**Shot on iPhone แคมเปญเปลี่ยนโลกที่ทำให้ Apple พลิกชนะ Samsung | Geek Story EP876 — Transcript & Summary | SozAI**
Source: https://sozai.app/transcript/shot-on-iphone-apple-vs-samsung-geek-story/

วิเคราะห์แคมเปญ Shot on iPhone ที่ทำให้ Apple พลิกชนะ Samsung ด้วยกลยุทธ์การตลาดใหม่ที่เน้นภาพถ่ายจากผู้ใช้จริง

## Key Takeaways

- การตลาดที่เน้นประสบการณ์และความรู้สึกสามารถชนะสงครามสเปคได้
- ภาพถ่ายจากผู้ใช้จริงสร้างความน่าเชื่อถือและเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้ดีกว่าโฆษณาปกติ
- Apple เลือกคุณภาพภาพถ่ายแทนจำนวนพิกเซลเพื่อประสิทธิภาพที่แท้จริง
- แคมเปญ Shot on iPhone เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนเกมการตลาดในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน
- การสร้างแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับตัวตนผู้บริโภคช่วยเพิ่มความภักดีและยอดขาย

## What the video covers

- สงครามสมาร์ทโฟนระหว่าง Apple และ Samsung ที่เน้นการแข่งสเปคกล้องและตัวเลขล้านพิกเซล
- Samsung ใช้แคมเปญ The Next Big Thing โจมตี Apple และแซงหน้าด้วยยอดขายสูงสุดในปี 2013
- Apple เลือกเดินเกมการตลาดใหม่โดยไม่เน้นสเปค แต่ใช้ภาพถ่ายจริงจากผู้ใช้ในแคมเปญ Shot on iPhone
- Apple รักษาคุณภาพกล้องด้วยการจำกัดความละเอียดที่ 8 ล้านพิกเซล เพื่อภาพถ่ายที่ดีในทุกสภาพแสง
- แคมเปญ Shot on iPhone ใช้ภาพถ่ายจากผู้ใช้จริงโดยไม่ผ่านการตกแต่งหรือจัดฉาก พร้อมให้เครดิตชัดเจน
- ภาพถ่ายถูกนำไปแสดงบนบิลบอร์ดทั่วโลกโดยไม่มีภาพโทรศัพท์หรือสเปคใดๆ
- แคมเปญนี้สร้างความเชื่อมโยงทางจิตวิทยาระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ (Self Brand Connection)
- ผู้บริโภครู้สึกว่าตัวเองก็สามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้ด้วย iPhone
- ความสำเร็จของแคมเปญนี้ช่วยให้ iPhone กลับมาเป็นสมาร์ทโฟนที่ขายดีที่สุดในโลก
- แคมเปญนี้เปลี่ยนกติกาการแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนจากการเน้นสเปคเป็นการเน้นประสบการณ์และความรู้สึก

Answers

## Questions about this video

ทำไม Apple ถึงไม่เน้นสเปคกล้องที่สูงกว่าคู่แข่ง?

Apple เลือกจำกัดความละเอียดกล้องไว้ที่ 8 ล้านพิกเซลเพื่อรักษาคุณภาพภาพถ่ายในทุกสภาพแสง เพราะการเพิ่มพิกเซลมากเกินไปจะทำให้ภาพเกิดนอยส์ในที่แสงน้อยได้ง่าย

แคมเปญ Shot on iPhone แตกต่างจากโฆษณาอื่นอย่างไร?

แคมเปญนี้ใช้ภาพถ่ายจริงจากผู้ใช้ทั่วไปโดยไม่ผ่านการตกแต่งหรือจัดฉาก และให้เครดิตช่างภาพอย่างชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากโฆษณาที่ใช้ตากล้องมืออาชีพและการแต่งภาพ

แคมเปญ Shot on iPhone ช่วยให้ Apple ชนะ Samsung ได้อย่างไร?

แคมเปญนี้สร้างความเชื่อมโยงทางจิตวิทยาระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าตัวเองก็สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ด้วย iPhone ส่งผลให้ยอดขาย iPhone กลับมาเป็นอันดับหนึ่ง

