ว่าจะมีความแบบคิดเกี่ยวกับเพื่อนเยอะ
Speaker A
แต่ว่าชีสู้ ชีสู้ ชีอยากแบบให้รุ่นที่ไปได้กันได้
Speaker A
โอโซนก็โอเคดูมีความอดทนแต่ว่าก็จะดูรู้ว่าดื้อแหละ
Speaker A
แต่ว่าก็ไม่ได้แสดงอาการมากต่อหน้าดรีมแล้วกัน
Speaker A
จริงๆ ผู้ชายอ่ะไม่เชิงเป็นแบบ sadness ขนาดนั้นแต่ว่าเป็นฟีลแบบ
Speaker A
งอแงทำไม่ได้อย่างที่บอกแบบทิ้ง
Speaker A
แต่ถ้า sadness คือคนเลยช่วงแรกๆ อีก 2 คนผู้ชายคือพีทกับอาร์ม
Speaker A
คือไม่เอาแล้วคือไม่ไหวแล้วคือไปเลย
Speaker A
คือลอยไปไกลแล้ว แบบพี่พยายามดึงกลับมาแล้วแต่
Speaker A
ยากมาก
Speaker A
เปรียบเทียบกับตัวเอง ตอนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว
Speaker A
แล้วก็ตอนทำ 75 ปีที่แล้ว กับ 76 ตอนนี้
Speaker A
ตอนนั้นเหนื่อยมากอ่ะ
Speaker A
ดรีมดาวน์มากอ่ะ
Speaker A
ดรีมดิ่งเลยอ่ะ
Speaker A
แบบที่บอกว่าน้องมีเมฆบนหัวคือดรีมเป็นอย่างงั้นน่ะ
Speaker A
ดรีมเคยผ่านมาแล้ว ดรีมเลยรู้ว่าเลยเข้าใจความรู้สึกนั้น
Speaker A
แต่คือตอนนั้นคือมันมากกว่านี้แบบ
Speaker A
ทั้งระยะเวลาการซ้อมอ่ะ ที่น้องซ้อมแค่แบบ
Speaker A
รุ่นที่แล้ว 60 ใช่ป่ะ
Speaker A
รุ่นดรีมซ้อม 111
Speaker A
ดรีมร้องไห้ทุกวัน
Speaker A
แบบทุกวันจริงๆ อ่ะ
Speaker A
ดรีมงอแงมาก
Speaker A
ดรีมไม่เคยบอกที่ไหนเลยนะว่าก่อนดรีมจะก้าวเข้าสนามอ่ะ แม่ดรีมแทบจะลากดรีมเข้าสนามอ่ะ
Speaker A
ทั้งระยะเวลาการซ้อมแล้วก็ทั้งวิธีการซ้อม ความหนักอะไรอย่างเงี้ย
Speaker A
มันแทบจะคูณ 2 ไปเลยอ่ะ
Speaker A
ตอนนั้นมันเลยเหมือนแบบดรีมทำใจไว้แล้วว่ามันจะเหนื่อย
Speaker A
แต่ตอนนี้คือมันเหนื่อยกว่าที่ทำใจมามันเลยแบบช็อกอ่ะ
Speaker A
ทั้งร่างกายแล้วก็ทั้งจิตใจอ่ะเหมือนแบบร่างกายมันไม่ค่อยได้มันไม่ค่อยๆ พัฒนาขึ้น
Speaker A
แต่มันแบบปุ้งอยู่ต้องทำให้ได้เลยอะไรอย่างงี้
Speaker A
มันก็เลยแบบอุ๊ ร่างกายก็เจ็บใจก็ไม่ไหวแล้วอะไรอย่างงี้
Speaker A
ตอนนั้นก็เลยแบบยากไปหมดเลย
Speaker A
ส่วนเมื่อปีที่แล้วที่เรามีการปรับหลายๆ อย่างให้มันเข้ากับยุคให้มันเข้าน้องมากขึ้นอ่ะ
Speaker A
ดรีมรู้สึกว่ามันดีกับน้องมากขึ้นนะทั้งร่างกายแล้วก็จิตใจ
Speaker A
แต่ว่าเสี้ยวหนึ่งของหัวใจเล็กๆ
Speaker A
เสี้ยวหนึ่งของหัวใจมันก็รู้สึกว่า
Speaker A
อืม อิจฉาน้อง
