ซ้อมหนักแบบป่าเถื่อน! เจาะลึกเบื้องหลังการฝึกซ้อมของลีด… — Transcript

เจาะลึกเบื้องหลังการซ้อมหนักของหลีดจุฬาฯ ที่ต้องใช้ความอดทนและพัฒนาวิธีการสอนอย่างมีเหตุผล

Key Takeaways

  • การซ้อมหลีดจุฬาฯ ต้องใช้ความหนักและความอดทนสูงมาก
  • วิธีการซ้อมและสอนมีการพัฒนาไปสู่การใช้เหตุผลและการสื่อสารที่ดีขึ้น
  • บทบาทของพี่ปีติดมีความสำคัญมากทั้งในด้านการฝึกสอนและการบริหารจัดการ
  • ความแตกต่างของเจนเนอเรชันส่งผลต่อวิธีการทำงานและความเข้าใจในทีม
  • การลดการใช้เพรสเชอร์และเพิ่มวิธีการที่หลากหลายช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

Summary

  • หลีดจุฬาฯ ซ้อมหนักมากจนถึงขั้นตรวจพบ CPK ซึ่งแสดงถึงการออกกำลังกายหนักเกินไป
  • งานบอลต้องใช้ความอดทนและความแข็งแรงทั้งร่างกายและกล้ามเนื้ออย่างมาก
  • มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการซ้อมจากเน้นความหนักเป็นการซ้อมที่มีเหตุผลและพูดคุยกันมากขึ้น
  • พี่ปีแรกมีความกดดันสูงในการสอนและดูแลน้องๆ ที่มีความแตกต่างกันในแต่ละวัน
  • หลีดจุฬาทำงานเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยปีแรกเป็นเบื้องหน้าและปีที่สองเป็นเบื้องหลังที่ต้องดูแลหลายด้าน
  • การทำงานเบื้องหลังรวมถึงการคัดเลือกน้อง การทำคอนเทนต์ และการประสานงานกับสปอนเซอร์
  • มีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดการใช้เพรสเชอร์ในการซ้อม โดยเน้นวิธีการที่หลากหลายและสร้างสรรค์มากขึ้น
  • ความแตกต่างระหว่างเจนเนอเรชันทำให้เกิดความเข้าใจและวิธีการซ้อมที่ต่างกัน
  • น้องๆ มีคำถามและต้องการเหตุผลมากขึ้น ต่างจากรุ่นก่อนที่เน้นทำตามโดยไม่ตั้งคำถาม
  • การพัฒนาวิธีการซ้อมและการสอนทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและเหมาะสมกับยุคสมัยมากขึ้น

