**Lesson 4 — Transcript & Summary | SozAI**
Source: https://sozai.app/transcript/lesson-4/

บทเรียนภาษาอังกฤษเรื่องคำกริยา (verb) โดยครูหวาน อธิบายความหมาย ประเภท และการใช้กริยาช่วยอย่างละเอียด

## Key Takeaways

- คำกริยา (verb) เป็นคำที่บอกการกระทำ สภาพ หรือการมีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
- กริยาช่วย (auxiliary verbs) เช่น am, have ทำหน้าที่เสริมความหมายเวลา ไม่ได้แปลความหมายตรงตัว
- การเลือกใช้รูปแบบกริยาที่ถูกต้องมีผลต่อความหมายและเวลาในประโยค
- คำกริยามี 3 ประเภทหลัก ได้แก่ main verbs, auxiliary verbs, และ helping verbs
- ความเข้าใจคำกริยาเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้และสื่อสารภาษาอังกฤษ

## What the video covers

- แนะนำความหมายของคำกริยา (verb) ว่าเป็นคำที่บอกการกระทำ สภาพ หรือการมีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
- ยกตัวอย่างประโยคเพื่อแสดงการใช้คำกริยา เช่น I eat breakfast everyday
- อธิบายความแตกต่างของกริยาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น กริยาช่องที่ 1, กริยาช่องที่ 3, และกริยาช่องที่มี ing
- แนะนำกริยาช่วย (auxiliary verbs) เช่น am, have ที่ทำหน้าที่เสริมความหมายเวลาในประโยค
- ชี้ให้เห็นความสำคัญของการเลือกใช้กริยาและกริยาช่วยที่ถูกต้องเพื่อสื่อความหมายที่แตกต่างกันตามเวลา
- อธิบายประเภทของคำกริยา 3 ประเภทหลัก ได้แก่ main verbs, auxiliary verbs, และ helping verbs
- ยกตัวอย่างการใช้คำกริยาในประโยคเพื่อบอกการกระทำ สภาพ และการมี
- เน้นว่า am และ have ในประโยคไม่ได้แปลความหมายตรงตัว แต่ทำหน้าที่เป็นกริยาช่วยเพื่อบอกเวลาและสถานะของเหตุการณ์
- สรุปว่า verb คือหัวใจสำคัญของการสื่อสารภาษาอังกฤษที่ต้องเข้าใจรูปแบบและการใช้อย่างถูกต้อง
- เตรียมพร้อมสำหรับบทเรียนต่อไปเกี่ยวกับการใช้คำกริยาในรูปแบบต่าง ๆ

## Chapters

1. 00:00 บทนำและความสำคัญของคำกริยา
2. 01:42 ตัวอย่างประโยคและการใช้คำกริยา eat
3. 02:42 ความแตกต่างของกริยาในรูปแบบต่าง ๆ
4. 05:31 บทบาทของกริยาช่วย am และ have
5. 07:38 การทำหน้าที่ของกริยาช่วยและความหมาย
6. 10:25 ความหมายและประเภทของคำกริยา
7. 12:22 ตัวอย่างการใช้คำกริยาในประโยค
8. 17:22 สรุปประเภทของคำกริยาและบทเรียนต่อไป

Answers

## Questions about this video

คำกริยา (verb) คืออะไร?

คำกริยาเป็นคำที่บอกการกระทำ สภาพ หรือการมีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น กิน วิ่ง เป็น หรือมี

กริยาช่วย (auxiliary verbs) มีหน้าที่อะไร?

กริยาช่วย เช่น am, have ทำหน้าที่เสริมความหมายเวลาในประโยค ไม่ได้แปลความหมายตรงตัว แต่ช่วยบอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อไร

ทำไมต้องใช้รูปแบบกริยาที่แตกต่างกัน เช่น I eat, I am eating, I have eaten?