Speaker A
แบบ
Speaker A
อืม
Speaker A
อิจฉาจัง
Speaker A
เข้าใจ
Speaker A
เข้าใจทั้งหมด
Speaker A
เข้าใจถึงวิธีการเข้าใจเหตุผลเข้าใจทุกอย่างที่พี่ทำที่เราทำให้น้อง
Speaker A
แต่ก็อดอิจฉาไม่ได้
Speaker A
อดน้อยใจไม่ได้
Speaker A
คือเอาจริงๆ พอเป็นน้องอ่ะมันคือสิ่งที่เราแบบพร้อมที่จะทรีทแล้วก็แบบ
Speaker A
ไปน้อง
Speaker A
แต่พอเป็นพี่ที่มันมันไม่รู้จะรุ่นติดมั้ย
Speaker A
หรือมันจะเป็นพี่ที่โตที่มันจะดูแลน้องอ่ะ
Speaker A
มันเหนื่อยกว่ามากเลยอ่ะ
Speaker A
มันไม่ใช่แค่ซ้อมแต่คือมันต้องทำทุกอย่าง
Speaker A
แล้วมันก็ต้องมันก็ต้องคุยกับพี่ซึ่ง
Speaker A
ซึ่งบางทีมันคือการทะเลาะอ่ะ
Speaker A
มันก็เลยแบบมันหลายความรู้สึกมากบางทีมันก็รู้สึกว่าไม่เอาแล้วไม่ทำแล้วไม่อยากทำแล้ว
Speaker A
ทำไมเราไม่ได้อย่างงี้บ้าง
Speaker A
อืม พี่โอ๋น้องจัง
Speaker A
ทำไมเราไม่ใช่น้องพี่แล้วหล่ออะไรอย่างงี้
Speaker A
แบบ
Speaker A
อืม น้องได้อันนี้ด้วย
Speaker A
เราไม่เห็นได้เลย
Speaker A
ดรีมว่าถ้าพูดตอนนี้ 75 ก็จะยังไม่เข้าใจ
Speaker A
แต่ว่าถ้า 75 ได้ดู
Speaker A
อืม
Speaker A
ดรีมว่าการเป็นพี่อ่ะหมายถึงว่าน้อยใจอ่ะเป็นเรื่องปกติ
Speaker A
มันเป็นอารมณ์เรา
Speaker A
เราห้ามไม่ได้
Speaker A
แต่ว่าดรีมว่าถ้าเรารู้ตัวเร็วอ่ะโอเคเรารู้ตัวนะว่าเราน้อยใจอยู่
Speaker A
แต่เราก็สามารถเข้าใจตัวเองได้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงน้อยใจ
Speaker A
แต่ดรีมว่า 75 ตอนเนี้ยอาจจะยังไม่เข้าใจทั้งหมดแหละ
Speaker A
อยากบอก 75 ว่า
Speaker A
ฮึ้ย
Speaker A
เหมือนที่เคยบอกอ่ะ
Speaker A
แบบว่ารัก 75 มากจริงๆ แล้วอ่ะแค่ไม่ได้ค่อยพูด
Speaker A
แล้วก็ต่อให้ 75 จะมี 76 อ่ะ 75 ก็จะมีดรีมเหมือนกัน
Speaker A
เพราะฉะนั้นอะไรที่น้อยใจ อะไรที่ยังไม่เข้าใจตอนนี้อ่ะ
Speaker A
เราเชื่อว่าถ้า 75 ได้เป็นพี่อีกปีนึงแล้วได้ทำงานอ่ะ
Speaker A
75 จะเข้าใจมากขึ้น
Speaker A
จะเข้าใจเราแล้วก็จะเข้าใจพี่ๆ ทุกคนมากขึ้น
Speaker A
อยากให้ อยู่ด้วยกันอย่างงี้ก่อน
Speaker A
แล้วแล้วน้องน่าจะเข้าใจพี่ๆ
Speaker A
แล้วก็เข้าใจเราแล้วก็รักน้อง
Speaker A
มากๆ จากใจจริง
Speaker A
แบบที่เรารัก
Speaker C
ในยุคเก่าอ่ะมันคือมันคือการซ้อมแบบหนักจริงๆ อ่ะ หนักแบบ
Speaker C
