Skip to content

ซ้อมหนักแบบป่าเถื่อน! เจาะลึกเบื้องหลังการฝึกซ้อมของลีดจุฬาฯ [CUCL UNCUT] EP.2

เจาะลึกเบื้องหลังการซ้อมหนักของหลีดจุฬาฯ ที่ต้องใช้ความอดทนและพัฒนาวิธีการสอนอย่างมีเหตุผล

Ask about this video. Answers come from its transcript only — with the timestamp, so you can check them.

Generated from the transcript and can be wrong — check the timestamp.

Key Takeaways

  • การซ้อมหลีดจุฬาฯ ต้องใช้ความหนักและความอดทนสูงมาก
  • วิธีการซ้อมและสอนมีการพัฒนาไปสู่การใช้เหตุผลและการสื่อสารที่ดีขึ้น
  • บทบาทของพี่ปีติดมีความสำคัญมากทั้งในด้านการฝึกสอนและการบริหารจัดการ
  • ความแตกต่างของเจนเนอเรชันส่งผลต่อวิธีการทำงานและความเข้าใจในทีม
  • การลดการใช้เพรสเชอร์และเพิ่มวิธีการที่หลากหลายช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

What the video covers

  • หลีดจุฬาฯ ซ้อมหนักมากจนถึงขั้นตรวจพบ CPK ซึ่งแสดงถึงการออกกำลังกายหนักเกินไป
  • งานบอลต้องใช้ความอดทนและความแข็งแรงทั้งร่างกายและกล้ามเนื้ออย่างมาก
  • มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการซ้อมจากเน้นความหนักเป็นการซ้อมที่มีเหตุผลและพูดคุยกันมากขึ้น
  • พี่ปีแรกมีความกดดันสูงในการสอนและดูแลน้องๆ ที่มีความแตกต่างกันในแต่ละวัน
  • หลีดจุฬาทำงานเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยปีแรกเป็นเบื้องหน้าและปีที่สองเป็นเบื้องหลังที่ต้องดูแลหลายด้าน
  • การทำงานเบื้องหลังรวมถึงการคัดเลือกน้อง การทำคอนเทนต์ และการประสานงานกับสปอนเซอร์
  • มีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดการใช้เพรสเชอร์ในการซ้อม โดยเน้นวิธีการที่หลากหลายและสร้างสรรค์มากขึ้น
  • ความแตกต่างระหว่างเจนเนอเรชันทำให้เกิดความเข้าใจและวิธีการซ้อมที่ต่างกัน
  • น้องๆ มีคำถามและต้องการเหตุผลมากขึ้น ต่างจากรุ่นก่อนที่เน้นทำตามโดยไม่ตั้งคำถาม
  • การพัฒนาวิธีการซ้อมและการสอนทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและเหมาะสมกับยุคสมัยมากขึ้น

Answers

Questions about this video

หลีดจุฬาฯ ซ้อมหนักขนาดไหน?

หลีดจุฬาฯ ซ้อมหนักมากจนถึงขั้นตรวจพบ CPK ซึ่งแสดงว่าการออกกำลังกายหนักเกินไปจนกล้ามเนื้อสลายและส่งผลต่อไต แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทและความเข้มข้นในการซ้อมอย่างแท้จริง

พี่ปีติดในหลีดจุฬาฯ มีหน้าที่อะไรบ้าง?

พี่ปีติดจะทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนหลัก คัดเลือกน้อง ดูแลความสุขสบายของน้อง รวมถึงจัดการเรื่อง PR ทำคอนเทนต์ ติดต่อสปอนเซอร์ และงานเอกสารต่างๆ เพื่อให้ทีมทำงานได้อย่างราบรื่น

วิธีการซ้อมหลีดจุฬาฯ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในปัจจุบัน?

จากเดิมที่เน้นความหนักและเพรสเชอร์อย่างเดียว ปัจจุบันมีการใช้เหตุผลในการสอนมากขึ้น มีการพูดคุยและปรับวิธีการซ้อมให้เหมาะสมกับน้องๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและมีความสุขในการฝึกซ้อม

Full Transcript — Download SRT & Markdown

00:00
Speaker A
เปรียบเทียบกับตัวเอง ตอนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว แล้วก็ตอนทำ 75 ปีที่แล้ว กับ 76 ตอนนี้
00:08
Speaker A
ตอนนั้นเหนื่อยมากอ่ะ
00:11
Speaker B
แต่คิดว่าข้อเสียของความต่างระหว่างเจนอ่ะ คือความเข้าใจไม่เท่ากัน
00:19
Speaker C
มันคือการซ้อมแบบหนักจริงๆ อ่ะ หนักแบบ
00:24
Speaker C
ใช้คำว่าอะไรดีอ่ะ ป่าเถื่อน หนักแบบไปตรวจปัสสาวะ ปรากฏว่ามันคือ CPK มันคือออกกำลังกายหนักเกินไปจนกล้ามเนื้อสลายลงไปที่ไต
00:46
Speaker C
ปกติ หลีดจุฬาซ้อม ถามว่าหนักมั้ย หนัก ไม่เคยโกหก
00:50
Speaker C
ใครมาถามจะบอกตลอดว่าหนัก แต่ต่อให้บอกใครก็ตามว่าหนัก ก็จะรู้สึกว่ามันจะเกินสิ่งที่ตัวเองคาดหวังไว้เสมออยู่แล้ว
01:02
Speaker C
จริงๆ แล้วงานบอลเนี่ย หลีดจุฬาต้องทำอะไรบ้าง
01:06
Speaker C
มันมีหลายๆ อย่างที่ต้องทำในงานเนาะ เช่น อย่างแรกคือเราต้องรันสแตนด์
01:14
Speaker C
รันสแตนด์คืออะไร ก็คือเป็นการนำเชียร์ตามสแตนด์ต่างๆ ในสนาม
01:20
Speaker C
ซึ่งสนาม แปลว่ารอบสนาม ไม่ว่าจะแบ่งออกมาแล้วเป็นกี่สแตนด์อ่ะ
01:30
Speaker C
เราก็ต้องทำให้ดีที่สุดในทุกสแตนด์ เหมือนที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนว่า
01:37
Speaker C
เราไปไหนมาแล้วบ้าง เราอาจจะเต้นมาแล้ว 5 สแตนด์ 10 สแตนด์
01:43
Speaker C
แล้วมาเพิ่งมาถึงตรงนี้ เขาก็ต้องไม่เห็นเราเหนื่อย
01:46
Speaker C
และคือสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำ
01:48
Speaker C
สองคือเรายังมีโชว์ที่เป็นเพลงช้า ทั้งพิธีเปิด พิธีปิด ช่วงพิธีการต่างๆ
01:56
Speaker C
แล้วก็เรายังมีการบูมช่วงบอลเข้า ที่เป็นธรรมเนียมที่เราต้องทำ
02:01
Speaker C
สามอย่างเนี้ยมันรีไควร์สภาพร่างกายที่ต่างกัน
02:06
Speaker C
ถ้าถ้าจะให้จำแนกออกไปอ่ะ รันสแตนด์อ่ะเราต้องการสตามิน่า
02:10
Speaker C
ก็คือความอึดของร่างกาย เพราะมันต้องแบบไม่เหนื่อย
02:13
Speaker C
จะเต้นอีกกี่สแตนด์ก็ไม่เหนื่อย
02:15
Speaker C
แปลว่าร่างกายหนูต้องมีสตามิน่า ต้องฟิตมากพอที่จะทำหน้าที่นั้นได้อย่างเต็มที่
02:21
Speaker C
คนอาจจะมองว่าหลีดจุฬา ก็แค่แกว่งแขนไปแกว่งแขนมา
02:25
Speaker C
ซึ่งจริงๆ แล้วอ่ะไม่ใช่เลย
02:28
Speaker C
มันมันรีไควร์ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมากๆ รวมไปถึงคอร์บอดี้ด้วยที่มันจะต้องช่วยในการควบคุมความเคลื่อนไหวของร่างกาย
02:35
Speaker C
แปลว่ากล้ามเนื้อก็สำคัญ
02:37
Speaker C
มันก็เลยต้องตอบคำถามยาวแบบเนี้ยว่าทำไมหลีดจุฬาถึงต้องซ้อมหนักขนาดนั้น
02:43
Speaker D
มันต้องเกริ่นไปก่อนว่าเมื่อก่อนมันเป็นยังไงแล้วกัน
02:47
Speaker D
เมื่อก่อนเราเน้นความหนัก เน้นความ
02:52
Speaker D
ให้น้องทำทำไปเหอะ คือพี่อ่ะรู้ผลลัพธ์ แต่น้องไม่รู้อะไรเลย
02:58
Speaker D
คือน้องทำไปน้องจะได้ผลลัพธ์ที่ดีแน่ๆ
03:02
Speaker D
แต่ทุกวันนี้มันเหมือนมีการเปลี่ยนรุ่นหลังๆ มา ทุกคนจะเริ่มใช้เหตุผลในการสอนมากขึ้น
03:09
Speaker D
คือเหมือนเรารู้อะไรน้องก็ก็ต้องรู้อย่างนั้นว่า
03:14
Speaker D
สิ่งที่น้องกำลังจะทำอ่ะทำไปเพื่ออะไร
03:17
Speaker D
สิ่งที่พี่ต้องการจากน้องในการซ้อมสมัยก่อน ผลลัพธ์ในงานบอลที่ออกมาสวยออกมาดี
03:23
Speaker D
ซึ่งแน่นอนว่ามันผ่านกระบวนการที่เรียกว่าเข้มข้นในการซ้อมแล้วกัน
03:29
Speaker D
ที่มันค่อนข้างเหนื่อยค่อนข้างหนัก
03:31
Speaker D
แต่ถามว่าทุกวันนี้หนักมั้ยก็หนัก
03:33
Speaker D
แต่ว่าวิธีการจะเปลี่ยนไป ด้วยการที่ว่า
03:37
Speaker D
เราทำอะไรโดยมีเหตุผลมากขึ้น
03:40
Speaker D
น้องต้องการจะทำอะไร
03:43
Speaker D
มาคุยกันมาบอกกัน ซึ่งเชื่อว่าวิธีการเนี้ยที่เราเปลี่ยนมา
03:50
Speaker D
มันมันทำให้การซ้อมหลีดจุฬาเปลี่ยนไปจากเดิมมากๆ
03:56
Speaker D