## Full Transcript — Download SRT & Markdown

00:01

Speaker A

เคยสงสัยกันมั้ยครับว่าในสงครามสมาร์ทโฟน ที่ทุกแบรนด์แข่งกันอวดสเปคกล้องเกทับกัน ด้วยตัวเลขล้านพิกเซล ทำไม Apple ถึงเอาชนะ Samsung ได้แบบขาดรอย ทั้งที่ไม่เคยปริบปากเถียงเรื่องสเปคเลยแม้แต่คำเดียว ซึ่งในขณะที่คู่แข่งสู้กันด้วยกราฟและข้อมูลทางวิศวกรรมบนหน้ากระดาษ Apple เนี่ย กลับฉีกกฎการตลาดทั้งหมดนะครับ ด้วยการเอารูปถ่ายธรรมดาของคนทั่วไปแปะโชว์บนบิลบอร์ดยักษ์ทั่วโลกกับแคมเปญ Shot on iPhone การเดินหนีจากเกมการแข่งขันที่คนอื่นสร้างไว้เนี่ย กลายเป็นจุดพลิกผันที่ทำให้ iPhone ขึ้นแท่นสมาร์ทโฟนที่ขายดีที่สุดในโลกได้ยังไง เบื้องหลังสงครามที่ใช้จิตวิทยาเอาชนะตัวเลขนี้เนี่ยมีคำตอบรออยู่นะครับ ไปรับฟังกันได้เลยครับผม Welcome to GEK story Powerful Story Inspire ในยุคที่เราเดินเข้าไปในร้านขายโทรศัพท์มือถือนะครับ สิ่งแรกที่พนักงานมักจะหยิบยื่นให้ก็คือแพนพับครับ ที่มันเต็มไปด้วยตัวเลขมากมาย สเปคของ CPU ขนาดแบตเตอรี่ และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือความละเอียดของกล้องนะครับ เราอยู่ในยุคที่แบรนด์สมาร์ทโฟนเนี่ยแข่งขันกันด้วยตัวเลขบนหน้ากระดาษ ยิ่งตัวเลขเยอะยิ่งแปลว่าดี แต่หากย้อนกลับไปในช่วงปี 2015 นะครับ มีแบรนด์นึงที่ตัดสินใจฉีกกฎเกณฑ์ทั้งหมด แบรนด์นี้เนี่ยเลือกที่จะเดินออกจากสนามรบที่มีแต่การกางตัวเลขข่มกัน และหันไปใช้ป้ายบิลบอร์ดโชว์รูปถ่ายธรรมดาแทนนะครับ สิ่งที่น่าสนใจก็คือการเดินหนีจากการโต้เถียงในวันนั้นเนี่ย กลับทำให้พวกเขาชนะสงครามได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดเนี่ยเราต้องย้อนกลับไปในช่วงปี 2011 ถึงปี 2014 กันก่อนนะครับ ในตอนนั้นเนี่ยสมาร์ทโฟนกำลังเติบโตอย่างบ้าคลั่ง และคู่แข่งตัวฉกาจของ Apple ไม่ใช่ใครที่ไหนนะครับ ก็คือ Samsung นั่นเอง Samsung เริ่มต้นเปิดฉากโจมตีอย่างดุเดือดในปี 2011 ด้วยแคมเปญโฆษณาที่ชื่อว่า The Next Big Thing ซึ่งจัดทำโดย Agency ที่ชื่อว่า 72 and Sunny โฆษณาชิ้นนี้เนี่ยไม่ได้แค่โปรโมทฟีเจอร์ของตัวเครื่องนะครับ แต่จงใจล้อเลียนวัฒนธรรมการต่อแถวรอซื้อ iPhone หน้า Apple Store แบบเจ็บแสบมากๆ ในโฆษณาเนี่ยเราจะเห็นภาพกลุ่มคนที่ดูเป็นสาวก Apple ยืนกางเต็นท์รอกันข้ามวันข้ามคืน แล้วก็มีคนใช้ Samsung Galaxy เดินเข้ามาพร้อมกับฟีเจอร์หน้าจอที่ใหญ่กว่าหรือระบบที่ส่งไฟล์ได้เร็วกว่าตอนนั้น โฆษณาตัวนี้เนี่ยกลายเป็นไวรัลหนักมากๆนะครับ นิตยสาร Week ถึงกับยกให้โฆษณาของ Samsung ติดอันดับโฆษณาสายเทคโนโลยีที่เป็นไวรัลที่สุดของปี และมันไม่ได้ส่งผลแค่ยอดวิวบน YouTube นะครับ แต่ในช่วงเวลานั้นเนี่ย Samsung สามารถแซงหน้า Apple ขึ้นเป็นแบรนด์ที่มียอดขายสมาร์ทโฟนอันดับ 1 ของโลกได้เป็นครั้งแรก เมื่อถึงต้นปี 2013 Samsung ครองส่วนแบ่งตลาดโลกไปเกือบ 1 ใน 3 ในขณะที่ Apple เนี่ยมีส่วนแบ่งลดลงเหลือไม่ถึง 18% สถานการณ์นี้เนี่ยทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างหนักในสำนักงานใหญ่ของ Apple ที่เมือง Cupertino มีบทความจาก Wall Street Journal พาดหัวตัวโตนะครับว่า Has Apple lost its cool to Samsung หรือเป็นง่ายๆ ว่า Apple เนี่ยหมดความเจ๋งและพ่ายแพ้ให้กับ Samsung ไปแล้วหรือยัง บทควันนี้เนี่ยเรียกได้ว่าสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้บริหารของ Apple เป็นอย่างมากนะครับ iChiller หัวหน้าฝ่ายการตลาดในตอนนั้นเนี่ยถึงกับส่งบทความนี้ไปให้ agency คู่บุญอย่าง TBWA พร้อมกับข้อความสั้นๆ แต่แฝงไปด้วยความกดดันนะครับว่าเรามีงานต้องทำอีกมากเพื่อพลิกสถานการณ์นี้ ความกดดันในตอนนั้นน่ะถึงขั้นมีข่าวลือว่า iChiller เสนอให้ทีมคุกพิจารณาเปลี่ยน agency โฆษณาที่ทำงานร่วมกันมาเกือบ 30 ปีทิ้งไปเลยทีเดียวนะครับ ซึ่งในการประชุมบอร์ดบริหารเนี่ยเต็มไปด้วยความตึงเครียด ทุกคนต้องการหาทางออกเพื่อตอบโต้ Samsung ให้จงได้ และก่อนที่จะไปรับฟังเนื้อหากันต่อนะครับ ผมก็ต้องขอเวลาท่านผู้ฟังแป๊บนึง แนะนำผลิตภัณฑ์ตัวนึงก็คือดิฟ CBD นะครับ สำหรับท่านผู้ฟังที่มีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับ หลับไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลีย ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หรือว่าต้องการรีเซตสมองในทุกๆ คืนนะครับ ตัวนี้ผมใช้เนี่ยดีมากๆนะครับ สมองเฟรชทุกเช้าทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ทราบใครมีปัญหาเหล่านี้เนี่ยผมแนะนำให้แอดไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนได้นะครับ ที่ Line แ@DIPGeEG หรือสแกน QR Code หรือกดที่ลิงก์ใน Description ด้านล่างได้เลย ผลิตภัณฑ์ตัวนี้เนี่ยได้รับการรับรองจาก อย. ปลอดภัย 100% มีขายในเชนร้านขายยาชั้นนำมากมาย แต่ถ้าท่านอยากได้โปรโมชั่นพิเศษสเปเชียลเฉพาะชาวช่องเรา ต้องแอดไปที่ Line @dek เท่านั้นนะครับ ลองไปปรึกษาดูก่อนได้เลย กลับมาที่สถานการณ์ของ Apple หลังจากนั้นนะครับ แรงกดดันก็พุ่งไปที่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะเรื่องของกล้อง ซึ่งเป็นสมรภูมิหลักที่ทุกแบรนด์กำลังสู้กันยิบตา ในตอนนั้นในเดือนกันยายนปี 2014 Apple เปิดตัว iPhone 