ใช้คำว่าอะไรดีอ่ะ ป่าเถื่อน
Speaker C
หนักแบบไม่คิดชีวิตอ่ะ
Speaker C
ผลที่ได้รับอ่ะมันคืออาการบาดเจ็บ
Speaker C
สภาพร่างกายที่มันที่มันเกินลิมิตของของบางทีอาจจะเป็นเรื่องของมนุษย์
Speaker C
หรือสภาพจิตใจที่เอ่อมันมันลงลึกไปถึงเป็นบาดแผลทั้งจิตใจอะไรอย่างเงี้ย
Speaker C
หลายๆ อย่างพอเราโตขึ้นเนาะสมัยนั้นเราเด็กแหละก็ยอมรับ
Speaker C
แล้วแล้วแล้วสังคมอ่ะมันก็ยังไม่ได้ตื่นรู้ขนาดนั้นเนาะ
Speaker C
เราถูกปลูกฝังมาแบบนี้เราก็ทำตาม
Speaker C
พอเราโตขึ้นเรามองย้อนกลับไปอ่ะไม่ใช่แค่น้องที่ซัฟเฟอร์นะ
Speaker C
คนสอนอ่ะก็ซัฟเฟอร์นะ
Speaker C
แล้วทำไมถึงต้องใช้วิธีนี้ล่ะ
Speaker C
บางเหตุการณ์ที่มันแบบเทิร์นนิ่งพอยต์มากๆ อ่ะก็อย่างเช่นพี่ใหญ่มากๆ อ่ะ
Speaker C
คือตอนเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว
Speaker C
ตอนปี 70
Speaker C
มันเกิดเหตุการณ์ที่ว่าน้องที่ที่ปัสสาวะสีผิดปกติ
Speaker C
สีเข้มผิดปกติเป็นสีน้ำตาลอะไรอย่างเงี้ย
Speaker C
ณ วันนั้นก็ไม่มีใครรู้หรอกมันคืออะไรนึกออกมั้ย
Speaker C
น้องก็ไปหาหมอ
Speaker C
ไปตรวจปัสสาวะ ปรากฏว่ามันคือ CPK
Speaker C
มันคือออกกำลังกายหนักเกินไปจนกล้ามเนื้อสลายลงไปที่ไต ซึ่งเลเวลที่น้องเป็นอ่ะคือ
Speaker C
ก็อันตรายขนาดที่อาจจะไตวายได้
Speaker C
ฮึ่ย
Speaker C
นึกออกมั้ย เพราะว่าสมัยนั้นต้องบอกว่า
Speaker C
สมัยนั้นน่ะวิทยาศาสตร์การกีฬา มันไม่ได้แพร่หลายขนาดทุกวันนี้นะ
Speaker C
ทุกวันนั้นคนยังไม่เข้าใจเรื่องการกินเวย์เลย
Speaker C
ยังไม่รู้เลยว่าการออกกำลังกายที่ถูกต้องคืออะไรอะไรอย่างเงี้ย
Speaker C
พอเราได้รู้ว่าเราก็เลยแบบรีบปรึกษาพี่ๆ หมอที่เรารู้จักว่า
Speaker C
สิ่งนี้คืออะไร
Speaker C
มันคือยังไง
Speaker C
พอเรารู้แล้วว่าเฮ้ยอันตราย
Speaker C
เราก็เลยให้น้องอ่ะไปตรวจให้หมดเลย
Speaker C
ปรากฏว่าค่า CPK สูง 8 คนถึง 9 คน
Speaker C
ที่ไปถึงจุดที่ที่ต้องแอดมิท
Speaker C
เป็นเรื่องใหญ่โตเหมือนกัน เพราะว่าพูดตรงๆ อ่ะเราเองก็ช็อก
Speaker C
เพราะเราไม่รู้มันช็อกด้วยความไม่รู้เนาะ
Speaker C
เพราะว่าเราทำมานานแล้วมันไม่เคยมีปัญหาใช่ไหม
Speaker C
ซึ่งมันไม่ได้แปลว่าทำมานานจะไม่มีปัญหาถูกป่ะ
Speaker C
อันนี้ก็เป็น learning เหมือนกันในในยุคนั้น
Speaker C