การใช้รูปแบบกริยาที่แตกต่างกันช่วยบอกเวลาและสถานะของเหตุการณ์ เช่น กำลังทำอยู่แล้ว หรือทำเสร็จแล้ว ทำให้ความหมายของประโยคชัดเจนขึ้น

## Full Transcript — Download SRT & Markdown

00:01

Speaker A

มาต่อเลสสันที่ 4 กันค่ะ บทนี้เนี่ยเราจะมาพูดถึงเรื่องของ verb

00:59

Speaker A

verb คืออะไรนะคะ นักเรียน verb ก็คือคำกริยา

01:42

Speaker A

ครูอ่านกล้าพูดเลย คำกริยาเนี่ยมันเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ เพราะว่าเวลาเราจะแต่งประโยคอยู่ดีๆ

02:26

Speaker A

พูดมา a woman a woman a man แล้วก็จบไปแบบนี้เนี่ย บางทีคือเราก็ไม่รู้ว่าแล้วเขาทำกริยาอะไรล่ะ

03:24

Speaker A

ดังนั้นวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของคำกริยากันนะคะ

04:34

Speaker A

แต่ก่อนที่จะไปเริ่มต้นเรื่องของคำกริยาเนี่ย ครูหวานอยากจะขอให้ลองดูตัวอย่างประโยคนี้ก่อนแล้วกัน

05:31

Speaker A

อ่ะลองดูนะ ถ้าจะบอกว่าฉันเนี่ยกินอาหารเช้าทุกวัน เราก็จะแต่งประโยคแบบนี้ใช่มั้ยคะ I eat breakfast everyday

06:30

Speaker A

ฉันทานอาหารเช้าทุกวัน ซึ่งเราใช้คำไหนคะที่เป็นคำกริยา

07:22

Speaker A

อ่ะลองหาให้ครูหวานหน่อยเร็ว คำกริยาคือคำว่า eat ที่แปลว่ากิน ตัวนี้ถูกมั้ยคะ

08:15

Speaker A

แสดงว่ามันเป็นคำกริยา I eat breakfast everyday ง่ายๆ

09:12

Speaker A

simple ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย เราใช้เป็นกริยาแบบนี้เป็นกริยาช่องที่ 1 มันเป็นกริยาช่องที่ 1 ถูกมั้ยคะ I eat breakfast everyday

10:12

Speaker A

ทีนี้คำถามต่อไปค่ะ เรารู้แล้วว่า eat เนี่ยมันเป็นคำกริยาไหน งั้นขอลองมาดูตัวอย่างประโยคต่อไปดีกว่า

11:03

Speaker A

เมื่อสักครู่บอกว่า I eat breakfast everyday ฉันเนี่ยกินอาหารเช้าทุกวัน

11:50

Speaker A

เมื่อกี้เราใช้คำว่า eat ถูกมั้ยคะ ซึ่งคำว่า eat ในที่นี้เนี่ยก็ถือว่าเป็นกริยาช่องที่ 1 ทั่วไป

12:42

Speaker A

แต่ลองดูตัวอย่างประโยคที่ 2 กับประโยคที่ 3 กันค่ะ

13:39

Speaker A

ประโยคที่ 2 บอกว่า I am eating breakfast right now

14:15

Speaker A

กับอันที่ 3 อันที่ 3 เนี่ยบอกว่า I have eaten breakfast already

14:54

Speaker A

ทั้ง 3 ประโยคเนี้ยนักเรียนใช้แล้วเพื่อแปลว่ากินเหมือนกัน

15:50

Speaker A

ความต่างก็คือว่าข้อที่ 1 บอกว่าฉันเนี่ยกินอาหารเช้าทุกวัน

16:55

Speaker A

อันที่ 2 บอกว่าฉันกำลังกินอาหารเช้าตอนนี้

17:45

Speaker A

แล้วก็อันที่ 3 คือฉันกินอาหารเช้าไปแล้ว เพราะว่า already แปลว่าแล้ว

19:06

Speaker A

ถ้าสังเกตดูดีๆ นะคะ จะเห็นได้เลยว่าประโยคที่ 2 กับประโยคที่ 3 เนี่ยมันมี am เข้ามา