6 พร้อมกับกล้องความละเอียด 8 ฟังดูอาจจะโอเคนะครับ แต่ถ้าหันไปมองคู่แข่งในตลาดตอนนั้นเนี่ย Samsung Samsung Galaxy S5 มีกล้องความละเอียด 16 ไปแล้วนะครับ แบรนด์อย่าง HTC ก็เปิดตัวเทคโนโลยีที่เรียกว่า Ultra Pixel Nokia รุ่น Lumia 1020 จัดหนักจัดเต็มใส่ความละเอียดมาถึง 41 ล้านพิกเซล ซึ่งถ้ามองแค่บนหน้ากระดาษนะครับ Apple ดูเหมือนจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แบบราบคาบ แต่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้นะครับ Apple มีแนวคิดทางวิศวกรรมที่แตกต่างไป การยัดเยียดพิกเซลจำนวนมากขนาดนั้นเนี่ยลงไปบนเซ็นเซอร์รับภาพขนาดจิ๋วโทรศัพท์มือถือ จะทำให้แต่ละพิกเซลรับแสงได้น้อยลง ผลที่ตามมาก็คือภาพจะเกิดนอยส์หรือจุดรบกวนในภาพเยอะมากเมื่อถ่ายในที่แสงน้อย ผู้บริหารของ Apple รู้เรื่องนี้ดีนะครับ พวกเขาจึงเลือกที่จะรักษาความละเอียดไว้ที่ 8 เพื่อให้คุณภาพของภาพถ่ายออกมาดีที่สุดในทุกสภาวะแสง ซึ่งผลลัพธ์มันก็พิสูจน์แล้วนะครับว่าพวกเขาคิดถูก สถาบันทดสอบกล้องที่น่าเชื่อถือที่สุดอย่าง DXO Mark จัดอันดับให้กล้องของ iPhone 6 เนี่ยเป็นกล้องสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดในโลก แม้แต่นักรีวิวจากสื่อใหญ่อย่าง Forbes ก็ยังเขียนสรุปนะครับว่าถึงหน้ากระดาษ Samsung จะดูดีกว่า แต่การใช้งานจริง iPhone 6 ให้ภาพที่ดีกว่า แต่ปัญหาก็คือผู้บริโภคทั่วไปไม่ได้มานั่งอ่านรายงานทดสอบทางวิศวกรรมนะครับ เวลาคนเดินไปซื้อโทรศัพท์ พวกเขามองหาตัวเลขที่สูงกว่า สิ่งที่ Apple กำลังเผชิญก็คือสงครามจอมปลอมที่ถูกสร้างกติกาขึ้นมาโดย Samsung ยิ่งมีพิกเซลเยอะ ยิ่งมีกราฟเปรียบเทียบเยอะ ฝั่งนั้นก็ยิ่งได้เปรียบ ถ้า Apple ยังคืนเล่นตามเกมนี้นะครับ ต่อให้ของตัวเองดีแค่ไหนก็ไม่มีทางอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจได้ในเวลาไม่กี่วินาที พวกเขาต้องการสมรภูมิใหม่ที่ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสเปคอีกต่อไป ภารกิจเปลี่ยนเกมนี้เนี่ยตกเป็นของ Media Arts Lab ซึ่งเป็นหน่วยงานในเครือของ TBWA ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรับใช้ Apple โดยเฉพาะ พวกเขารู้ดีนะครับว่าคราวนี้พลาดไม่ได้อีกแล้ว ทีมงานเนี่ยเริ่มสังเกตเห็นปรากฏการณ์บางอย่างบนโลกออนไลน์ ผู้ใช้งาน iPhone จำนวนมากเนี่ยกำลังถ่ายภาพที่สวยงามระดับมืออาชีพและโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย พร้อมติดแฮชแท็ก iPhone only โดยที่ไม่มีใครไปจ้างหรือบังคับให้ทำนะครับ หลักฐานที่พิสูจน์ว่ากล้องของ iPhone ดีแค่ไหนมันไม่ได้อยู่ในห้องแลบ แต่มันกระจายอยู่ทั่วโลกอินเทอร์เน็ตผ่านฝีมือของคนธรรมดาทั่วไปนั่นเอง จากนั้น agency จึงเริ่มแผนการแบบเงียบๆ พวกเขาเข้าไปตามหาภาพถ่ายที่สวยที่สุดในแพลตฟอร์มอย่าง Flickr และ Instagram และเมื่อเจอภาพที่ถูกใจนะครับ พวกเขาก็ติดต่อไปหาเจ้าของภาพเพื่อขออนุญาตนำภาพมาใช้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ภาพเหล่านั้นจะต้องถูกตีพิมพ์แบบต้นฉบับ ห้ามตัดต่อ ห้ามจัดฉาก และต้องให้เครดิตคนถ่ายอย่างชัดเจน นี่คือการตัดสินใจที่บ้าบินมากๆ สำหรับวงการโฆษณาในยุคนั้นนะครับ เพราะปกติแล้วโฆษณามือถือเนี่ยจะต้องจ้างตากล้องระดับโลก ใช้นางแบบนายแบบหน้าตาดี จัดแสงในสตูดิโอเป็นวันๆ และผ่านการแต่งรูปด้วยโปรแกรมอย่างหนักหน่วง แม้แต่โฆษณาของ Samsung ก็ใช้วิธีนี้นะครับ แต่ Apple เนี่ยกำลังโยนตำราการตลาดเหล่านั้นทิ้งลงถังขยะ ช่างภาพหลายคนที่ถูกติดต่อเนี่ยยังไม่รู้ด้วยซ้ำนะครับว่าผลงานตัวเองกำลังจะถูกนำไปใช้อะไร อย่างโรช่างภาพคนนึงเนี่ยเล่าว่ามีบริษัทลึกลับติดต่อผ่าน agency เพื่อขอซื้อภาพที่ถ่ายด้วย iPhone กว่า เขาจะรู้ว่าลูกค้าคือ Apple เขาก็เซ็นสัญญาณและส่งภาพไปเรียบร้อยแล้ว หรืออย่าง Sero Theapas หญิงสาวช่างภาพสมัครเล่นจากรัฐแคลิฟอร์เนีย เธอก็เพิ่งรู้ตัวนะครับว่าภาพของเธอโด่งดังระดับโลกก็ตอนที่เธอบินไปนิวยอร์กและเงยหน้าขึ้นไปเห็นภาพของตัวเองเนี่ยถูกขยายใหญ่เท่าตึกแปะอยู่บนป้ายบิลบอร์ดในกลางเมือง Apple ตั้งชื่อโปรเจคนี้ว่า The World Gallery พวกเขาคัดเลือกภาพจากช่างภาพ 77 คนและขยายเพิ่มเป็น 162 คนในช่วงที่แคมเปญดำเนินไปทั่วโลก บนป้ายบิลบอร์ดเหล่านั้นเนี่ยไม่มีรูปโทรศัพท์มือถือเลยแม้แต่เครื่องเดียว ไม่มีตารางเปรียบเทียบสเปค ไม่มีตัวเลขเมกะพิกเซล มีเพียงภาพถ่ายสวย ชื่อคนถ่าย และข้อความสั้นๆ ทรงพลังเพียง 4 คำ ก็คือ Shot on iPhone โอ้โห ทำไมวิธีนี้ถึงได้ผลยานะครับ คำตอบอยู่ในทฤษฎีทางจิตวิทยาการตลาดที่เรียกว่า Self Brand Connection หรือความเชื่อมโยงระหว่างตัวตนกับแบรนด์ เมื่อผู้บริโภคมองเห็นป้ายบิลบอร์ดที่มีภาพถ่ายจากช่างภาพสมัครเล่น พวกเขาไม่ได้เห็นแค่ภาพสวยๆนะครับ แต่พวกเขามองเห็นความเป็นไปได้ของตัวเอง ภาพเหล่านี้กำลังบอกพวกเขาว่า คุณไม่จำเป็นต้องเป็นตากล้องมืออาชีพ คุณไม่จำเป็นต้องจัดแสงราคาแพง เพียงแค่คุณมี iPhone ในมือ คุณก็สามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่พอจะนำไปแขวนไว้ข้างตึก ในนิวยอร์ก โตเกียว หรือลอนดอนได้ ซึ่งเมื่อคนรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ในระดับตัวตน พวกเขาก็ไม่...