คุยกันได้พูดกันได้ เพื่อที่จะปรับการซ้อมเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ออกมาสุดท้ายแล้วมันยังดีเหมือนเดิม
04:05
Speaker E
ความรู้สึกตอนนี้สำหรับการเป็นพี่ปีแรกก็
04:10
Speaker E
ตอนแรกแรกเลยอ่ะคือรู้สึกตื่นเต้น
04:13
Speaker E
แต่ตอนนี้ด้วยความที่มันก็ผ่านมาสักระยะนึงแล้วก็รู้สึกว่าเออทุกๆ อย่างมันก็เริ่มลงตัวแล้ว
04:20
Speaker E
แต่ว่ามันมีความกดดันอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าแบบเราต้องทำให้น้องออกมาดีที่สุด
04:26
Speaker E
เหมือนที่แบบว่าพี่เคยทำให้เราอะไรเงี้ย
04:30
Speaker E
ก็เลยแอบรู้สึกกดดันนิดหน่อยเพราะว่า
04:33
Speaker E
เราไม่เคยอยู่ในฐานะคนสอนอะไรเงี้ย
04:36
Speaker E
ก็เลยรู้สึกว่าแบบยากทุกวัน เพราะว่ารู้สึกว่า
04:40
Speaker E
แต่ละวันมันก็ไม่เหมือนกัน วิธีการสอนน้องแต่ละวัน
04:45
Speaker E
ดีลกับน้องแต่ละวันมันก็ไม่เหมือนกันอะไรเงี้ย
04:50
Speaker E
ก็เลยรู้สึกว่าก็ยังเป็นเรื่องอะไรสนุกๆ ตื่นเต้น
04:53
Speaker E
ทุกวัน
04:55
Speaker E
รู้สึกว่าเออวันนี้มาซ้อมน้องจะเจออะไรนะ
05:00
Speaker E
น้องจะเป็นยังไงบ้าง
05:02
Speaker E
เพราะแบบทุกๆ อย่างมันเกิดได้ทุกวันแบบมันไม่ซ้ำกันเลยแต่ละวันอะไรเงี้ย
05:07
Speaker E
บางทีแบบรู้สึกว่าตัวเองวางแผนการซ้อมมาดีแล้วอ่ะ มันหน้างานมันอาจจะต้องเปลี่ยนก็ได้อะไรเงี้ย
05:13
Speaker E
บางทีมันก็แบบต้องใช้แบบศิลปะในการสอนน้องขั้นสูงมากๆ เหมือนกัน
05:19
Speaker F
แรกๆ เลยผมว่ามันยากมาก
05:21
Speaker F
หมายถึงแบบ 75 มันมีคนที่เหมือนเป็นหลีดตอนปี 1
05:26
Speaker F
แล้วพอปี 2 ต้องเป็นพี่
05:30
Speaker F
หรือแบบผมเองเงี้ยผมยังไม่ได้เรียนจบ
05:33
Speaker F
ช่วงอายุเรากับน้อง 76 อ่ะมันใกล้กันมาก
05:38
Speaker F
ในขณะที่เหมือนเราตอนอยู่กับพี่ๆ ตอนที่เราเป็น 75 อ่ะครับ
05:44
Speaker F
คือพี่เขาโตกว่าเรามาก
05:46
Speaker F
เรารู้สึกว่าเราต้องฟังเขาอยู่แล้ว
05:49
Speaker F
พี่ทุกคนคือแบบอยู่กับงานบอลมานาน
05:52
Speaker F
แล้วก็จะรู้สึกว่าวิธีการที่เราทรีทพี่หรือแบบเรารู้สึกกับพี่มันเป็นแบบนึง
06:01
Speaker F
แต่พอปีเนี้ย 76 ก็มีหลายๆ คนที่อยู่ปี 4 อยู่แบบรุ่นเดียวกับผมเลย
06:06
Speaker F
ซึ่งหลายคนอ่ะโตกว่า 75 บางคนอีก
06:09
Speaker F
มันเลยทำให้เหมือนแบบแรกๆ ก็วางตัวกันไม่ค่อยถูกว่าแล้วเราจะแบบต้องวางตัวยังไง
06:17
Speaker F
เราต้องทรีท 76 แบบขนาดไหนเหมือนแบบเป็นน้องขนาดนั้นมั้ย
06:22
Speaker F
หรือว่าเราทรีทเขาเป็นเพื่อน
06:24
Speaker F
หรือว่าเราต้องแบบพูดว่ายังไงอะไรเงี้ย
06:28
Speaker F
มันมันยากมากตอนแรกๆ แบบเรา
06:30
Speaker F
หาวิธีการวางตัวกันแบบงงๆ
06:33
Speaker F
แต่พอผ่านไปสักพักมันก็เริ่มแบบจับทางถูกอะไรเงี้ยครับ
06:36
Speaker F
คือขณะเดียวกันเราก็เข้าใจ 76 ว่าแบบความรู้สึกของการซ้อมหลีดครั้งแรกอ่ะ
06:41
Speaker F
มันแบบมันงงๆ มันแบบมันมันก็ทำตัวไม่ถูก
06:45
Speaker F
มันก็ต้องมีความยากในการปรับตัวอะไรเงี้ย
06:47
Speaker F
ช่วงใกล้ๆ งานบอล 75 เราโดนเทรนมาหมดแล้ว แล้วก็จะรู้สึกว่าแบบ
06:52
Speaker F
เออเราต้องทำให้ได้ควอลิตี้นี้
06:56
Speaker F
แล้วช่วงแรกที่เราสอนน้องอ่ะมันก็จะมีบางครั้งที่เรารู้สึก expect ว่าแบบเขาต้องทำให้ได้เหมือนเราวันงานบอล
07:02
Speaker F
ซึ่งแบบจริงๆ มันเป็นไปไม่ได้
07:04
Speaker F
มันมันเพิ่งจะวีคแรกอะไรเงี้ย
07:06
Speaker F
แต่พอเราเป็นพี่ปุ๊บเราเห็นรีแอคชั่นของแบบ 76 ทุกคนอ่ะ
07:10
Speaker F
เราบางคนคือ
07:13
Speaker F
ผมแบบ
07:15
Speaker F
ไหวจริงเหรอ
07:16
Speaker F
รอดใช่ป่ะแบบเฮ้ยเราเราต้องทำยังไงดีอะไรเงี้ย
07:19
Speaker F
แล้วเหมือนแบบบางคนมันมาไม่พร้อมกัน บางคนช่วงแรกๆ ซนมาก
07:24
Speaker F
แบบเหมือนเหมือนเขาต้องปรับตัวเยอะอะไรเงี้ย
07:27
Speaker F