Full Transcript — Download SRT & Markdown

00:00
Speaker A
เปรียบเทียบกับตัวเอง ตอนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว แล้วก็ตอนทำ 75 ปีที่แล้ว กับ 76 ตอนนี้
00:08
Speaker A
ตอนนั้นเหนื่อยมากอ่ะ
00:11
Speaker B
แต่คิดว่าข้อเสียของความต่างระหว่างเจนอ่ะ คือความเข้าใจไม่เท่ากัน
00:19
Speaker C
มันคือการซ้อมแบบหนักจริงๆ อ่ะ หนักแบบ
00:24
Speaker C
ใช้คำว่าอะไรดีอ่ะ ป่าเถื่อน หนักแบบไปตรวจปัสสาวะ ปรากฏว่ามันคือ CPK มันคือออกกำลังกายหนักเกินไปจนกล้ามเนื้อสลายลงไปที่ไต
00:46
Speaker C
ปกติ หลีดจุฬาซ้อม ถามว่าหนักมั้ย หนัก ไม่เคยโกหก
00:50
Speaker C
ใครมาถามจะบอกตลอดว่าหนัก แต่ต่อให้บอกใครก็ตามว่าหนัก ก็จะรู้สึกว่ามันจะเกินสิ่งที่ตัวเองคาดหวังไว้เสมออยู่แล้ว
01:02
Speaker C
จริงๆ แล้วงานบอลเนี่ย หลีดจุฬาต้องทำอะไรบ้าง
01:06
Speaker C
มันมีหลายๆ อย่างที่ต้องทำในงานเนาะ เช่น อย่างแรกคือเราต้องรันสแตนด์
01:14
Speaker C
รันสแตนด์คืออะไร ก็คือเป็นการนำเชียร์ตามสแตนด์ต่างๆ ในสนาม
01:20
Speaker C
ซึ่งสนาม แปลว่ารอบสนาม ไม่ว่าจะแบ่งออกมาแล้วเป็นกี่สแตนด์อ่ะ
01:30
Speaker C
เราก็ต้องทำให้ดีที่สุดในทุกสแตนด์ เหมือนที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนว่า
01:37
Speaker C
เราไปไหนมาแล้วบ้าง เราอาจจะเต้นมาแล้ว 5 สแตนด์ 10 สแตนด์
01:43
Speaker C
แล้วมาเพิ่งมาถึงตรงนี้ เขาก็ต้องไม่เห็นเราเหนื่อย
01:46
Speaker C
และคือสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำ
01:48
Speaker C
สองคือเรายังมีโชว์ที่เป็นเพลงช้า ทั้งพิธีเปิด พิธีปิด ช่วงพิธีการต่างๆ
01:56
Speaker C
แล้วก็เรายังมีการบูมช่วงบอลเข้า ที่เป็นธรรมเนียมที่เราต้องทำ
02:01
Speaker C
สามอย่างเนี้ยมันรีไควร์สภาพร่างกายที่ต่างกัน
02:06
Speaker C
ถ้าถ้าจะให้จำแนกออกไปอ่ะ รันสแตนด์อ่ะเราต้องการสตามิน่า
02:10
Speaker C
ก็คือความอึดของร่างกาย เพราะมันต้องแบบไม่เหนื่อย
02:13
Speaker C
จะเต้นอีกกี่สแตนด์ก็ไม่เหนื่อย
02:15
Speaker C
แปลว่าร่างกายหนูต้องมีสตามิน่า ต้องฟิตมากพอที่จะทำหน้าที่นั้นได้อย่างเต็มที่
02:21
Speaker C
คนอาจจะมองว่าหลีดจุฬา ก็แค่แกว่งแขนไปแกว่งแขนมา
02:25
Speaker C
ซึ่งจริงๆ แล้วอ่ะไม่ใช่เลย
02:28
Speaker C
มันมันรีไควร์ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมากๆ รวมไปถึงคอร์บอดี้ด้วยที่มันจะต้องช่วยในการควบคุมความเคลื่อนไหวของร่างกาย
02:35
Speaker C
แปลว่ากล้ามเนื้อก็สำคัญ
02:37
Speaker C
มันก็เลยต้องตอบคำถามยาวแบบเนี้ยว่าทำไมหลีดจุฬาถึงต้องซ้อมหนักขนาดนั้น
02:43
Speaker D
มันต้องเกริ่นไปก่อนว่าเมื่อก่อนมันเป็นยังไงแล้วกัน
02:47
Speaker D
เมื่อก่อนเราเน้นความหนัก เน้นความ
02:52
Speaker D
ให้น้องทำทำไปเหอะ คือพี่อ่ะรู้ผลลัพธ์ แต่น้องไม่รู้อะไรเลย
02:58
Speaker D
คือน้องทำไปน้องจะได้ผลลัพธ์ที่ดีแน่ๆ
03:02
Speaker D
แต่ทุกวันนี้มันเหมือนมีการเปลี่ยนรุ่นหลังๆ มา ทุกคนจะเริ่มใช้เหตุผลในการสอนมากขึ้น
03:09
Speaker D
คือเหมือนเรารู้อะไรน้องก็ก็ต้องรู้อย่างนั้นว่า
03:14
Speaker D
สิ่งที่น้องกำลังจะทำอ่ะทำไปเพื่ออะไร
03:17
Speaker D
สิ่งที่พี่ต้องการจากน้องในการซ้อมสมัยก่อน ผลลัพธ์ในงานบอลที่ออกมาสวยออกมาดี
03:23
Speaker D
ซึ่งแน่นอนว่ามันผ่านกระบวนการที่เรียกว่าเข้มข้นในการซ้อมแล้วกัน
03:29
Speaker D
ที่มันค่อนข้างเหนื่อยค่อนข้างหนัก
03:31
Speaker D
แต่ถามว่าทุกวันนี้หนักมั้ยก็หนัก
03:33
Speaker D
แต่ว่าวิธีการจะเปลี่ยนไป ด้วยการที่ว่า
03:37
Speaker D
เราทำอะไรโดยมีเหตุผลมากขึ้น
03:40
Speaker D
น้องต้องการจะทำอะไร
03:43
Speaker D
มาคุยกันมาบอกกัน ซึ่งเชื่อว่าวิธีการเนี้ยที่เราเปลี่ยนมา
03:50
Speaker D
มันมันทำให้การซ้อมหลีดจุฬาเปลี่ยนไปจากเดิมมากๆ
03:56
Speaker D
คุยกันได้พูดกันได้ เพื่อที่จะปรับการซ้อมเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ออกมาสุดท้ายแล้วมันยังดีเหมือนเดิม
04:05
Speaker E
ความรู้สึกตอนนี้สำหรับการเป็นพี่ปีแรกก็
04:10
Speaker E
ตอนแรกแรกเลยอ่ะคือรู้สึกตื่นเต้น
04:13
Speaker E
แต่ตอนนี้ด้วยความที่มันก็ผ่านมาสักระยะนึงแล้วก็รู้สึกว่าเออทุกๆ อย่างมันก็เริ่มลงตัวแล้ว
04:20
Speaker E
แต่ว่ามันมีความกดดันอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าแบบเราต้องทำให้น้องออกมาดีที่สุด
04:26
Speaker E
เหมือนที่แบบว่าพี่เคยทำให้เราอะไรเงี้ย