01:03

Speaker A

และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือความละเอียดของ กล้องนะครับเราอยู่ในยุคที่แบรนด์ สมาร์ทโฟนเนี่ยแข่งขันกันด้วยตัวเลขบน หน้ากระดาษยิ่งตัวเลขเยอะยิ่งแปลว่าดีแต่ หากย้อนกลับไปในช่วงปี 2015 นะครับมี แบรนด์นึงที่ตัดสินใจฉีกกฎเกณฑ์ทั้งหมด แบรนด์นี้เนี่ยเลือกที่จะเดินออกจากสนาม รบที่มีแต่การกางตัวเลขข่มกันและหันไปใช้ ป้ายบิบอร์ดโชว์รูปถ่ายธรรมดาแทนนะครับ สิ่งที่น่าสนใจก็คือการเดินหนีจากการโต้ เถียงในวันนั้นเนี่ยกลับทำให้พวกเขาชนะ สงครามได้อย่างเบ็ดเสร็จซึ่งเรื่องราว ทั้งหมดเนี่ยเราต้องย้อนกลับไปในช่วงปี 2011 ถึงปี 2014 กันก่อนนะครับในตอนนั้น เนี่ยสมาร์ทโฟนกำลังเติบโตอย่างบ้าคลั่ง และคู่แข่งตัวฉกาศของ Apple ไม่ใช่ใครที่ ไหนนะครับก็คือ Samsung นั่นเอง Samsung เริ่มต้นเปิดฉากโจมตีอย่างดุเดือดในปี 2011 ด้วยแคมเปญโฆษณาที่ชื่อว่า The Next Big Thing ซึ่งจัดทำโดย Agency ที่ชื่อว่า 72 and Sunny โฆษณาชินี้

01:57

Speaker A

เนี่ยไม่ได้แค่โปรโมทฟีฟีเจอร์ของตัว เครื่องนะครับแต่จงใจล้อเลียนวัฒนธรรมการ ต่อแถวรอซื้อ iPhone หน้า Apple Store แบบเจ็บแสบมากๆในโฆษณาเนี่ยเราจะเห็นภาพ กลุ่มคนที่ดูเป็นสาวก Apple ยืนกางเต็นท์ รอกันข้ามวันข้ามคืนแล้วก็มีคนใช้ Samsung Galaxy เดินเข้ามาพร้อมกับฟีเจอร์หน้าจอ ที่ใหญ่กว่าหรือระบบที่ส่งไฟล์ได้เร็ว กว่าตอนนั้นโฆษณาตัวนี้เนี่ยกลายเป็น ไวรัลหนักมากๆนะครับนิตยสาร Week ถึงกับ ยกให้โฆษณาของ Samsung ติดอันดับโฆษณาสาย เทคโนโลยีที่เป็นไวรัลที่สุดของปีและมัน ไม่ได้ส่งผลแค่ยอดวิวบน YouTube นะครับ แต่ในช่วงเวลานั้นเนี่ย Samsung สามารถ แซงหน้า Apple ขึ้นเป็นแบรนด์ที่มียอดขาย สมาร์ทโฟนอันดับ 1 ของโลกได้เป็นครั้งแรก เมื่อถึงต้นปี 2013 Samsung ครองส่วน

02:39

Speaker A

แบ่งตลาดโลกไปเกือบ 1 ใน 3 ในขณะที่ Apple เนี่ยมีส่วนแบ่งลดลงเหลือไม่ถึง 18% สถานการณ์นี้เนี่ยทำให้เกิดแรงสั่น สะเทือนอย่างหนักในสำนักงานใหญ่ของ Apple ที่เมือง Cubertino มีบทความจาก Wall Street Journal พลาดหัวตัวโตนะครับว่า has Apple lost its cool to Samsung หรือเป็นง่ายๆว่า Apple เนี่ย หมดความเจ๋งและพ่ายแพ้ให้กับ Samsung ไป แล้วหรือยังบทควันนี้เนี่ยเรียกได้ว่า สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้บริหารของ Apple เป็นอย่างมากนะครับ i Chiller หัวหน้า ฝ่ายการตลาดในตอนนั้นเนี่ยถึงกับส่งบท ความนี้ไปให้เจนcyคู่บุญอย่าง TBWA พร้อม