เราก็ลุ้นมากว่าแบบจะไหวไม่ไหวจะไหวไม่ไหว
07:30
Speaker F
มีหลายรอบมากที่แบบปรึกษากับพี่ๆ โตๆ ว่าแบบทำยังไงดีอะไรเงี้ย
07:34
Speaker F
พี่ๆ เขาก็ให้คำแนะนำมาว่าแบบเออแบบรอด
07:38
Speaker F
ต้องต้องใช้เวลาแบบนี้
07:40
Speaker F
ต้องค่อยๆ ปรับอย่างงี้
07:43
Speaker G
เรื่องที่หลายคนไม่รู้ หรือว่าอาจจะไม่เข้าใจเกี่ยวกับหลีดจุฬา
07:47
Speaker G
ก็คือหลีดจุฬาทำงาน 2 ปี
07:50
Speaker G
ซึ่งมันต่างกันแบบสิ้นเชิงเลย
07:53
Speaker G
ปีที่เป็นน้องคนอาจจะเรียกว่าเป็นเบื้องหน้า
07:57
Speaker G
แต่พอผ่านไปแค่ปีเดียวต้องมาเป็นเบื้องหลังแบบเต็มที่
08:03
Speaker G
ก็คือเราเรียกกันว่าพี่ปีติด
08:05
Speaker G
ซึ่งพี่ปีติดเนี่ยจะเริ่มตั้งแต่ตอนทำงานคัด
08:10
Speaker G
ก็คือเป็นคนคัดน้องมา
08:12
Speaker G
แล้วก็เป็นผู้ฝึกสอนหลัก
08:15
Speaker G
แต่มันไม่ใช่แค่นั้น
08:17
Speaker G
มันคือการดูแลความสุขสบายของน้องๆ เตรียมเรื่อง PR
08:23
Speaker G
คือจากคนที่ไม่รู้อะไรเลย ต้องมารู้เรื่องการทำคอนเทนต์ การเป็น AE คุยกับสปอนเซอร์ การดีลกับผู้ใหญ่ ทำเรื่องเอกสาร
08:32
Speaker G
เป็นภาระของพี่ปีติดทั้งหมด
08:35
Speaker G
ซึ่งหลายคนไม่ได้รู้อยู่แล้ว
08:38
Speaker G
แต่มันเป็นจุดที่ต้องทำและส่งต่อ มันคือการเสียสละ
08:45
Speaker G
ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำ หรือเคยคิดว่าทำไม่ได้
08:51
Speaker G
ในอีกเวย์นึง
08:53
Speaker G
ตอนเป็นน้องอาจจะเคยคิดว่าเต้นไม่ได้
08:57
Speaker G
จะทำยังไงให้สวยแบบพี่
09:00
Speaker G
พอเป็นพี่ งานที่ไม่เคยทำ การยกกล้องถ่าย การตัดต่อคอนเทนต์ การทำต่างๆ
09:08
Speaker G
อาจจะเคยคิดว่าทำไม่ได้
09:11
Speaker G
แต่พอเป็นพี่อ่ะมันต้องทำเพื่อให้น้องได้สิ่งที่แบบดีที่สุด
09:19
Speaker G
อย่างโค้ชเป็นรุ่น 73 เนาะ
09:22
Speaker G
ตอนเป็น 73 เรียนปี 3 พอขึ้นปี 4 ก็ทำรุ่น 74
09:27
Speaker G
ก่อนที่จะหายไป 5 ปี
09:29
Speaker G
ตอนนั้นเราก็เหมือนทำตามที่พี่ๆ ส่งทอดมาว่า
09:36
Speaker G
เออ มันควรจะเป็นอย่างงี้ มันควรจะเป็นแบบนั้น
09:40
Speaker G
มันก็จะมีมีความเข้มของมัน
09:42
Speaker G
เห็นได้จาก 74 74 ก็จะวินัยดี หลายคนเข้าวงการไปก็ได้รับฟีดแบ็กว่า
09:49
Speaker G
หลีดจุฬาสอนมาแล้ววินัยดีแน่นอนในการแบบว่าไปทำงานต่างๆ ที่แบบมีคนเยอะๆ อะไรเงี้ย
09:55
Speaker G
ซึ่งเมื่อก่อนก็เชื่อแหละว่าเพรสเชอร์อย่างเนี้ยมันช่วยพุชคน
10:01
Speaker G
มันช่วยทำให้คนคนนึงหรือคนกลุ่มนึงมันดีขึ้นได้ในเวลาอันสั้น
10:07
Speaker G
แบบที่ไม่มีวิธีอื่นทำได้
10:10
Speaker G
แต่พอได้มาทำ 75 76 มีการคุยกันใหม่หลังจากหายไป 5 ปีอ่ะ
10:17
Speaker G
เออ เราก็รู้สึกว่าหรือมันมีวิธีอื่นๆ ที่สามารถทำได้
10:23
Speaker G
นอกเหนือแค่การใช้เพรสเชอร์ ด้วยความที่พี่ๆ ก็แยกย้ายกันไปเติบโตมากขึ้นอีก 5 ปีอ่ะ
10:28
Speaker G
พอกลับมาทำมันก็มีมุมมองต่อโลกที่เปลี่ยนไป
10:34
Speaker G
มีมุมมองที่พร้อมจะ approach น้องที่ห่างออกไปอีก 5 ปี 10 ปีเปลี่ยนไปด้วย
10:41
Speaker G
ซึ่งกลายเป็นว่าพอปรับแล้วอ่ะมันก็ได้มุมการซ้อมที่ดีขึ้น
10:47
Speaker G
ได้น้องที่แบบมีความสดใสมีความไลฟ์ลี่มากขึ้น
10:52
Speaker G
เราก็เลยเห็นว่าเออจริงๆ มันไม่ต้องใช้เพรสเชอร์อย่างเดียวก็ได้ มันมีวิธีอื่นๆ ที่รวมกัน
10:59
Speaker G
เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี อาจจะดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำ
11:07
Speaker B
ที่ไม่เหมือนกันแล้วกัน
11:10
Speaker B
อาจจะด้วยเป็นแบบแผนการซ้อมที่ไม่เหมือนกันแน่ๆ ซึ่งคิดว่าแบบปัจจุบันเนี้ยก็ดีกว่า
11:19
Speaker B
เพราะว่ามีการวางตารางมาว่าแต่ละวันเนี่ยเราอยากได้
11:24
Speaker B
อะไร จุดประสงค์เราอ่ะคืออะไร
11:27
Speaker B
เพื่อให้หนองทำได้
11:29
Speaker B