04:30
Speaker E
ก็เลยแอบรู้สึกกดดันนิดหน่อยเพราะว่า
04:33
Speaker E
เราไม่เคยอยู่ในฐานะคนสอนอะไรเงี้ย
04:36
Speaker E
ก็เลยรู้สึกว่าแบบยากทุกวัน เพราะว่ารู้สึกว่า
04:40
Speaker E
แต่ละวันมันก็ไม่เหมือนกัน วิธีการสอนน้องแต่ละวัน
04:45
Speaker E
ดีลกับน้องแต่ละวันมันก็ไม่เหมือนกันอะไรเงี้ย
04:50
Speaker E
ก็เลยรู้สึกว่าก็ยังเป็นเรื่องอะไรสนุกๆ ตื่นเต้น
04:53
Speaker E
ทุกวัน
04:55
Speaker E
รู้สึกว่าเออวันนี้มาซ้อมน้องจะเจออะไรนะ
05:00
Speaker E
น้องจะเป็นยังไงบ้าง
05:02
Speaker E
เพราะแบบทุกๆ อย่างมันเกิดได้ทุกวันแบบมันไม่ซ้ำกันเลยแต่ละวันอะไรเงี้ย
05:07
Speaker E
บางทีแบบรู้สึกว่าตัวเองวางแผนการซ้อมมาดีแล้วอ่ะ มันหน้างานมันอาจจะต้องเปลี่ยนก็ได้อะไรเงี้ย
05:13
Speaker E
บางทีมันก็แบบต้องใช้แบบศิลปะในการสอนน้องขั้นสูงมากๆ เหมือนกัน
05:19
Speaker F
แรกๆ เลยผมว่ามันยากมาก
05:21
Speaker F
หมายถึงแบบ 75 มันมีคนที่เหมือนเป็นหลีดตอนปี 1
05:26
Speaker F
แล้วพอปี 2 ต้องเป็นพี่
05:30
Speaker F
หรือแบบผมเองเงี้ยผมยังไม่ได้เรียนจบ
05:33
Speaker F
ช่วงอายุเรากับน้อง 76 อ่ะมันใกล้กันมาก
05:38
Speaker F
ในขณะที่เหมือนเราตอนอยู่กับพี่ๆ ตอนที่เราเป็น 75 อ่ะครับ
05:44
Speaker F
คือพี่เขาโตกว่าเรามาก
05:46
Speaker F
เรารู้สึกว่าเราต้องฟังเขาอยู่แล้ว
05:49
Speaker F
พี่ทุกคนคือแบบอยู่กับงานบอลมานาน
05:52
Speaker F
แล้วก็จะรู้สึกว่าวิธีการที่เราทรีทพี่หรือแบบเรารู้สึกกับพี่มันเป็นแบบนึง
06:01
Speaker F
แต่พอปีเนี้ย 76 ก็มีหลายๆ คนที่อยู่ปี 4 อยู่แบบรุ่นเดียวกับผมเลย
06:06
Speaker F
ซึ่งหลายคนอ่ะโตกว่า 75 บางคนอีก
06:09
Speaker F
มันเลยทำให้เหมือนแบบแรกๆ ก็วางตัวกันไม่ค่อยถูกว่าแล้วเราจะแบบต้องวางตัวยังไง
06:17
Speaker F
เราต้องทรีท 76 แบบขนาดไหนเหมือนแบบเป็นน้องขนาดนั้นมั้ย
06:22
Speaker F
หรือว่าเราทรีทเขาเป็นเพื่อน
06:24
Speaker F
หรือว่าเราต้องแบบพูดว่ายังไงอะไรเงี้ย
06:28
Speaker F
มันมันยากมากตอนแรกๆ แบบเรา
06:30
Speaker F
หาวิธีการวางตัวกันแบบงงๆ
06:33
Speaker F
แต่พอผ่านไปสักพักมันก็เริ่มแบบจับทางถูกอะไรเงี้ยครับ
06:36
Speaker F
คือขณะเดียวกันเราก็เข้าใจ 76 ว่าแบบความรู้สึกของการซ้อมหลีดครั้งแรกอ่ะ
06:41
Speaker F
มันแบบมันงงๆ มันแบบมันมันก็ทำตัวไม่ถูก
06:45
Speaker F
มันก็ต้องมีความยากในการปรับตัวอะไรเงี้ย
06:47
Speaker F
ช่วงใกล้ๆ งานบอล 75 เราโดนเทรนมาหมดแล้ว แล้วก็จะรู้สึกว่าแบบ
06:52
Speaker F
เออเราต้องทำให้ได้ควอลิตี้นี้
06:56
Speaker F
แล้วช่วงแรกที่เราสอนน้องอ่ะมันก็จะมีบางครั้งที่เรารู้สึก expect ว่าแบบเขาต้องทำให้ได้เหมือนเราวันงานบอล
07:02
Speaker F
ซึ่งแบบจริงๆ มันเป็นไปไม่ได้
07:04
Speaker F
มันมันเพิ่งจะวีคแรกอะไรเงี้ย
07:06
Speaker F
แต่พอเราเป็นพี่ปุ๊บเราเห็นรีแอคชั่นของแบบ 76 ทุกคนอ่ะ
07:10
Speaker F
เราบางคนคือ
07:13
Speaker F
ผมแบบ
07:15
Speaker F
ไหวจริงเหรอ
07:16
Speaker F
รอดใช่ป่ะแบบเฮ้ยเราเราต้องทำยังไงดีอะไรเงี้ย
07:19
Speaker F
แล้วเหมือนแบบบางคนมันมาไม่พร้อมกัน บางคนช่วงแรกๆ ซนมาก
07:24
Speaker F
แบบเหมือนเหมือนเขาต้องปรับตัวเยอะอะไรเงี้ย
07:27
Speaker F
เราก็ลุ้นมากว่าแบบจะไหวไม่ไหวจะไหวไม่ไหว
07:30
Speaker F
มีหลายรอบมากที่แบบปรึกษากับพี่ๆ โตๆ ว่าแบบทำยังไงดีอะไรเงี้ย
07:34
Speaker F
พี่ๆ เขาก็ให้คำแนะนำมาว่าแบบเออแบบรอด
07:38
Speaker F
ต้องต้องใช้เวลาแบบนี้
07:40
Speaker F
ต้องค่อยๆ ปรับอย่างงี้
07:43
Speaker G
เรื่องที่หลายคนไม่รู้ หรือว่าอาจจะไม่เข้าใจเกี่ยวกับหลีดจุฬา
07:47
Speaker G
ก็คือหลีดจุฬาทำงาน 2 ปี
07:50
Speaker G
ซึ่งมันต่างกันแบบสิ้นเชิงเลย
07:53
Speaker G
ปีที่เป็นน้องคนอาจจะเรียกว่าเป็นเบื้องหน้า
07:57
Speaker G
แต่พอผ่านไปแค่ปีเดียวต้องมาเป็นเบื้องหลังแบบเต็มที่
08:03
Speaker G
ก็คือเราเรียกกันว่าพี่ปีติด
08:05
Speaker G
ซึ่งพี่ปีติดเนี่ยจะเริ่มตั้งแต่ตอนทำงานคัด
08:10
Speaker G
ก็คือเป็นคนคัดน้องมา
08:12
Speaker G
แล้วก็เป็นผู้ฝึกสอนหลัก
08:15
Speaker G
แต่มันไม่ใช่แค่นั้น
08:17
Speaker G
มันคือการดูแลความสุขสบายของน้องๆ เตรียมเรื่อง PR
08:23
Speaker G
คือจากคนที่ไม่รู้อะไรเลย ต้องมารู้เรื่องการทำคอนเทนต์ การเป็น AE คุยกับสปอนเซอร์ การดีลกับผู้ใหญ่ ทำเรื่องเอกสาร
08:32
Speaker G
เป็นภาระของพี่ปีติดทั้งหมด
08:35
Speaker G
ซึ่งหลายคนไม่ได้รู้อยู่แล้ว