03:13

Speaker A

กับข้อความสั้นๆแต่แฟงไปด้วยความกดดันนะ ครับว่าเรามีงานต้องทำอีกมากเพื่อพลิก สถานการณ์นี้ความกดดันในตอนนั้นน่ะถึง ขั้นมีข่าวลือว่า Field Chiller เสนอให้ ทีมคุกพิจารณาเปลี่ยนเcyโฆษณาที่ทำงาน ร่วมกันมาเกือบ 30 ปีทิ้งไปเลยทีเดียวนะ ครับซึ่งในการประชุมบ่อยบริหารเนี่ยเต็ม ไปด้วยความตึงเครียดทุกคนต้องการหาทางออก เพื่อตอบโต้ Samsung ให้จงได้และก่อนที่ จะไปรับฟังเนื้อหากันต่อนะครับผมก็ต้องขอ เวลาท่านผู้ฟังแป๊บนึงแนะนำผลิตภัณฑ์ตัว นึงก็คือดิฟ CBD นะครับสำหรับท่านผู้ฟัง ที่มีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับหลับไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียทำงานได้ไม่เต็ม ประสิทธิภาพหรือว่าต้องการรีซตสมองในทุกๆ คืนนะครับตัวนี้ผมใช้เนี่ยดีมากๆนะครับ สมองเฟรชทุกเช้าทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ทราบใครมีปัญหาเหล่านี้เนี่ยผมแนะนำให้ แอดไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนได้นะครับที่ Line แ@ DIP GeEG หรือสแกน QR Code หรือกดที่ลิงก์ใน Description ด้านล่าง ได้เลยผลิตภัณฑ์ตัวนี้เนี่ยได้รับการรับ รองจากอย.ปลอดภัย 100% มีขายในเชนร้านขาย

04:08

Speaker A

ยาชั้นนำมากมายแต่ถ้าท่านอยากได้ โปรโมชั่นพิเศษสเปเชียลเฉพาะชาวช่องเรา ต้องแอดไปที่ Line @dek เท่านั้นนะครับ ลองไปปรึกษาดูก่อนได้เลยกลับมาที่ สถานการณ์ของ Apple หลังจากนั้นนะครับแรง กดดันก็พุ่งไปที่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะเรื่องของกล้องซึ่งเป็นสมรภูมิ หลักที่ทุกแบรนด์กำลังสู้กันยิบตาในตอน นั้นในเดือนกันยายนปี 2014 Apple เปิด ตัว iPhone 6 พร้อมกับกล้องความละเอียด 8 ฟังดูอาจจะโอเคนะครับแต่ถ้าหันไปมองคู่ แข่งในตลาดตอนนั้นเนี่ย Samsung Samsung Galaxy S5 มีกล้องความละเอียด 16 ไป แล้วนะครับแบรนด์อย่าง HTC ก็เปิดตัว เทคโนโลยีที่เรียกว่า Ultra Piixซ Nokia รุ่น Lumia 1020 จัดหนักจัดเต็มใส่ความ

04:48

Speaker A

ละเอียดมาถึง 41 เิซล ซึ่งถ้ามองแค่บนหน้ากระดาษนะครับ Apple ดูเหมือนจะเป็นไฟล์พ่ายแพ้แบบราบคาบแต่ เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้นะครับ Apple มี แนวคิดทางวิศวกรรมที่แตกต่างไปการยัด เยียดพิกเซลจำนวนมากขนาดนั้นเนี่ยลงไปบน เซ็นเซอร์รับภาพขนาดจิคอโทรศัพท์มือถือจะ ทำให้แต่ละพิกเซลรับแสงได้น้อยลงผลที่ตาม มาก็คือภาพจะเกิดnoอยส์หรือจุดรบกวนในภาพ เยอะมากเมื่อถ่ายในที่แสงน้อยผู้บริหาร ของ Apple รู้เรื่องนี้ดีนะครับพวกเขาจึง เลือกที่จะรักษาความละเอียดไว้ที่ 8 เพื่อให้คุณภาพของภาพถ่ายออกมาดีที่สุดใน ทุกสภาวะแสงซึ่งผลลัพธ์มันก็พิสูจน์แล้ว นะครับว่าพวกเขาคิดถูกสถาบันทดสอบกล้อง ที่น่าเชื่อถือที่สุดอย่าง DXO Mark จัด อันดับให้กล้องของ iPhone 6 เนี่ยเป็น กล้องสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดในโลกแม้แต่นัก รีวิวจากสื่อใหญ่อย่าง Force ก็ยังเขียน สรุปนะครับว่าถึงหน้ากระดาษ Samsung จะดู ดีกว่าแต่การใช้งานจริง iPhone 6 ให้ภาพ

05:44

Speaker A

ที่ดีกว่าแต่ปัญหาก็คือผู้บริโภคทั่วไป ไม่ได้มานั่งอ่านรายงานทดสอบทางวิศวกรรม นะครับเวลาคนเดินไปซื้อโทรศัพท์พวกเขามอง หาตัวเลขที่สูงกว่าสิ่งที่ Apple กำลัง เผชิญก็คือสงครามจอมปลอมที่ถูกสร้างกติกา ขึ้นมาโดย Samsung ยิ่งมีพิกเซลเยอะยิ่ง มีกราฟเปรียบเทียบเยอะฝั่งนั้นก็ยิ่งได้ เปรียบถ้า Apple ยังคืนเล่นตามเกมนี้นะ ครับต่อให้ของตัวเองดีแค่ไหนก็ไม่มีทาง อธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจได้ในเวลาไม่กี่ วินาทีพวกเขาต้องการสมรภูมิใหม่ที่ไม่ ต้องพูดถึงเรื่องสเปคอีกต่อไปภารกิจ เปลี่ยนเกมนี้เนี่ยตกเป็นของ Media Arts Laab ซึ่งเป็นหน่วยงานในเครือของ TBWA ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรับใช้ Apple โดยเฉพาะ พวกเขารู้ดีนะครับว่าคราวนี้พลาดไม่ได้ อีกแล้วทีมงานเนี่ยเริ่มสังเกตเห็น ปรากฏการณ์บางอย่างบนโลกออนไลน์ผู้ใช้งาน iPhone จำนวนมากเนี่ยกำลังถ่ายภาพที่สวย งามระดับมืออาชีพและโพสต์ลงโซเชียล Media พร้อมติดฮ# iPhone only โดยที่ไม่มีใคร ไปจ้างหรือบังคับให้ทำนะครับหลักฐานที่ พิสูจน์ว่ากล้องของ iPhone ดีแค่ไหนมัน