19:26

Speaker A

แล้วมันก็มี have เข้ามาก่อนที่เราจะใส่คำว่ากินเข้าไป

20:03

Speaker A

แล้วพอใส่ไปแล้วเนี่ย สังเกตว่า eat ตัวเนี้ยมันดันใส่ ing แถมมาให้

20:40

Speaker A

ส่วน have ตัวเนี้ยปกติคำว่าเอ้า กลายเป็นกริยาช่องที่ 3 ไปซะงั้น

21:17

Speaker A

เพราะฉะนั้นนสังเกตดูนะคะว่าคำว่า am แล้วก็คำว่ามันเป็นอะไรมันเป็นส่วนเสริมเข้ามา

21:54

Speaker A

แล้วทำไมไม่ใช้ eat ให้มันจบไปเลย

22:30

Speaker A

ทำไมจะต้องใส่เป็น I am eating หรือว่าต้องใส่เป็น I have eaten breakfast already

23:08

Speaker A

เพราะถ้านักเรียนเลือกใช้คำกริยาที่มันหน้าตาไม่เหมือนกัน

24:06

Speaker A

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันก็จะไม่เหมือนกัน

24:46

Speaker A

นี่แหละคือหัวใสนี่คือเสน่ห์นี่คือความสำคัญของภาษาอังกฤษนะคะ

25:19

Speaker A

ถ้าเลือกใช้คำกริยาที่มันต่างรูปกันออกไป มีส่วนเสริมมีอะไหล่

25:56

Speaker A

แสดงว่าเหตุการณ์ที่เกิดเนี่ยมันก็จะเกิดกันขึ้นคนละเวลา

26:28

Speaker A

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นบทนี้เราจะไม่ได้มาพูดถึงเรื่องของ t

26:58

Speaker A

ครูหวานแค่จะมาบอกว่า am กับ have ตัวเนี้ยมันเป็นอะไหล่ส่วนเสริม

27:36

Speaker A

เราเรียกเขาว่ากริยาช่วย

28:16

Speaker A

เราเรียกเขาว่ากริยาช่วย

29:00

Speaker A

นักเรียนสังเกตมาว่า

29:48

Speaker A

ฉันกินอาหารเช้าทุกวัน eat มันเป็นความหมายตรงๆ อย่างงั้นเลย

30:41

Speaker A

แปลว่ากิน

31:19

Speaker A

แต่พอเป็น I am eating ปุ๊บ am ตัวเนี้ยมันจะไม่ได้แปลว่าเป็น คืออยู่

32:12

Speaker A

have ตัวนี้มันจะไม่ได้แปลว่ามี

33:01

Speaker A

นักเรียนมันไม่ได้แปลว่าเป็นอยู่ เอ่อ อยู่เป็นอยู่คือ

33:30

Speaker A

ตรงเนี้ยไม่ได้แปลว่ามี

34:05

Speaker A

มันทำหน้าที่เป็นกริยาช่วย

34:55

Speaker A

มันจะไม่ได้มีความหมาย แต่มันแค่จะบอกเฉยๆ ว่าเหตุการณ์นั้นเนี่ยเกิดขึ้นตอนไหนเท่านั้นเอง

35:45

Speaker A

และนี่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องที่เรากำลังจะพูดกันถึง