เมื่อก่อนมันอาจจะเลือนลาง ตอนนี้เจนเนี้ยก็อาจจะชัดเจนกว่า
11:34
Speaker B
คิดว่าเป็นเป็นข้อดีแล้วกัน
11:36
Speaker B
แต่คิดว่าข้อเสียของความต่างระหว่างเจนอ่ะคือความเข้าใจไม่เท่ากัน
11:42
Speaker B
ที่อาจจะโตมาในเจนที่มันไม่เหมือนกันน่ะมันเลยทำให้พื้นฐานความเข้าใจว่า
11:50
Speaker B
เราทำสิ่งนี้เพราะอะไรอ่ะ
11:53
Speaker B
เลยไม่เท่ากัน
11:55
Speaker B
ความทุ่มเทอยู่ที่ความเข้าใจ เราอาจจะถูกมาแบบเข้มงวดกว่า ไม่ได้มีโซเชียลมีเดียนู่นนี่อะไรอย่างเงี้ย
12:03
Speaker B
มันอาจจะทำให้เราอ่ะไม่ซับซ้อนมากกว่า ไม่ได้ตั้งคำถาม
12:08
Speaker B
พี่พูดอะไรมาเราก็แค่รู้สึกว่าเออมันคืออันนี้แหละ
12:13
Speaker B
แล้วเราอ่ะเลือกที่จะทำสิ่งเนี้ยแล้วเราก็ให้ใจ
12:17
Speaker B
มันมันเลยอาจจะดูง่ายกว่า
12:19
Speaker B
แต่คือน้องๆ อ่ะเราไม่ได้มองว่าเขาไม่ให้ใจเราแต่คือเขาแค่มีคำถามมากกว่าเรา
12:26
Speaker B
เพราะว่าเขาอาจจะมีหลายๆ อย่างที่เขาเห็นที่สมัยก่อนไม่มีอย่างเงี้ย
12:33
Speaker B
มันเลยทำให้เขาอาจจะ มีคำถามในใจ
12:37
Speaker B
ที่เราอาจจะตอบเขาได้ยังไม่ตรงพอ
12:40
Speaker B
มากกว่า
12:43
Speaker B
รู้สึกแบบทำไมกูไม่เกิดช้าหน่อย
12:46
Speaker B
จะได้เจออะไรที่มันมีเหตุผลหน่อยอะไรอย่างเงี้ย
12:49
Speaker B
แต่ว่ารวมๆ แล้วก็จะรู้สึกว่าก็คงดีอ่ะ
12:54
Speaker B
คือรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเราก็ต้องพัฒนา
12:58
Speaker B
พัฒนาดีไม่ดีไม่มีใครรู้
13:02
Speaker B
เพราะฉะนั้นแล้วอ่ะมันก็มีสิ่งที่เรารองกับ 74 75 มา
13:08
Speaker B
แล้วมันก็อาจจะไม่เวิร์ค
13:10
Speaker B
แล้วเราก็เอามา adapt
13:13
Speaker B
มองว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องปกติของการเติบโตที่มันจะต้องหาวิธีทำงานกันไปเรื่อยๆ
13:19
Speaker B
วิธีอาจจะไม่เวิร์คก็เอาข้อเสียมาดูว่า
13:22
Speaker B
ไม่เวิร์คเพราะอะไร
13:24
Speaker B
แล้วก็ปรับกันไป
13:27
Speaker B
เราคิดว่า
13:28
Speaker B
มันเหมือนเบบี้บูมอ่ะเลี้ยงลูก
13:32
Speaker B
เด็กเจนวายเลี้ยงเจน Z หรืออัลฟ่าอะไรอย่างเงี้ย
13:36
Speaker B
เราคิดว่ามันไม่เหมือนกัน
13:37
Speaker B
เพราะว่าสมัยก่อนน่ะเหมือนพ่อแม่เราที่ทำเป็นเบบี้บูมอย่างเงี้ย เขาไม่คิดเล็กคิดน้อย
13:44
Speaker B
เขาไม่มานั่งคิดดีเทลอยู่แล้ว
13:47
Speaker B
แต่เขามีเป้าหมายให้เรา เขารักเรา
13:50
Speaker B
เขาคิดดีอยู่แล้ว
13:51
Speaker B
เราอ่ะพูดเติบโตมาโดยการที่ตั้งคำถามไม่ได้เพราะว่าเขาไม่มีเวลาจะตอบเราด้วยซ้ำ
13:59
Speaker B
เออ
14:00
Speaker B
สมัยเราเนาะ
14:01
Speaker B
มันก็เลยทำให้พอมาเป็นเจนเนี้ยมันไม่เหมือนกัน เพราะว่าเราที่เป็นแบบเจนวายอย่างเงี้ย
14:09
Speaker B
เราก็จะไม่ทำในสิ่งที่เราไม่ชอบ หรือเราอาจจะอยากทำที่ดีขึ้น
14:15
Speaker B
มันก็เหมือนการทำงานปกติ
14:17
Speaker B
อย่างที่เหมือนที่บอกไปเมื่อกี้ก็คือ
14:20
Speaker B
เราก็แค่เจอไม่ชอบก็ไม่ทำ
14:23
Speaker B
แล้วก็พัฒนาไปเรื่อยๆ
14:26
Speaker B
มีตัวอย่างมั้ย
14:27
Speaker B
อ๋อ ยกตัวอย่างได้เหรอ
14:30
Speaker B
ก็กระดิกนิ้วก็ไปวิ่งอะไรเงี้ย
14:32
Speaker B
กระดิกนิ้วเท้า
14:34
Speaker B
ก็ไปวิ่ง
14:35
Speaker B
ซึ่งแบบใส่รองเท้า
14:37
Speaker B
เห็น
14:38
Speaker B
เออ ใส่รองเท้าได้ไงอ่ะ
14:40
Speaker B
ใส่รองเท้าวิ่งอ่ะ
14:42
Speaker B
แต่แบบกระดิกนิ้วเท้าก็แบบกระดิกนิ้วเท้าไปวิ่งอย่างงี้
14:46
Speaker B
คือแบบ
14:47
Speaker B
เหรอ ก็ได้
14:49
Speaker B
ก็ได้
14:51
Speaker B
ซึ่งจริงมั้ย
14:51
Speaker B
จริง
14:53
Speaker B
ทั้งหมดทั้งมวลนี้สาบานว่าไม่โกหกเลย
14:59
Speaker A
ดรีมว่าถ้าเป็นฟิสิคอลอ่ะโอเค
15:03
Speaker A
แต่ว่าถ้าเกิดเป็นเรื่องของอารมณ์แรกๆ ก็ค่อนข้างค่อนข้างหนักหน่วง
15:09
Speaker A