06:46

Speaker A

ไม่ได้อยู่ในห้องแลบแต่มันกระจายอยู่ทั่ว โลกอินเทอร์เน็ตผ่านฝีมือของคนธรรมดาทั่ว ไปนั่นเองจากนั้นagเจนcyจึงเริ่มแผนการ แบบเงียบๆพวกเขาเข้าไปตามหาภาพถ่ายที่สวย ที่สุดในแพลตฟอร์มอย่างFckกอรและ Instagram และเมื่อเจอภาพที่ถูกใจนะครับ พวกเขาก็ติดต่อไปหาเจ้าของภาพเพื่อขอ อนุญาตนำภาพมาใช้โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ภาพเหล่านั้นจะต้องถูกตีพิมพ์แบบต้นฉบับ ห้ามตัดต่อห้ามจัดฉากและต้องให้เครดิตคน ถ่ายอย่างชัดเจนนี่คือการตัดสินใจที่บ้า บินมากๆสำหรับวงการโฆษณาในยุคนั้นนะครับ เพราะปกติแล้วโฆษณามือถือเนี่ยจะต้องจ้าง ตากล้องระดับโลกใช้นางแบบนายแบบหน้าตาดี จัดแสงในสตูดิโอเป็นวันๆและผ่านการแต่ง รูปด้วยโปรแกรมอย่างหนักหน่วงแม้แต่โฆษณา ของ Samsung ก็ใช้วิธีนี้นะครับแต่ Apple เนี่ยกำลังโยนตำราการตลาดเหล่านั้นทิ้งลง ถังขยะช่างภาพหลายคนที่ถูกติดต่อเนี่ยยัง ไม่รู้ด้วยซ้ำนะครับว่าผลงานตัวเองกำลัง จะถูกนำไปใช้อะไรอย่างโรช่างภาพคนนึง เนี่ยเล่าว่ามีบริษัทลึกลับติดต่อผ่าน agนcyเพื่อขอซื้อภาพที่ถ่ายด้วย iPhone กว่าเขาจะรู้ว่าลูกค้าคือ Apple เขาก็ เซ็นสัญญาณและส่งภาพไปเรียบร้อยแล้วหรือ อย่าง sero theapas หญิงสาวช่างภาพสมัคร เล่นจากรัฐแคลิฟอร์เนียเธอก็เพิ่งรู้ตัว นะครับว่าภาพของเธอโด่งดังระดับโลกก็ตอน ที่เธอบินไปนิวยอร์กและเงยหน้าขึ้นไปเห็น ภาพของตัวเองเนี่ยถูกขยายใหญ่เท่าตึกแปะ

08:04

Speaker A

อยู่บนป้ายบิบอร์ดในกลางเมือง Apple ตั้ง ชื่อโปรเจคนี้ว่า The World Gallery พวกเขาคัดเลือกภาพจากช่างภาพ 77 คนและ ขยายเพิ่มเป็น 162 คนในช่วงที่แคมเปญ ดำเนินไปทั่วโลกบนป้ายบิบอร์ดเหล่านั้น เนี่ยไม่มีรูปโทรศัพท์มือถือเลยแม้แต่ เครื่องเดียวไม่มีตารางเปรียบเทียบสเปค ไม่มีตัวเลขเมิกเซลมีเพียงภาพถ่ายสวยชื่อ คนถ่ายและข้อความสั้นๆทรงพลังเพียง 4 คำ ก็คือ Shot on iPhone โอ้โหทำไมวิธีนี้ถึงได้ผลยานะครับคำตอบ อยู่ในทฤษฎีทางจิตวิทยาการตลาดที่เรียก ว่า Self Brand Connection หรือความ เชื่อมโยงระหว่างตัวตนกับแบรนด์เมื่อผู้ บริโภคมองเห็นป้ายบิบอร์ดที่มีภาพถ่ายจาก ช่างภาพสมัครเล่นพวกเขาไม่ได้เห็นแค่ภาพ สวยๆนะครับแต่พวกเามองเห็นความเป็นไปได้ ของตัวเองภาพเหล่านี้กำลังบอกพวกเขาว่า คุณไม่จำเป็นต้องเป็นตาข้อมืออาชีพคุณไม่ จำเป็นต้องจัดแสงราคาแพงเพียงแค่คุณมี iPhone ในมือคุณก็สามารถสร้างสรรค์ผลงาน

09:03

Speaker A

ศิลปะที่ยิ่งใหญ่พอจะนำไปแขวนไว้ข้างตึก ในนิวยอร์กโตเกียวหรือลอนดอนได้ซึ่งเมื่อ คนรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ในระดับตัวตนพวก เขาก็ไม่ใช่แค่ลูกค้าที่ซื้อของตามสเปค อีกต่อไปแต่พวกเขาจะกลายเป็นผู้พิทักษ์ แบรนด์พวกเขาพร้อมจะปกป้องและยินดีที่จะ จ่ายในราคาพรีเมี่มนี่คือสิ่งที่ตัวเลขซล ให้ไม่ได้เลยนะครับการเปิดตัวแคมเปญนี้ เนี่ยก็ถูกวางหมากอย่างแยบยนหลังปล่อยให้ Samsung ล้อเรียนมาถึง 4 ปี Apple ตัด สินใจเลือกวันที่ 1 มีนาคมปี 2015 เป็น วันเริ่มต้นแคมเปญวันนั้นเนี่ยตรงกับวัน อาทิตย์ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ Samsung กำลังจัดงานแถลงข่าวใหญ่เปิดตัว Galaxy S6 และ S6 Edge ที่เมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปนก่อนเริ่มงาน Mobile World Congress ในขณะที่ผู้บริหารของ Samsung ยืนอยู่บนเวทีในสเปนพยายามเปิดสไลด์ เปรียบเทียบภาพถ่ายตอนกลางคืนระหว่าง Galaxy S6 กับ iPhone 6 เพื่อพิสูจน์