ก็เกิดการพูดคุยกันเกิดขึ้น
Speaker C
คุยจริงจัง
Speaker C
คุยทั้งสายวิทยาศาสตร์การกีฬา คุยทั้งกับอาจารย์ คุยทั้งกับหมอ
Speaker C
มีการแบบรวมหัวกันเลยว่าเราทำไม่ถูกอยู่หรือเปล่า
Speaker C
สิ่งที่มันเกิดขึ้นมันมันใช่หรอ นึกออกมั้ย
Speaker C
ก็ตั้งคำถามกันเยอะ
Speaker C
ก็ก็อันนั้นน่ะเป็นเทิร์นนิ่งพอยต์ที่ใหญ่ที่สุดทำให้เราอ่ะยิ่งต้องกลับมาดูเลยว่า
Speaker C
ไอ้สิ่งที่เราทำอ่ะมันใช่หรือเปล่า
Speaker C
ไม่แปลกใจนะว่าหลายๆ คนจะมาบอกว่า
Speaker C
ยังทำอะไรเดิมๆ อยู่เลย
Speaker C
ซึ่งเราแฮปปี้นะ
Speaker C
เพราะว่าคนยังรู้สึกว่านี่ยังคือหลีดจุฬาอยู่
Speaker C
ยังไม่ได้เสียตัวตนของการหลีดจุฬาไป
Speaker C
แต่ถ้าทีมหลังบ้านเองเราจะรู้ว่าอ๋อเนี่ยไม่ใช่หลีดจุฬาแบบเดิมแล้ว
Speaker C
วิธีการทำงานเราเปลี่ยนหมด
Speaker C
มายด์เซ็ตที่เรามองต่อต่องานของเราเอง
Speaker C
แม้กระทั่งการฝึกซ้อมที่เราคุยกันมาว่า
Speaker C
อุ๊ยเราเปลี่ยนแล้วอะไรอย่างเงี้ย
Speaker C
เพราะว่าเรามองไปที่เป้าหมายใหม่ว่าหลีดจุฬาในยุคปัจจุบันจะต้องเป็นยังไง
Speaker C
เราว่าปีที่แล้วอ่ะเราทำก็ทำไว้ได้ดีประมาณนึง
Speaker C
ปีที่แล้วอ่ะเราพรูฟกับตัวเองแหละว่ายังอยู่
Speaker C
และยังอยู่ได้
Speaker C
แล้วอยู่ได้ดีด้วย
Speaker C
มันยังมีคนที่สนใจอยู่
Speaker C
มันแค่หายไป 5 ปี
Speaker C
มันแค่ไม่มี
Speaker C
พอกลับมาปุ๊บอุ๊ยมันยังมีคนที่รอติดตามเราอยู่นะ แล้วเราสามารถนำเสนอในมุมใหม่ๆ ให้เขาเห็นได้
Speaker C
โดยที่เขาไม่รู้สึกว่านี่คืออะไรแปลกปลอมของหลีดจุฬา
Speaker C
ซึ่งเราเราเราว่าเราก็ประสบความสำเร็จ
Speaker C
นะ ถ้าถ้าคนจะบอกว่าทำไมหลีดจุฬายังทำอะไรเดิมๆ อยู่เลย
Speaker C
ในมุมเราเราฝั่งนึงเราแฮปปี้นะว่าเขายังรู้สึกว่าเป็นหลีดจุฬาอยู่ไง
Speaker C
แต่ในมุมนึงเรารู้สึกว่าอ้าวแต่ว่าเรายังอยู่ไง
Topics:หลีดจุฬาฯซ้อมหนักงานบอลจุฬาการฝึกซ้อมเชียร์พี่ปีติดการสอนหลีดความอดทนวินัยการพัฒนาทีมเพรสเชอร์ในการซ้อม
![ผิดหวังตั้งแต่งานแรกในฐานะลีดจุฬาฯ [CUCL UNCUT] EP.3 — Transcript](https://i.ytimg.com/vi/3HBH3Jv-GNA/maxresdefault.jpg)




![[Ep1] ลัลล์ไม่ชอบไวน์ Enemies With Benefits | ฝ่ายขาย ก… — Transcript](https://i.ytimg.com/vi/6teQ8eAcF7o/maxresdefault.jpg)