สำหรับบางคน ที่แบบว่าค่อนข้างจะเบรกดาวน์นิดนึง
15:14
Speaker A
มีการร้องร้องไห้ไปเต้นไปเหมือนกันช่วงแรกๆ
15:18
Speaker A
แต่ว่าเหมือนน้องก็พยายามจะดีลตัวเอง
15:21
Speaker A
ดีลกับตัวเองมามากขึ้น ต่อให้น้ำตาไหลก็ยังทำอยู่
15:25
Speaker A
อะไรอย่างงี้
15:27
Speaker A
แต่ตอนนี้ก็น้อยลง
15:28
Speaker A
อาจจะปรับตัวไม่ได้
15:30
Speaker A
ดรีมว่าเหมือนคาดหวังมาแล้วว่าจะเหนื่อยแต่เหนื่อยกว่าบียอนด์ไปอีกอ่ะ
15:36
Speaker A
กว่าที่คาดหวัง ซึ่งดรีมว่ามันเป็นปกติ
15:40
Speaker A
มีเมฆปกคลุมบนหัวตั้งแต่ตั้งแต่มา
15:44
Speaker A
แบบความสดใสในวันไฟนอลหายไป
15:48
Speaker A
ทุกคน
15:51
Speaker A
ขอพูดเป็นคนที่รอดดีกว่า
15:53
Speaker A
จะมีมายที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง
15:56
Speaker A
ทั้งร่างกายและจิตใจ
15:59
Speaker A
กิกิที่ใจสู้มาก
16:02
Speaker A
พี่แก้อะไรคือได้ค่ะ ได้ค่ะไปก่อน
16:06
Speaker A
ทำได้มั้ยไม่รู้แต่หนูตอบได้ค่ะ
16:08
Speaker A
ไปไปที่ผู้ชายเลย ผู้ชายเนี่ยป้าซิง
16:12
Speaker A
ด้วยความที่ชีน่าจะเป็นเด็กแบบเด็กคิดบวกเด็กอารมณ์ดีนิดนึงตามคาแรคเตอร์
16:17
Speaker A
ชีจะไม่คิดเยอะเวลาซ้อม ก็คือมาซ้อมพี่สั่งก็ทำอะไรอย่างงี้
16:21
Speaker A
แทนคุณเนี่ยมีความสู้แต่ว่าจะมีความแบบคิดเกี่ยวกับเพื่อนเยอะ
16:26
Speaker A
แต่ว่าชีสู้ ชีสู้ ชีอยากแบบให้รุ่นที่ไปได้กันได้
16:30
Speaker A
โอโซนก็โอเคดูมีความอดทนแต่ว่าก็จะดูรู้ว่าดื้อแหละ
16:35
Speaker A
แต่ว่าก็ไม่ได้แสดงอาการมากต่อหน้าดรีมแล้วกัน
16:39
Speaker A
จริงๆ ผู้ชายอ่ะไม่เชิงเป็นแบบ sadness ขนาดนั้นแต่ว่าเป็นฟีลแบบ
16:45
Speaker A
งอแงทำไม่ได้อย่างที่บอกแบบทิ้ง
16:48
Speaker A
แต่ถ้า sadness คือคนเลยช่วงแรกๆ อีก 2 คนผู้ชายคือพีทกับอาร์ม
16:54
Speaker A
คือไม่เอาแล้วคือไม่ไหวแล้วคือไปเลย
16:58
Speaker A
คือลอยไปไกลแล้ว แบบพี่พยายามดึงกลับมาแล้วแต่
17:01
Speaker A
ยากมาก
17:03
Speaker A
เปรียบเทียบกับตัวเอง ตอนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว
17:08
Speaker A
แล้วก็ตอนทำ 75 ปีที่แล้ว กับ 76 ตอนนี้
17:16
Speaker A
ตอนนั้นเหนื่อยมากอ่ะ
17:19
Speaker A
ดรีมดาวน์มากอ่ะ
17:20
Speaker A
ดรีมดิ่งเลยอ่ะ
17:22
Speaker A
แบบที่บอกว่าน้องมีเมฆบนหัวคือดรีมเป็นอย่างงั้นน่ะ
17:27
Speaker A
ดรีมเคยผ่านมาแล้ว ดรีมเลยรู้ว่าเลยเข้าใจความรู้สึกนั้น
17:32
Speaker A
แต่คือตอนนั้นคือมันมากกว่านี้แบบ
17:36
Speaker A
ทั้งระยะเวลาการซ้อมอ่ะ ที่น้องซ้อมแค่แบบ
17:40
Speaker A
รุ่นที่แล้ว 60 ใช่ป่ะ
17:42
Speaker A
รุ่นดรีมซ้อม 111
17:44
Speaker A
ดรีมร้องไห้ทุกวัน
17:46
Speaker A
แบบทุกวันจริงๆ อ่ะ
17:48
Speaker A
ดรีมงอแงมาก
17:50
Speaker A
ดรีมไม่เคยบอกที่ไหนเลยนะว่าก่อนดรีมจะก้าวเข้าสนามอ่ะ แม่ดรีมแทบจะลากดรีมเข้าสนามอ่ะ
17:57
Speaker A
ทั้งระยะเวลาการซ้อมแล้วก็ทั้งวิธีการซ้อม ความหนักอะไรอย่างเงี้ย
18:04
Speaker A
มันแทบจะคูณ 2 ไปเลยอ่ะ
18:06
Speaker A
ตอนนั้นมันเลยเหมือนแบบดรีมทำใจไว้แล้วว่ามันจะเหนื่อย
18:11
Speaker A
แต่ตอนนี้คือมันเหนื่อยกว่าที่ทำใจมามันเลยแบบช็อกอ่ะ
18:15
Speaker A
ทั้งร่างกายแล้วก็ทั้งจิตใจอ่ะเหมือนแบบร่างกายมันไม่ค่อยได้มันไม่ค่อยๆ พัฒนาขึ้น
18:22
Speaker A
แต่มันแบบปุ้งอยู่ต้องทำให้ได้เลยอะไรอย่างงี้
18:26
Speaker A
มันก็เลยแบบอุ๊ ร่างกายก็เจ็บใจก็ไม่ไหวแล้วอะไรอย่างงี้
18:30
Speaker A
ตอนนั้นก็เลยแบบยากไปหมดเลย
18:32
Speaker A
ส่วนเมื่อปีที่แล้วที่เรามีการปรับหลายๆ อย่างให้มันเข้ากับยุคให้มันเข้าน้องมากขึ้นอ่ะ
18:39
Speaker A
ดรีมรู้สึกว่ามันดีกับน้องมากขึ้นนะทั้งร่างกายแล้วก็จิตใจ
18:43
Speaker A
แต่ว่าเสี้ยวหนึ่งของหัวใจเล็กๆ
18:50
Speaker A
เสี้ยวหนึ่งของหัวใจมันก็รู้สึกว่า
18:52
Speaker A