09:57

Speaker A

ว่ากล้องตัวเองเนี่ยรับแสงได้ดีกว่าแต่ อีกฟากนึงของโลก Apple กำลังใช้ป้าย บิบอร์ดกว่า 10,000 ป้ายใน 73 เมืองเพื่อ สื่อสารกับคนเดินถนนทั่วโลกโดยตรงการโต้ เถียงด้วยสเปคบนเวทีสัมมนาเนี่ยมันกลาย เป็นเรื่องน่าเบื่อไปเลยนะครับเมื่อเทียบ กับนิทรรศการภาพถ่ายระดับโลกที่คนทั่วไป สัมผัสได้แคมเปญ short on iPhone สร้าง ยอดการเข้าถึงหรือ impression ไปถึง 6,500 ล้านครั้งบนโซเชียล Media เติบโตขึ้นกว่า 11,000% สิ่งที่ตอกย้ำความสำเร็จของแคมเปญนี้ก็ คือการเกิดปรากฏการณ์การลดเรียนมีคนทำ บัญชีที่ชื่อว่า Also Shot on iPhone 6 แล้วเอาภาพเซลฟี่เบอหน้ากระจุห้องน้ำ มาแปะคำว่า Shot on iPhone 6 ซึ่งใน

10:40

Speaker A

เรื่องของการทำแบรนด์เนี่ยเมื่อไหร่ก็ตาม ที่แคมเปญของคุณถูกคนทั่วไปเอาไปทำมีม หรือล้อเลียนเล่นกันอย่างสนุกสนานนั่น หมายความว่าแคมเปญของคุณได้เข้าไปอยู่ใน วัฒนธรรมป๊อปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในแง่ ธุรกิจนะครับแคมเปญนี้ช่วยกระตุ้นยอดขาย ในประเทศที่จัดแสดงได้สูงถึงราวๆ 255 ล้านดอลลาร์และทำให้ส่วนแบ่งผู้ใช้งาน Apple ในสหรัฐอเมริกาเนี่ยพุ่งไปแตะ เกือบ 43% ทิ้งหางคู่แข่งไปไกลและในเวที ประกวดโฆษณานะครับแคมเปญนี้ก็กวาดรางวัล สูงสุดอย่างกลางปีจากเวทีคLionอซึ่ง เปรียบเสมือนรางวัลออสการของคนทำโฆษณาแต่ อย่างไรก็ตามนะครับ Samsung ก็ยังไม่ยอม แพ้ตลอดปี 2015 Samsung ยังคงเป็นแบรนด์ ที่ขายโทรศัพท์ได้มากที่สุดในโลกด้วย จำนวน 324.8 8 ล้านเครื่องพวกเขายังคง เดินหน้าศาดโฆษณาโจมตีคู่แข่งอย่างต่อ เนื่องมีแคมเปญที่ชื่อว่า six is greater than six ที่เอาคุณสมบัติ อย่างหน้าจอโค้งและการชาร์จไร้สายมาข่มที ละข้อโฆษณาเหล่านี้เนี่ยยังคงความฉลาดและ จิกกัดเก่งเหมือนเดิมนะครับแต่มันเป็นการ

11:37

Speaker A

ต่อสู้ในกติกาเดิมที่ Apple เดินหนีออกมา แล้ว Samsung กำลังรวมหมัดใส่คู่ต่อสู้ ที่ไม่ได้อยู่บนเวทีอีกต่อไปแล้วและแล้ว ในเดือนสิงหาคมปี 2016 เหตุการณ์ที่ไม่มี ใครคาดคิดก็เกิดขึ้นนะครับ Samsung Samsung เปิดตัว Galaxy Note 7 สมาร์ทโฟนที่แน่นไปด้วยเทคโนโลยีสูงสุด เท่าที่โลกเคยมีมานักรีวิวเนี่ยต่างเท กระทั่งมันเริ่มระเบิดปัญหาแบตเตอรี่ร้อน จัดจนเกิดไฟลูกไหม้แกเป็นฝันร้ายที่ รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Samsung มีรายงานเครื่องไม่เกือบ 100 ครั้งเฉพาะ ในสหรัฐอเมริกาสายการบินทั่วโลกอากาศสั่ง ห้ามผู้โดยสารนำเครื่องรุ่นนี้ขึ้น เครื่องบินโดยเด็ดขาด Samsung ต้องเรียก คืนโทรศัพท์กว่า 2,500,000 เครื่องมูลค่า บริษัทหายวับไปเกือบ 10,000 15,000 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐในเวลาแค่ 2 สัปดาห์และความ

12:24

Speaker A

พินาศครั้งนี้เนี่ยส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาด สมาร์ทโฟนระดับพรีเมี่มของ Samsung ดิ่ง จาก 35% เหลือแค่ 17% ในขณะที่ Apple กำลังเปิดตัว iPhone 7 พอดีการพยายาม สร้างแบรนด์ผ่านการอวดอ้างสเปคที่เหนือ กว่ามาตลอด 5 ปีพังทลายลงในพริบตาเมื่อ สเปคเหล่านั้นเนี่ยกลายเป็นสิ่งที่ทำร้าย ผู้ใช้งานซะเองนะครับในขณะที่คู่แข่ง กำลังวุ่นวายอยู่กับการกอบกู้ภาพลักษณ์ ป้ายBuildบอร์ด Shotge on iPhone ของ Apple ก็ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างเงียบ ๆเปลี่ยนรุ่นโทรศัพท์ไปเรื่อยๆเพิ่มความ ละเอียดของภาพถ่ายแต่ยังคงยึดมั่นใน สโลแกน 3 คำเดิมเป๊ะๆนะครับเวลาผ่านไป 10 ปีในปี 2025 แคมเปญ short on iPhone