08:38
Speaker G
แต่มันเป็นจุดที่ต้องทำและส่งต่อ มันคือการเสียสละ
08:45
Speaker G
ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำ หรือเคยคิดว่าทำไม่ได้
08:51
Speaker G
ในอีกเวย์นึง
08:53
Speaker G
ตอนเป็นน้องอาจจะเคยคิดว่าเต้นไม่ได้
08:57
Speaker G
จะทำยังไงให้สวยแบบพี่
09:00
Speaker G
พอเป็นพี่ งานที่ไม่เคยทำ การยกกล้องถ่าย การตัดต่อคอนเทนต์ การทำต่างๆ
09:08
Speaker G
อาจจะเคยคิดว่าทำไม่ได้
09:11
Speaker G
แต่พอเป็นพี่อ่ะมันต้องทำเพื่อให้น้องได้สิ่งที่แบบดีที่สุด
09:19
Speaker G
อย่างโค้ชเป็นรุ่น 73 เนาะ
09:22
Speaker G
ตอนเป็น 73 เรียนปี 3 พอขึ้นปี 4 ก็ทำรุ่น 74
09:27
Speaker G
ก่อนที่จะหายไป 5 ปี
09:29
Speaker G
ตอนนั้นเราก็เหมือนทำตามที่พี่ๆ ส่งทอดมาว่า
09:36
Speaker G
เออ มันควรจะเป็นอย่างงี้ มันควรจะเป็นแบบนั้น
09:40
Speaker G
มันก็จะมีมีความเข้มของมัน
09:42
Speaker G
เห็นได้จาก 74 74 ก็จะวินัยดี หลายคนเข้าวงการไปก็ได้รับฟีดแบ็กว่า
09:49
Speaker G
หลีดจุฬาสอนมาแล้ววินัยดีแน่นอนในการแบบว่าไปทำงานต่างๆ ที่แบบมีคนเยอะๆ อะไรเงี้ย
09:55
Speaker G
ซึ่งเมื่อก่อนก็เชื่อแหละว่าเพรสเชอร์อย่างเนี้ยมันช่วยพุชคน
10:01
Speaker G
มันช่วยทำให้คนคนนึงหรือคนกลุ่มนึงมันดีขึ้นได้ในเวลาอันสั้น
10:07
Speaker G
แบบที่ไม่มีวิธีอื่นทำได้
10:10
Speaker G
แต่พอได้มาทำ 75 76 มีการคุยกันใหม่หลังจากหายไป 5 ปีอ่ะ
10:17
Speaker G
เออ เราก็รู้สึกว่าหรือมันมีวิธีอื่นๆ ที่สามารถทำได้
10:23
Speaker G
นอกเหนือแค่การใช้เพรสเชอร์ ด้วยความที่พี่ๆ ก็แยกย้ายกันไปเติบโตมากขึ้นอีก 5 ปีอ่ะ
10:28
Speaker G
พอกลับมาทำมันก็มีมุมมองต่อโลกที่เปลี่ยนไป
10:34
Speaker G
มีมุมมองที่พร้อมจะ approach น้องที่ห่างออกไปอีก 5 ปี 10 ปีเปลี่ยนไปด้วย
10:41
Speaker G
ซึ่งกลายเป็นว่าพอปรับแล้วอ่ะมันก็ได้มุมการซ้อมที่ดีขึ้น
10:47
Speaker G
ได้น้องที่แบบมีความสดใสมีความไลฟ์ลี่มากขึ้น
10:52
Speaker G
เราก็เลยเห็นว่าเออจริงๆ มันไม่ต้องใช้เพรสเชอร์อย่างเดียวก็ได้ มันมีวิธีอื่นๆ ที่รวมกัน
10:59
Speaker G
เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี อาจจะดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำ
11:07
Speaker B
ที่ไม่เหมือนกันแล้วกัน
11:10
Speaker B
อาจจะด้วยเป็นแบบแผนการซ้อมที่ไม่เหมือนกันแน่ๆ ซึ่งคิดว่าแบบปัจจุบันเนี้ยก็ดีกว่า
11:19
Speaker B
เพราะว่ามีการวางตารางมาว่าแต่ละวันเนี่ยเราอยากได้
11:24
Speaker B
อะไร จุดประสงค์เราอ่ะคืออะไร
11:27
Speaker B
เพื่อให้หนองทำได้
11:29
Speaker B
เมื่อก่อนมันอาจจะเลือนลาง ตอนนี้เจนเนี้ยก็อาจจะชัดเจนกว่า
11:34
Speaker B
คิดว่าเป็นเป็นข้อดีแล้วกัน
11:36
Speaker B
แต่คิดว่าข้อเสียของความต่างระหว่างเจนอ่ะคือความเข้าใจไม่เท่ากัน
11:42
Speaker B
ที่อาจจะโตมาในเจนที่มันไม่เหมือนกันน่ะมันเลยทำให้พื้นฐานความเข้าใจว่า
11:50
Speaker B
เราทำสิ่งนี้เพราะอะไรอ่ะ
11:53
Speaker B
เลยไม่เท่ากัน
11:55
Speaker B
ความทุ่มเทอยู่ที่ความเข้าใจ เราอาจจะถูกมาแบบเข้มงวดกว่า ไม่ได้มีโซเชียลมีเดียนู่นนี่อะไรอย่างเงี้ย
12:03
Speaker B
มันอาจจะทำให้เราอ่ะไม่ซับซ้อนมากกว่า ไม่ได้ตั้งคำถาม
12:08
Speaker B
พี่พูดอะไรมาเราก็แค่รู้สึกว่าเออมันคืออันนี้แหละ
12:13
Speaker B
แล้วเราอ่ะเลือกที่จะทำสิ่งเนี้ยแล้วเราก็ให้ใจ
12:17
Speaker B
มันมันเลยอาจจะดูง่ายกว่า
12:19
Speaker B
แต่คือน้องๆ อ่ะเราไม่ได้มองว่าเขาไม่ให้ใจเราแต่คือเขาแค่มีคำถามมากกว่าเรา
12:26
Speaker B
เพราะว่าเขาอาจจะมีหลายๆ อย่างที่เขาเห็นที่สมัยก่อนไม่มีอย่างเงี้ย
12:33
Speaker B
มันเลยทำให้เขาอาจจะ มีคำถามในใจ
12:37
Speaker B
ที่เราอาจจะตอบเขาได้ยังไม่ตรงพอ
12:40
Speaker B
มากกว่า
12:43
Speaker B
รู้สึกแบบทำไมกูไม่เกิดช้าหน่อย
12:46
Speaker B
จะได้เจออะไรที่มันมีเหตุผลหน่อยอะไรอย่างเงี้ย
12:49
Speaker B
แต่ว่ารวมๆ แล้วก็จะรู้สึกว่าก็คงดีอ่ะ
12:54
Speaker B
คือรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเราก็ต้องพัฒนา
12:58
Speaker B
พัฒนาดีไม่ดีไม่มีใครรู้
13:02
Speaker B
เพราะฉะนั้นแล้วอ่ะมันก็มีสิ่งที่เรารองกับ 74 75 มา
13:08
Speaker B
แล้วมันก็อาจจะไม่เวิร์ค
13:10
Speaker B
แล้วเราก็เอามา adapt
13:13
Speaker B
มองว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องปกติของการเติบโตที่มันจะต้องหาวิธีทำงานกันไปเรื่อยๆ