36:32

Speaker A

เอ่อ จะพูดถึงกันในวันนี้ก็คือเรื่องของ verb หรือว่าคำกริยานะคะ

37:25

Speaker A

อ้า ถ้าพร้อมแล้วเนี่ยเรามาเริ่มกันเลยค่ะ

38:13

Speaker A

verb เนี่ยเค้าบอกว่ามันก็คือคำกริยา

39:03

Speaker A

เดี๋ยวต่อไปครูหวานจะพยายามใช้คำว่า verb ที่แปลว่ากริยา

39:41

Speaker A

มันเป็นคำที่เรานะคะเอาไว้บอกการกระทำว่าลงมือทำอะไรไป

40:17

Speaker A

กิน ดื่ม สอน เรียน วิ่ง นั่ง ทำอาหาร

41:03

Speaker A

เอาไว้ใช้บอกสภาพ หรือพูดถึงการมีของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

41:57

Speaker A

อ่ะยกตัวอย่างเช่น I run every morning

42:40

Speaker A

ฉันเนี่ยวิ่งทุกเช้า

43:21

Speaker A

แสดงว่าวิ่งในที่นี้มันเป็นการบอกการกระทำเห็นมั้ยคะ

44:03

Speaker A

she is a teacher

44:43

Speaker A

หล่อนเป็นครู

45:19

Speaker A

แสดงว่าบอกสภาพ บอกอาชีพว่าเป็นอะไร

46:10

Speaker A

อันนี้แปลว่าเป็นนะ

46:51

Speaker A

พวกเขามีบ้านหลังใหญ่

47:40

Speaker A

แสดงว่า have ตรงนี้เนี่ยเนี่ยบอกถึงการมีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

48:16

Speaker A

นี่เรียกว่าเป็นคำกริยานะคะ

48:57

Speaker A

โอเคมั้ย

49:52

Speaker A

ทีนี้เรามาพูดถึงประเภทของคำกริยากัน

50:42

Speaker A

คำกริยาที่เราจะพูดถึงกันในบทนี้จะพูดถึง 3 ส่วนอยู่หลักๆ นะคะ

51:35

Speaker A

อันที่ 1 เรียกว่าเป็น main verbs ก็คือเป็นคำกริยาหลัก

52:23

Speaker A

คำกริยาหลักก็คือเป็นคำกริยาที่แบบเหมือนบอกเลยอ่ะ

53:13

Speaker A

นักเรียนมันเป็นการบอกไปเลยว่าอ๋อประธานคนเนี้ยเขาทำอะไร

53:51

Speaker A

อันนี้เรียกว่าเป็น main verbs นะคะ

54:34

Speaker A

เอาไว้แสดงการกระทำหรือว่าบอกสภาพ

55:33

Speaker A

อันต่อไปค่ะ เรียกว่าเป็น auxiliary verbs หรือว่าเป็น verb ช่วย

56:14

Speaker A

เป็น help เป็น helping verb เป็นกริยาช่วย

57:04

Speaker A

ทีนี้พอมันเป็นกริยาช่วยตัวเนี้ยหน้าที่ของเขาก็คือว่ามันจะมาช่วยกริยาแท้

57:39

Speaker A

มันจะมาช่วยตรงนี้

58:26

Speaker A

เออ หน้าที่ของไอ้เจ้า helping verb นะมันจะมาช่วยกริยาแท้มาช่วยทำไมอ่ะ

Topics: คำกริยา verb กริยาช่วย main verbs auxiliary verbs helping verbs ภาษาอังกฤษ ครูหวาน English On Air การใช้กริยา

เรียนจากวิดีโอนี้

- [แฟลชการ์ดจากวิดีโอนี้](https://sozai.app/th/tools/ai-flashcard-generator/?from=transcript&id=78136)
- [แบบทดสอบจากวิดีโอนี้](https://sozai.app/th/tools/quiz-generator/?from=transcript&id=78136)

ฟรี สร้างโดย AI จากทรานสคริปต์นี้ ไม่ต้องสมัคร


---
This is the markdown twin of https://sozai.app/transcript/lesson-4/ — the same content, without the markup.
Published by SozAI (https://sozai.app). Reuse and quotation are allowed with attribution and a link back.
Machine-readable index: https://sozai.app/llms.txt · data API: https://sozai.app/api/