อืม อิจฉาน้อง
18:55
Speaker A
แบบ
18:57
Speaker A
อืม
18:59
Speaker A
อิจฉาจัง
19:00
Speaker A
เข้าใจ
19:01
Speaker A
เข้าใจทั้งหมด
19:03
Speaker A
เข้าใจถึงวิธีการเข้าใจเหตุผลเข้าใจทุกอย่างที่พี่ทำที่เราทำให้น้อง
19:09
Speaker A
แต่ก็อดอิจฉาไม่ได้
19:13
Speaker A
อดน้อยใจไม่ได้
19:16
Speaker A
คือเอาจริงๆ พอเป็นน้องอ่ะมันคือสิ่งที่เราแบบพร้อมที่จะทรีทแล้วก็แบบ
19:21
Speaker A
ไปน้อง
19:22
Speaker A
แต่พอเป็นพี่ที่มันมันไม่รู้จะรุ่นติดมั้ย
19:27
Speaker A
หรือมันจะเป็นพี่ที่โตที่มันจะดูแลน้องอ่ะ
19:31
Speaker A
มันเหนื่อยกว่ามากเลยอ่ะ
19:33
Speaker A
มันไม่ใช่แค่ซ้อมแต่คือมันต้องทำทุกอย่าง
19:37
Speaker A
แล้วมันก็ต้องมันก็ต้องคุยกับพี่ซึ่ง
19:41
Speaker A
ซึ่งบางทีมันคือการทะเลาะอ่ะ
19:44
Speaker A
มันก็เลยแบบมันหลายความรู้สึกมากบางทีมันก็รู้สึกว่าไม่เอาแล้วไม่ทำแล้วไม่อยากทำแล้ว
19:51
Speaker A
ทำไมเราไม่ได้อย่างงี้บ้าง
19:55
Speaker A
อืม พี่โอ๋น้องจัง
19:58
Speaker A
ทำไมเราไม่ใช่น้องพี่แล้วหล่ออะไรอย่างงี้
20:02
Speaker A
แบบ
20:04
Speaker A
อืม น้องได้อันนี้ด้วย
20:07
Speaker A
เราไม่เห็นได้เลย
20:09
Speaker A
ดรีมว่าถ้าพูดตอนนี้ 75 ก็จะยังไม่เข้าใจ
20:12
Speaker A
แต่ว่าถ้า 75 ได้ดู
20:15
Speaker A
อืม
20:17
Speaker A
ดรีมว่าการเป็นพี่อ่ะหมายถึงว่าน้อยใจอ่ะเป็นเรื่องปกติ
20:22
Speaker A
มันเป็นอารมณ์เรา
20:24
Speaker A
เราห้ามไม่ได้
20:25
Speaker A
แต่ว่าดรีมว่าถ้าเรารู้ตัวเร็วอ่ะโอเคเรารู้ตัวนะว่าเราน้อยใจอยู่
20:31
Speaker A
แต่เราก็สามารถเข้าใจตัวเองได้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงน้อยใจ
20:35
Speaker A
แต่ดรีมว่า 75 ตอนเนี้ยอาจจะยังไม่เข้าใจทั้งหมดแหละ
20:41
Speaker A
อยากบอก 75 ว่า
20:43
Speaker A
ฮึ้ย
20:46
Speaker A
เหมือนที่เคยบอกอ่ะ
20:48
Speaker A
แบบว่ารัก 75 มากจริงๆ แล้วอ่ะแค่ไม่ได้ค่อยพูด
20:53
Speaker A
แล้วก็ต่อให้ 75 จะมี 76 อ่ะ 75 ก็จะมีดรีมเหมือนกัน
20:59
Speaker A
เพราะฉะนั้นอะไรที่น้อยใจ อะไรที่ยังไม่เข้าใจตอนนี้อ่ะ
21:04
Speaker A
เราเชื่อว่าถ้า 75 ได้เป็นพี่อีกปีนึงแล้วได้ทำงานอ่ะ
21:10
Speaker A
75 จะเข้าใจมากขึ้น
21:13
Speaker A
จะเข้าใจเราแล้วก็จะเข้าใจพี่ๆ ทุกคนมากขึ้น
21:19
Speaker A
อยากให้ อยู่ด้วยกันอย่างงี้ก่อน
21:24
Speaker A
แล้วแล้วน้องน่าจะเข้าใจพี่ๆ
21:30
Speaker A
แล้วก็เข้าใจเราแล้วก็รักน้อง
21:36
Speaker A
มากๆ จากใจจริง
21:40
Speaker A
แบบที่เรารัก
21:55
Speaker C
ในยุคเก่าอ่ะมันคือมันคือการซ้อมแบบหนักจริงๆ อ่ะ หนักแบบ
22:03
Speaker C
ใช้คำว่าอะไรดีอ่ะ ป่าเถื่อน
22:06
Speaker C
หนักแบบไม่คิดชีวิตอ่ะ
22:10
Speaker C
ผลที่ได้รับอ่ะมันคืออาการบาดเจ็บ
22:15
Speaker C
สภาพร่างกายที่มันที่มันเกินลิมิตของของบางทีอาจจะเป็นเรื่องของมนุษย์
22:22
Speaker C
หรือสภาพจิตใจที่เอ่อมันมันลงลึกไปถึงเป็นบาดแผลทั้งจิตใจอะไรอย่างเงี้ย
22:28
Speaker C
หลายๆ อย่างพอเราโตขึ้นเนาะสมัยนั้นเราเด็กแหละก็ยอมรับ
22:33
Speaker C
แล้วแล้วแล้วสังคมอ่ะมันก็ยังไม่ได้ตื่นรู้ขนาดนั้นเนาะ
22:37
Speaker C
เราถูกปลูกฝังมาแบบนี้เราก็ทำตาม
22:40
Speaker C
พอเราโตขึ้นเรามองย้อนกลับไปอ่ะไม่ใช่แค่น้องที่ซัฟเฟอร์นะ
22:44
Speaker C
คนสอนอ่ะก็ซัฟเฟอร์นะ
22:47
Speaker C
แล้วทำไมถึงต้องใช้วิธีนี้ล่ะ
22:50
Speaker C
บางเหตุการณ์ที่มันแบบเทิร์นนิ่งพอยต์มากๆ อ่ะก็อย่างเช่นพี่ใหญ่มากๆ อ่ะ
22:56
Speaker C
คือตอนเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว
23:00
Speaker C
ตอนปี 70
23:02
Speaker C
มันเกิดเหตุการณ์ที่ว่าน้องที่ที่ปัสสาวะสีผิดปกติ
23:08
Speaker C
สีเข้มผิดปกติเป็นสีน้ำตาลอะไรอย่างเงี้ย
23:12
Speaker C
ณ วันนั้นก็ไม่มีใครรู้หรอกมันคืออะไรนึกออกมั้ย