13:19
Speaker B
วิธีอาจจะไม่เวิร์คก็เอาข้อเสียมาดูว่า
13:22
Speaker B
ไม่เวิร์คเพราะอะไร
13:24
Speaker B
แล้วก็ปรับกันไป
13:27
Speaker B
เราคิดว่า
13:28
Speaker B
มันเหมือนเบบี้บูมอ่ะเลี้ยงลูก
13:32
Speaker B
เด็กเจนวายเลี้ยงเจน Z หรืออัลฟ่าอะไรอย่างเงี้ย
13:36
Speaker B
เราคิดว่ามันไม่เหมือนกัน
13:37
Speaker B
เพราะว่าสมัยก่อนน่ะเหมือนพ่อแม่เราที่ทำเป็นเบบี้บูมอย่างเงี้ย เขาไม่คิดเล็กคิดน้อย
13:44
Speaker B
เขาไม่มานั่งคิดดีเทลอยู่แล้ว
13:47
Speaker B
แต่เขามีเป้าหมายให้เรา เขารักเรา
13:50
Speaker B
เขาคิดดีอยู่แล้ว
13:51
Speaker B
เราอ่ะพูดเติบโตมาโดยการที่ตั้งคำถามไม่ได้เพราะว่าเขาไม่มีเวลาจะตอบเราด้วยซ้ำ
13:59
Speaker B
เออ
14:00
Speaker B
สมัยเราเนาะ
14:01
Speaker B
มันก็เลยทำให้พอมาเป็นเจนเนี้ยมันไม่เหมือนกัน เพราะว่าเราที่เป็นแบบเจนวายอย่างเงี้ย
14:09
Speaker B
เราก็จะไม่ทำในสิ่งที่เราไม่ชอบ หรือเราอาจจะอยากทำที่ดีขึ้น
14:15
Speaker B
มันก็เหมือนการทำงานปกติ
14:17
Speaker B
อย่างที่เหมือนที่บอกไปเมื่อกี้ก็คือ
14:20
Speaker B
เราก็แค่เจอไม่ชอบก็ไม่ทำ
14:23
Speaker B
แล้วก็พัฒนาไปเรื่อยๆ
14:26
Speaker B
มีตัวอย่างมั้ย
14:27
Speaker B
อ๋อ ยกตัวอย่างได้เหรอ
14:30
Speaker B
ก็กระดิกนิ้วก็ไปวิ่งอะไรเงี้ย
14:32
Speaker B
กระดิกนิ้วเท้า
14:34
Speaker B
ก็ไปวิ่ง
14:35
Speaker B
ซึ่งแบบใส่รองเท้า
14:37
Speaker B
เห็น
14:38
Speaker B
เออ ใส่รองเท้าได้ไงอ่ะ
14:40
Speaker B
ใส่รองเท้าวิ่งอ่ะ
14:42
Speaker B
แต่แบบกระดิกนิ้วเท้าก็แบบกระดิกนิ้วเท้าไปวิ่งอย่างงี้
14:46
Speaker B
คือแบบ
14:47
Speaker B
เหรอ ก็ได้
14:49
Speaker B
ก็ได้
14:51
Speaker B
ซึ่งจริงมั้ย
14:51
Speaker B
จริง
14:53
Speaker B
ทั้งหมดทั้งมวลนี้สาบานว่าไม่โกหกเลย
14:59
Speaker A
ดรีมว่าถ้าเป็นฟิสิคอลอ่ะโอเค
15:03
Speaker A
แต่ว่าถ้าเกิดเป็นเรื่องของอารมณ์แรกๆ ก็ค่อนข้างค่อนข้างหนักหน่วง
15:09
Speaker A
สำหรับบางคน ที่แบบว่าค่อนข้างจะเบรกดาวน์นิดนึง
15:14
Speaker A
มีการร้องร้องไห้ไปเต้นไปเหมือนกันช่วงแรกๆ
15:18
Speaker A
แต่ว่าเหมือนน้องก็พยายามจะดีลตัวเอง
15:21
Speaker A
ดีลกับตัวเองมามากขึ้น ต่อให้น้ำตาไหลก็ยังทำอยู่
15:25
Speaker A
อะไรอย่างงี้
15:27
Speaker A
แต่ตอนนี้ก็น้อยลง
15:28
Speaker A
อาจจะปรับตัวไม่ได้
15:30
Speaker A
ดรีมว่าเหมือนคาดหวังมาแล้วว่าจะเหนื่อยแต่เหนื่อยกว่าบียอนด์ไปอีกอ่ะ
15:36
Speaker A
กว่าที่คาดหวัง ซึ่งดรีมว่ามันเป็นปกติ
15:40
Speaker A
มีเมฆปกคลุมบนหัวตั้งแต่ตั้งแต่มา
15:44
Speaker A
แบบความสดใสในวันไฟนอลหายไป
15:48
Speaker A
ทุกคน
15:51
Speaker A
ขอพูดเป็นคนที่รอดดีกว่า
15:53
Speaker A
จะมีมายที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง
15:56
Speaker A
ทั้งร่างกายและจิตใจ
15:59
Speaker A
กิกิที่ใจสู้มาก
16:02
Speaker A
พี่แก้อะไรคือได้ค่ะ ได้ค่ะไปก่อน
16:06
Speaker A
ทำได้มั้ยไม่รู้แต่หนูตอบได้ค่ะ
16:08
Speaker A
ไปไปที่ผู้ชายเลย ผู้ชายเนี่ยป้าซิง
16:12
Speaker A
ด้วยความที่ชีน่าจะเป็นเด็กแบบเด็กคิดบวกเด็กอารมณ์ดีนิดนึงตามคาแรคเตอร์
16:17
Speaker A
ชีจะไม่คิดเยอะเวลาซ้อม ก็คือมาซ้อมพี่สั่งก็ทำอะไรอย่างงี้
16:21
Speaker A
แทนคุณเนี่ยมีความสู้แต่ว่าจะมีความแบบคิดเกี่ยวกับเพื่อนเยอะ
16:26
Speaker A
แต่ว่าชีสู้ ชีสู้ ชีอยากแบบให้รุ่นที่ไปได้กันได้
16:30
Speaker A
โอโซนก็โอเคดูมีความอดทนแต่ว่าก็จะดูรู้ว่าดื้อแหละ
16:35
Speaker A
แต่ว่าก็ไม่ได้แสดงอาการมากต่อหน้าดรีมแล้วกัน
16:39
Speaker A
จริงๆ ผู้ชายอ่ะไม่เชิงเป็นแบบ sadness ขนาดนั้นแต่ว่าเป็นฟีลแบบ
16:45
Speaker A
งอแงทำไม่ได้อย่างที่บอกแบบทิ้ง
16:48
Speaker A
แต่ถ้า sadness คือคนเลยช่วงแรกๆ อีก 2 คนผู้ชายคือพีทกับอาร์ม
16:54
Speaker A
คือไม่เอาแล้วคือไม่ไหวแล้วคือไปเลย
16:58
Speaker A
คือลอยไปไกลแล้ว แบบพี่พยายามดึงกลับมาแล้วแต่
17:01
Speaker A
ยากมาก
17:03
Speaker A
เปรียบเทียบกับตัวเอง ตอนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว
17:08
Speaker A
แล้วก็ตอนทำ 75 ปีที่แล้ว กับ 76 ตอนนี้
17:16
Speaker A
ตอนนั้นเหนื่อยมากอ่ะ
17:19
Speaker A
ดรีมดาวน์มากอ่ะ
17:20
Speaker A
ดรีมดิ่งเลยอ่ะ
17:22
Speaker A
แบบที่บอกว่าน้องมีเมฆบนหัวคือดรีมเป็นอย่างงั้นน่ะ
17:27
Speaker A
ดรีมเคยผ่านมาแล้ว ดรีมเลยรู้ว่าเลยเข้าใจความรู้สึกนั้น