13:04

Speaker A

ยังคงเดินสายรับรางวัลระดับโลกมากมายนะ ครับมันเป็นเครื่องยืนยันว่าการตลาดที่ เข้าถึงจิตใจคนเนี่ยสามารถขับเคลื่อน ธุรกิจในระยะยาวได้อย่างแท้จริงและสถิติ ก็ระบุชัดเจนนะครับว่า iPhone ได้กลาย เป็นสมาร์ทโฟนซีรีย์ที่ขายดีที่สุดในโลก ไปแล้วสุดท้ายนะครับในขณะที่ Samsung เริ่มต้นจากการสื่อสารด้วยการบอกว่า โทรศัพท์ตัวเองมีอะไรไม่ว่าจะเป็นเลนส์ ที่กว้างกว่าจอที่ใหญ่กว่าและทำงานยังไง แต่ Apple พวกเขาเลือกที่จะสื่อสารจาก แก่นกลางคือพวกเขาเชื่อว่าทุกคนมีความคิด สร้างสรรค์ซ่อนอยู่พวกเขาบอกให้โลกรู้ ผ่านวิธีการนำเสนอภาพถ่ายคนธรรมดาขึ้น บิบอร์ดยักษ์เพื่อพิสูจน์ว่าคุณก็เป็น ศิลปินได้และสุดท้ายเครื่องมือที่ทำให้ สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ก็คือ iPhone เรื่อง นี้เนี่ยมันบอกเรานะครับว่าบางครั้งการ เอาชนะคู่แข่งที่แข็งแกร่งไม่ได้แปลว่า เราต้องลงไปเล่นในเกมที่เค้าถนัดนะครับ หากเค้าท้าต่อยด้วยสเปคเราก็ไม่จำเป็น ต้องเอาสเปคไปสู้แต่เราสามารถเปลี่ยนสนาม รบไปสู่เรื่องของอารมณ์ความรู้สึกและคุณ ค่าที่แบรนด์มอบให้กับผู้บริโภคแน่นอนว่า คุณสามารถอัปเกรดชิประมวลผลหรือเพิ่มตัว เลขล้านพิกเซลลงในกล้องได้ทุกๆปีแต่คุณ ไม่สามารถใช้โรงงานผลิตความภาคภูมิใจให้ กับลูกค้าได้ความรู้สึกที่ได้รู้ว่าผลงาน ภาพถ่ายที่ตัวเองถ่ายเล่นในบ่ายวันอังคาร มันมีค่ามากพอที่จะถูกนำไปจัดแสดงให้คน ทั้งโลกได้เห็นซึ่งนั่นแหละนะครับคือสิ่ง ที่เหนือกว่าเอกสารแจกแจงสเปคใดๆบนโลกใบ นี้และนี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไม Apple

14:32

Speaker A

ถึงสามารถเอาชนะสงครามกล้องสมาร์ทโฟนได้ โดยที่ไม่ต้องเปลืองน้ำลายเถียงเรื่อง สเปคเลยแม้แต่คำเดียวสำหรับเรื่องราวของ แคมเปญ Shot on iPhone ใน EP นี้ผมก็ ต้องขอจบไว้เพียงเท่านี้ก่อนนะครับสำหรับ พcสใน EP นี้ผมก็ต้องขอขอบคุณข้อมูลจาก @ week@ Titan Show The World F และ Can Lions ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาผมก็ ต้องขอประชาสัมพันธ์นิดนึงนะครับว่าตอน นี้สำหรับผู้ที่ฟังผ่านแพลตฟอร์ม YouTube ช่องของเราเปิดระบบ membership อย่างเป็น ทางการแล้วนะครับสำหรับชาวกี๊กตัวจริงที่ อยากได้ความพิเศษไม่ว่าจะเป็นตาสัญลักษณ์ เท่ๆหลังชื่อหรือสิทธิ์ในการเลือกหัวข้อ คลิปลองกดเข้าไปดูในรายละเอียดที่ปุ่ม สมัครหรือจอยข้างล่างได้เลยนะครับเริ่ม ต้นแค่เดือนละไม่กี่บาทมาร่วมเป็นชาวแก๊ง เดียวกันนะครับสำหรับเพื่อนๆที่สนใจ เรื่องราวทางธุรกิจเทคโนโลยีและ วิทยาศาสตร์ใหม่ๆที่มีความน่าสนใจก็

15:21

Speaker A

สามารถติดตามมาได้นะครับทางช่อง Geek Follower Podcast ตอนนี้ก็มีอยู่ใน แพลตฟอร์มหลักๆทั้ง Pod Bean Apple Podcast Google Podcast Spotify YouTube แล้วก็จะมีการอัปโหลดลง แพลตฟอร์ม Blogdit ในทุกๆตอนอยู่แล้วด้วย นะครับถ้ายังไงก็ฝากกด Follow ฝากกด Subscribe กันด้วยนะครับแล้วก็ยังมีอีก ช่องทางนึงในส่วนของ Line แ@ที่@ทadonล @th a r a d h o สามารถแอดเข้ามา พูดคุยกันได้นะครับผมก็จะส่งสาระดีๆพcสดี ๆให้ท่านเป็นประจำอยู่แล้วด้วยนะครับถ้า ยังไงก็ฝากติดตามทางช่องทางต่างๆกันด้วย นะครับสำหรับใน EP นี้เนี่ยผมต้องขอลากัน

15:58

Speaker A

ไปก่อนนะครับเจอกันใหม่ใน EP หน้านะครับ ผมสวัสดีครับ

Topics: Apple Samsung Shot on iPhone แคมเปญโฆษณา สงครามสมาร์ทโฟน การตลาด กล้องสมาร์ทโฟน iPhone 6 TBWA Self Brand Connection


---
This is the markdown twin of https://sozai.app/transcript/shot-on-iphone-apple-vs-samsung-geek-story/ — the same content, without the markup.
Published by SozAI (https://sozai.app). Reuse and quotation are allowed with attribution and a link back.
Machine-readable index: https://sozai.app/llms.txt · data API: https://sozai.app/api/