23:16
Speaker C
น้องก็ไปหาหมอ
23:17
Speaker C
ไปตรวจปัสสาวะ ปรากฏว่ามันคือ CPK
23:21
Speaker C
มันคือออกกำลังกายหนักเกินไปจนกล้ามเนื้อสลายลงไปที่ไต ซึ่งเลเวลที่น้องเป็นอ่ะคือ
23:29
Speaker C
ก็อันตรายขนาดที่อาจจะไตวายได้
23:33
Speaker C
ฮึ่ย
23:37
Speaker C
นึกออกมั้ย เพราะว่าสมัยนั้นต้องบอกว่า
23:40
Speaker C
สมัยนั้นน่ะวิทยาศาสตร์การกีฬา มันไม่ได้แพร่หลายขนาดทุกวันนี้นะ
23:45
Speaker C
ทุกวันนั้นคนยังไม่เข้าใจเรื่องการกินเวย์เลย
23:49
Speaker C
ยังไม่รู้เลยว่าการออกกำลังกายที่ถูกต้องคืออะไรอะไรอย่างเงี้ย
23:52
Speaker C
พอเราได้รู้ว่าเราก็เลยแบบรีบปรึกษาพี่ๆ หมอที่เรารู้จักว่า
23:56
Speaker C
สิ่งนี้คืออะไร
23:58
Speaker C
มันคือยังไง
24:00
Speaker C
พอเรารู้แล้วว่าเฮ้ยอันตราย
24:03
Speaker C
เราก็เลยให้น้องอ่ะไปตรวจให้หมดเลย
24:06
Speaker C
ปรากฏว่าค่า CPK สูง 8 คนถึง 9 คน
24:11
Speaker C
ที่ไปถึงจุดที่ที่ต้องแอดมิท
24:14
Speaker C
เป็นเรื่องใหญ่โตเหมือนกัน เพราะว่าพูดตรงๆ อ่ะเราเองก็ช็อก
24:19
Speaker C
เพราะเราไม่รู้มันช็อกด้วยความไม่รู้เนาะ
24:22
Speaker C
เพราะว่าเราทำมานานแล้วมันไม่เคยมีปัญหาใช่ไหม
24:26
Speaker C
ซึ่งมันไม่ได้แปลว่าทำมานานจะไม่มีปัญหาถูกป่ะ
24:29
Speaker C
อันนี้ก็เป็น learning เหมือนกันในในยุคนั้น
24:32
Speaker C
ก็เกิดการพูดคุยกันเกิดขึ้น
24:35
Speaker C
คุยจริงจัง
24:37
Speaker C
คุยทั้งสายวิทยาศาสตร์การกีฬา คุยทั้งกับอาจารย์ คุยทั้งกับหมอ
24:44
Speaker C
มีการแบบรวมหัวกันเลยว่าเราทำไม่ถูกอยู่หรือเปล่า
24:49
Speaker C
สิ่งที่มันเกิดขึ้นมันมันใช่หรอ นึกออกมั้ย
24:53
Speaker C
ก็ตั้งคำถามกันเยอะ
24:55
Speaker C
ก็ก็อันนั้นน่ะเป็นเทิร์นนิ่งพอยต์ที่ใหญ่ที่สุดทำให้เราอ่ะยิ่งต้องกลับมาดูเลยว่า
25:00
Speaker C
ไอ้สิ่งที่เราทำอ่ะมันใช่หรือเปล่า
25:04
Speaker C
ไม่แปลกใจนะว่าหลายๆ คนจะมาบอกว่า
25:07
Speaker C
ยังทำอะไรเดิมๆ อยู่เลย
25:10
Speaker C
ซึ่งเราแฮปปี้นะ
25:12
Speaker C
เพราะว่าคนยังรู้สึกว่านี่ยังคือหลีดจุฬาอยู่
25:16
Speaker C
ยังไม่ได้เสียตัวตนของการหลีดจุฬาไป
25:18
Speaker C
แต่ถ้าทีมหลังบ้านเองเราจะรู้ว่าอ๋อเนี่ยไม่ใช่หลีดจุฬาแบบเดิมแล้ว
25:24
Speaker C
วิธีการทำงานเราเปลี่ยนหมด
25:26
Speaker C
มายด์เซ็ตที่เรามองต่อต่องานของเราเอง
25:31
Speaker C
แม้กระทั่งการฝึกซ้อมที่เราคุยกันมาว่า
25:34
Speaker C
อุ๊ยเราเปลี่ยนแล้วอะไรอย่างเงี้ย
25:35
Speaker C
เพราะว่าเรามองไปที่เป้าหมายใหม่ว่าหลีดจุฬาในยุคปัจจุบันจะต้องเป็นยังไง
25:40
Speaker C
เราว่าปีที่แล้วอ่ะเราทำก็ทำไว้ได้ดีประมาณนึง
25:44
Speaker C
ปีที่แล้วอ่ะเราพรูฟกับตัวเองแหละว่ายังอยู่
25:49
Speaker C
และยังอยู่ได้
25:51
Speaker C
แล้วอยู่ได้ดีด้วย
25:52
Speaker C
มันยังมีคนที่สนใจอยู่
25:54
Speaker C
มันแค่หายไป 5 ปี
25:56
Speaker C
มันแค่ไม่มี
25:57
Speaker C
พอกลับมาปุ๊บอุ๊ยมันยังมีคนที่รอติดตามเราอยู่นะ แล้วเราสามารถนำเสนอในมุมใหม่ๆ ให้เขาเห็นได้
26:03
Speaker C
โดยที่เขาไม่รู้สึกว่านี่คืออะไรแปลกปลอมของหลีดจุฬา
26:06
Speaker C
ซึ่งเราเราเราว่าเราก็ประสบความสำเร็จ
26:08
Speaker C
นะ ถ้าถ้าคนจะบอกว่าทำไมหลีดจุฬายังทำอะไรเดิมๆ อยู่เลย
26:14
Speaker C
ในมุมเราเราฝั่งนึงเราแฮปปี้นะว่าเขายังรู้สึกว่าเป็นหลีดจุฬาอยู่ไง
26:19
Speaker C
แต่ในมุมนึงเรารู้สึกว่าอ้าวแต่ว่าเรายังอยู่ไง
Topics:หลีดจุฬาฯซ้อมหนักงานบอลจุฬาการฝึกซ้อมเชียร์พี่ปีติดการสอนหลีดความอดทนวินัยการพัฒนาทีมเพรสเชอร์ในการซ้อม

Get More with the SozAI App

Transcribe recordings, audio files, and YouTube videos — with AI summaries, speaker detection, and unlimited transcriptions.

Or transcribe another YouTube video here →