17:32
Speaker A
แต่คือตอนนั้นคือมันมากกว่านี้แบบ
17:36
Speaker A
ทั้งระยะเวลาการซ้อมอ่ะ ที่น้องซ้อมแค่แบบ
17:40
Speaker A
รุ่นที่แล้ว 60 ใช่ป่ะ
17:42
Speaker A
รุ่นดรีมซ้อม 111
17:44
Speaker A
ดรีมร้องไห้ทุกวัน
17:46
Speaker A
แบบทุกวันจริงๆ อ่ะ
17:48
Speaker A
ดรีมงอแงมาก
17:50
Speaker A
ดรีมไม่เคยบอกที่ไหนเลยนะว่าก่อนดรีมจะก้าวเข้าสนามอ่ะ แม่ดรีมแทบจะลากดรีมเข้าสนามอ่ะ
17:57
Speaker A
ทั้งระยะเวลาการซ้อมแล้วก็ทั้งวิธีการซ้อม ความหนักอะไรอย่างเงี้ย
18:04
Speaker A
มันแทบจะคูณ 2 ไปเลยอ่ะ
18:06
Speaker A
ตอนนั้นมันเลยเหมือนแบบดรีมทำใจไว้แล้วว่ามันจะเหนื่อย
18:11
Speaker A
แต่ตอนนี้คือมันเหนื่อยกว่าที่ทำใจมามันเลยแบบช็อกอ่ะ
18:15
Speaker A
ทั้งร่างกายแล้วก็ทั้งจิตใจอ่ะเหมือนแบบร่างกายมันไม่ค่อยได้มันไม่ค่อยๆ พัฒนาขึ้น
18:22
Speaker A
แต่มันแบบปุ้งอยู่ต้องทำให้ได้เลยอะไรอย่างงี้
18:26
Speaker A
มันก็เลยแบบอุ๊ ร่างกายก็เจ็บใจก็ไม่ไหวแล้วอะไรอย่างงี้
18:30
Speaker A
ตอนนั้นก็เลยแบบยากไปหมดเลย
18:32
Speaker A
ส่วนเมื่อปีที่แล้วที่เรามีการปรับหลายๆ อย่างให้มันเข้ากับยุคให้มันเข้าน้องมากขึ้นอ่ะ
18:39
Speaker A
ดรีมรู้สึกว่ามันดีกับน้องมากขึ้นนะทั้งร่างกายแล้วก็จิตใจ
18:43
Speaker A
แต่ว่าเสี้ยวหนึ่งของหัวใจเล็กๆ
18:50
Speaker A
เสี้ยวหนึ่งของหัวใจมันก็รู้สึกว่า
18:52
Speaker A
อืม อิจฉาน้อง
18:55
Speaker A
แบบ
18:57
Speaker A
อืม
18:59
Speaker A
อิจฉาจัง
19:00
Speaker A
เข้าใจ
19:01
Speaker A
เข้าใจทั้งหมด
19:03
Speaker A
เข้าใจถึงวิธีการเข้าใจเหตุผลเข้าใจทุกอย่างที่พี่ทำที่เราทำให้น้อง
19:09
Speaker A
แต่ก็อดอิจฉาไม่ได้
19:13
Speaker A
อดน้อยใจไม่ได้
19:16
Speaker A
คือเอาจริงๆ พอเป็นน้องอ่ะมันคือสิ่งที่เราแบบพร้อมที่จะทรีทแล้วก็แบบ
19:21
Speaker A
ไปน้อง
19:22
Speaker A
แต่พอเป็นพี่ที่มันมันไม่รู้จะรุ่นติดมั้ย
19:27
Speaker A
หรือมันจะเป็นพี่ที่โตที่มันจะดูแลน้องอ่ะ
19:31
Speaker A
มันเหนื่อยกว่ามากเลยอ่ะ
19:33
Speaker A
มันไม่ใช่แค่ซ้อมแต่คือมันต้องทำทุกอย่าง
19:37
Speaker A
แล้วมันก็ต้องมันก็ต้องคุยกับพี่ซึ่ง
19:41
Speaker A
ซึ่งบางทีมันคือการทะเลาะอ่ะ
19:44
Speaker A
มันก็เลยแบบมันหลายความรู้สึกมากบางทีมันก็รู้สึกว่าไม่เอาแล้วไม่ทำแล้วไม่อยากทำแล้ว
19:51
Speaker A
ทำไมเราไม่ได้อย่างงี้บ้าง
19:55
Speaker A
อืม พี่โอ๋น้องจัง
19:58
Speaker A
ทำไมเราไม่ใช่น้องพี่แล้วหล่ออะไรอย่างงี้
20:02
Speaker A
แบบ
20:04
Speaker A
อืม น้องได้อันนี้ด้วย
20:07
Speaker A
เราไม่เห็นได้เลย
20:09
Speaker A
ดรีมว่าถ้าพูดตอนนี้ 75 ก็จะยังไม่เข้าใจ
20:12
Speaker A
แต่ว่าถ้า 75 ได้ดู
20:15
Speaker A
อืม
20:17
Speaker A
ดรีมว่าการเป็นพี่อ่ะหมายถึงว่าน้อยใจอ่ะเป็นเรื่องปกติ
20:22
Speaker A
มันเป็นอารมณ์เรา
20:24
Speaker A
เราห้ามไม่ได้
20:25
Speaker A
แต่ว่าดรีมว่าถ้าเรารู้ตัวเร็วอ่ะโอเคเรารู้ตัวนะว่าเราน้อยใจอยู่
20:31
Speaker A
แต่เราก็สามารถเข้าใจตัวเองได้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงน้อยใจ
20:35
Speaker A
แต่ดรีมว่า 75 ตอนเนี้ยอาจจะยังไม่เข้าใจทั้งหมดแหละ
20:41
Speaker A
อยากบอก 75 ว่า
20:43
Speaker A
ฮึ้ย
20:46
Speaker A
เหมือนที่เคยบอกอ่ะ
20:48
Speaker A
แบบว่ารัก 75 มากจริงๆ แล้วอ่ะแค่ไม่ได้ค่อยพูด
20:53
Speaker A
แล้วก็ต่อให้ 75 จะมี 76 อ่ะ 75 ก็จะมีดรีมเหมือนกัน
20:59
Speaker A
เพราะฉะนั้นอะไรที่น้อยใจ อะไรที่ยังไม่เข้าใจตอนนี้อ่ะ
21:04
Speaker A
เราเชื่อว่าถ้า 75 ได้เป็นพี่อีกปีนึงแล้วได้ทำงานอ่ะ
21:10
Speaker A
75 จะเข้าใจมากขึ้น
21:13
Speaker A
จะเข้าใจเราแล้วก็จะเข้าใจพี่ๆ ทุกคนมากขึ้น
21:19
Speaker A
อยากให้ อยู่ด้วยกันอย่างงี้ก่อน
21:24
Speaker A
แล้วแล้วน้องน่าจะเข้าใจพี่ๆ
21:30
Speaker A
แล้วก็เข้าใจเราแล้วก็รักน้อง
21:36
Speaker A
มากๆ จากใจจริง
21:40
Speaker A
แบบที่เรารัก
21:55
Speaker C
ในยุคเก่าอ่ะมันคือมันคือการซ้อมแบบหนักจริงๆ อ่ะ หนักแบบ
22:03
Speaker C
ใช้คำว่าอะไรดีอ่ะ ป่าเถื่อน
22:06
Speaker C
หนักแบบไม่คิดชีวิตอ่ะ
22:10
Speaker C
ผลที่ได้รับอ่ะมันคืออาการบาดเจ็บ
22:15
Speaker C
สภาพร่างกายที่มันที่มันเกินลิมิตของของบางทีอาจจะเป็นเรื่องของมนุษย์
22:22
Speaker C
หรือสภาพจิตใจที่เอ่อมันมันลงลึกไปถึงเป็นบาดแผลทั้งจิตใจอะไรอย่างเงี้ย
22:28
Speaker C
หลายๆ อย่างพอเราโตขึ้นเนาะสมัยนั้นเราเด็กแหละก็ยอมรับ
22:33
Speaker C
แล้วแล้วแล้วสังคมอ่ะมันก็ยังไม่ได้ตื่นรู้ขนาดนั้นเนาะ
22:37
Speaker C
เราถูกปลูกฝังมาแบบนี้เราก็ทำตาม
22:40
Speaker C
พอเราโตขึ้นเรามองย้อนกลับไปอ่ะไม่ใช่แค่น้องที่ซัฟเฟอร์นะ
22:44
Speaker C
คนสอนอ่ะก็ซัฟเฟอร์นะ
22:47
Speaker C
แล้วทำไมถึงต้องใช้วิธีนี้ล่ะ
22:50
Speaker C
บางเหตุการณ์ที่มันแบบเทิร์นนิ่งพอยต์มากๆ อ่ะก็อย่างเช่นพี่ใหญ่มากๆ อ่ะ
22:56
Speaker C
คือตอนเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว
23:00
Speaker C
ตอนปี 70
23:02
Speaker C
มันเกิดเหตุการณ์ที่ว่าน้องที่ที่ปัสสาวะสีผิดปกติ
23:08
Speaker C
สีเข้มผิดปกติเป็นสีน้ำตาลอะไรอย่างเงี้ย
23:12
Speaker C
ณ วันนั้นก็ไม่มีใครรู้หรอกมันคืออะไรนึกออกมั้ย
23:16
Speaker C
น้องก็ไปหาหมอ
23:17
Speaker C
ไปตรวจปัสสาวะ ปรากฏว่ามันคือ CPK
23:21
Speaker C
มันคือออกกำลังกายหนักเกินไปจนกล้ามเนื้อสลายลงไปที่ไต ซึ่งเลเวลที่น้องเป็นอ่ะคือ
23:29
Speaker C
ก็อันตรายขนาดที่อาจจะไตวายได้
23:33
Speaker C
ฮึ่ย
23:37
Speaker C
นึกออกมั้ย เพราะว่าสมัยนั้นต้องบอกว่า
23:40
Speaker C
สมัยนั้นน่ะวิทยาศาสตร์การกีฬา มันไม่ได้แพร่หลายขนาดทุกวันนี้นะ
23:45
Speaker C
ทุกวันนั้นคนยังไม่เข้าใจเรื่องการกินเวย์เลย
23:49
Speaker C
ยังไม่รู้เลยว่าการออกกำลังกายที่ถูกต้องคืออะไรอะไรอย่างเงี้ย
23:52
Speaker C
พอเราได้รู้ว่าเราก็เลยแบบรีบปรึกษาพี่ๆ หมอที่เรารู้จักว่า
23:56
Speaker C
สิ่งนี้คืออะไร
23:58
Speaker C
มันคือยังไง
24:00
Speaker C
พอเรารู้แล้วว่าเฮ้ยอันตราย
24:03
Speaker C
เราก็เลยให้น้องอ่ะไปตรวจให้หมดเลย
24:06
Speaker C
ปรากฏว่าค่า CPK สูง 8 คนถึง 9 คน
24:11
Speaker C
ที่ไปถึงจุดที่ที่ต้องแอดมิท
24:14
Speaker C
เป็นเรื่องใหญ่โตเหมือนกัน เพราะว่าพูดตรงๆ อ่ะเราเองก็ช็อก
24:19
Speaker C
เพราะเราไม่รู้มันช็อกด้วยความไม่รู้เนาะ
24:22
Speaker C
เพราะว่าเราทำมานานแล้วมันไม่เคยมีปัญหาใช่ไหม
24:26
Speaker C
ซึ่งมันไม่ได้แปลว่าทำมานานจะไม่มีปัญหาถูกป่ะ
24:29
Speaker C
อันนี้ก็เป็น learning เหมือนกันในในยุคนั้น
24:32
Speaker C
ก็เกิดการพูดคุยกันเกิดขึ้น
24:35
Speaker C
คุยจริงจัง
24:37
Speaker C
คุยทั้งสายวิทยาศาสตร์การกีฬา คุยทั้งกับอาจารย์ คุยทั้งกับหมอ
24:44
Speaker C
มีการแบบรวมหัวกันเลยว่าเราทำไม่ถูกอยู่หรือเปล่า
24:49
Speaker C
สิ่งที่มันเกิดขึ้นมันมันใช่หรอ นึกออกมั้ย
24:53
Speaker C
ก็ตั้งคำถามกันเยอะ
24:55
Speaker C
ก็ก็อันนั้นน่ะเป็นเทิร์นนิ่งพอยต์ที่ใหญ่ที่สุดทำให้เราอ่ะยิ่งต้องกลับมาดูเลยว่า
25:00
Speaker C
ไอ้สิ่งที่เราทำอ่ะมันใช่หรือเปล่า
25:04
Speaker C
ไม่แปลกใจนะว่าหลายๆ คนจะมาบอกว่า
25:07
Speaker C
ยังทำอะไรเดิมๆ อยู่เลย
25:10
Speaker C
ซึ่งเราแฮปปี้นะ
25:12
Speaker C
เพราะว่าคนยังรู้สึกว่านี่ยังคือหลีดจุฬาอยู่
25:16
Speaker C
ยังไม่ได้เสียตัวตนของการหลีดจุฬาไป
25:18
Speaker C
แต่ถ้าทีมหลังบ้านเองเราจะรู้ว่าอ๋อเนี่ยไม่ใช่หลีดจุฬาแบบเดิมแล้ว
25:24
Speaker C
วิธีการทำงานเราเปลี่ยนหมด
25:26
Speaker C
มายด์เซ็ตที่เรามองต่อต่องานของเราเอง
25:31
Speaker C
แม้กระทั่งการฝึกซ้อมที่เราคุยกันมาว่า
25:34
Speaker C
อุ๊ยเราเปลี่ยนแล้วอะไรอย่างเงี้ย
25:35
Speaker C
เพราะว่าเรามองไปที่เป้าหมายใหม่ว่าหลีดจุฬาในยุคปัจจุบันจะต้องเป็นยังไง
25:40
Speaker C
เราว่าปีที่แล้วอ่ะเราทำก็ทำไว้ได้ดีประมาณนึง
25:44
Speaker C
ปีที่แล้วอ่ะเราพรูฟกับตัวเองแหละว่ายังอยู่
25:49
Speaker C
และยังอยู่ได้
25:51
Speaker C
แล้วอยู่ได้ดีด้วย
25:52
Speaker C
มันยังมีคนที่สนใจอยู่
25:54
Speaker C
มันแค่หายไป 5 ปี
25:56
Speaker C
มันแค่ไม่มี
25:57
Speaker C
พอกลับมาปุ๊บอุ๊ยมันยังมีคนที่รอติดตามเราอยู่นะ แล้วเราสามารถนำเสนอในมุมใหม่ๆ ให้เขาเห็นได้
26:03
Speaker C
โดยที่เขาไม่รู้สึกว่านี่คืออะไรแปลกปลอมของหลีดจุฬา
26:06
Speaker C
ซึ่งเราเราเราว่าเราก็ประสบความสำเร็จ
26:08
Speaker C
นะ ถ้าถ้าคนจะบอกว่าทำไมหลีดจุฬายังทำอะไรเดิมๆ อยู่เลย
26:14
Speaker C
ในมุมเราเราฝั่งนึงเราแฮปปี้นะว่าเขายังรู้สึกว่าเป็นหลีดจุฬาอยู่ไง
26:19
Speaker C
แต่ในมุมนึงเรารู้สึกว่าอ้าวแต่ว่าเรายังอยู่ไง
Topics:หลีดจุฬาฯซ้อมหนักงานบอลจุฬาการฝึกซ้อมเชียร์พี่ปีติดการสอนหลีดความอดทนวินัยการพัฒนาทีมเพรสเชอร์ในการซ้อม

Frequently Asked Questions

หลีดจุฬาฯ ซ้อมหนักขนาดไหน?

หลีดจุฬาฯ ซ้อมหนักมากจนถึงขั้นตรวจพบ CPK ซึ่งแสดงว่าการออกกำลังกายหนักเกินไปจนกล้ามเนื้อสลายและส่งผลต่อไต แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทและความเข้มข้นในการซ้อมอย่างแท้จริง

พี่ปีติดในหลีดจุฬาฯ มีหน้าที่อะไรบ้าง?

พี่ปีติดจะทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนหลัก คัดเลือกน้อง ดูแลความสุขสบายของน้อง รวมถึงจัดการเรื่อง PR ทำคอนเทนต์ ติดต่อสปอนเซอร์ และงานเอกสารต่างๆ เพื่อให้ทีมทำงานได้อย่างราบรื่น

วิธีการซ้อมหลีดจุฬาฯ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในปัจจุบัน?

จากเดิมที่เน้นความหนักและเพรสเชอร์อย่างเดียว ปัจจุบันมีการใช้เหตุผลในการสอนมากขึ้น มีการพูดคุยและปรับวิธีการซ้อมให้เหมาะสมกับน้องๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและมีความสุขในการฝึกซ้อม

Get More with the Söz AI App

Transcribe recordings, audio files, and YouTube videos — with AI summaries, speaker detection, and unlimited transcriptions.

Or transcribe another YouTube video here →